Q : ช่วงนี้ สมาชิก G2K คงได้ยินคำว่า อาสา ผ่านตา ผ่านหู (ซ้ายทะลุหูขวา) กันอยู่บ้าง ก็แล้ว อาสา คำคำนี้แปลว่าอะไรเล่า? อยากรู้หรือไม่ ถ้าไม่อยากรู้ ก็ไม่ต้องอ่านต่อให้เสียสายตา?

A : พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำจำกัดความ คำว่า อาสา ไว้ความว่า
 
"อาสา เป็นคำ กริยา แปลว่า เสนอตัวเข้ารับทำ. หากเป็นคำนามหมายถึง ความหวัง เช่น นิราสา หมายถึง ความหวังหมดแล้ว คือ ความหมดหวัง, ความต้องการ, ความอยาก. (ป.; ส. อาศา) (1) 


เอ ดู แล้วคำ ว่า อาสา นี้ เค้าเดิม นั้นจะเป็นคำในแง่ลบ  สอดคล้องกับ บทความทางวิชาการ (E-Book) ของโรงเรียนเทพบดินทร์วิทยา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งร่วมกับทางเวปไซต์หวานใจดอทคอม ได้ให้คำ อรรถาธิบาย ถึงคำว่า อาสา และ นิราสา/นิราศา/นิราส/นิราศ ไว้ดังนี้  

คำว่า นิราศ เป็นศัพท์สันนิษฐานกันหลายนัย ยังไม่ยุติได้ว่า มีที่มา จากรากศัพท์ที่ใด อาจมาจากคำว่า นิร แล้วเปลี่ยนสระให้ยาวขึ้น และมีการเติม ศ เข้า ลิลิต จาก นิร-นิรา-นิราศ ในพจนานุกรม ของ  เซอร์มอเนียร์ วิลเลียมส์ (Sir Monier Williams) นิราศ แปลว่า ปราศจากหวัง ในวรรณคดี มีความหมายถึง การจากไป คำว่า นิราศ ภาษาบาลี เกิดจากการสนธิ ระหว่าง นิร กับ อาสา แปลว่า ปราศจากหวัง, ไม่มีความต้องการ, หมดอยาก, เฉยอยู่ (นิร+อาสา=นิราส) คำว่า นิราศ ภาษาสันสกฤต แปลว่า การต่อต้าน การปฏิเสธ หรือ ปัดส่ง การขับ หรือ กำจัด การเปลื้อง การโยกย้าย หรือ จากไป การสละ หรือ ทิ้ง พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์  นามปากกา น.ม.ส. ทรงให้คำอธิบายว่า การแปลตามรูปศัพท์ดังกล่าว ไม่ตรงกับลักษณะการแต่งเพราะหนังสือนิราศแสดงให้เห็นว่า กวีแต่ง อย่างมีความหวังที่จะเป็นสุข เมื่อได้กลับคืนมาหานาง หรือที่อยู่ อันเป็นที่รักของตน มิได้จากไปอย่างปราศจากความหวัง หรือสละละทิ้งไป นิราศในที่นี้หมายความว่า ไม่มีนาง เพราะบทนิราศเป็นบทที่กวีคร่ำครวญถึงผู้หญิง เมื่อไม่มีนางจึงต้องครวญ ในวรรณคดีที่มี ความหมายถึง จากไป ในกำสรวล ศรีปราชญ์ (กำสรวลโคลงดั้น) มีคำว่า นิราศ ปรากฏในโคลงบทหนึ่ง ดังนี้

เสนาะนิราศน้อง         ลงเรือ
สาวส่งงเลวงเตม        ฝ่งงเฝ้า
เสนาะพี่หลยวเหลือ     อกส่งง
สยงส่งงข้าเจ้าพ้ยง     ส่งงตน (เขียนตามอักขรวิธีสมัยอยุธยา)


ใจความว่า พี่แสนเศร้าใจในการพี่ต้องจากน้องลงเรือ
เสียงสาวร้องสั่งพี่ออกแซ่ พากันมาคอยส่งจนเต็ม(ริมฝั่ง)ตลิ่ง
พี่แล(เหลียว) แล้วใจหายรู้สึกทุกข์ท่วมอก จนเหลือที่จะร้องสั่งตอบ
เสียงน้อง(เจ้า) (ซึ่งเป็นข้าเจ้า/ข้าของเจ้า) ร้องสั่งตัวของ(เจ้า)หล่อนเอง 

 
คำว่า นิราศ ในโคลงบทนี้ มีความหมายว่า ต้องจากไป ในวรรณคดีนิราศ เรื่อง ทวาทศมาส (เดือน 12 12 เดือน) ใช้คำว่า ราศ ในความหมายเดียวกัน ดังโคลงบทต่อไปนี้

ศรีอนิรุทธ์ราศร้าง        แรมสมร
ศรีอุสาจยรไคล           คลาศแคล้ว
เทวานราจร                จำจาก
ยงงพร่ำน้าวน้องแก้ว   ค่อยคืน
(2) (เขียนตามอักขรวิธีสมัยอยุธยา)

-พระอนิรุทธ์ (นิ)ราศ ร้าง (รอน) แรม จากมิ่งสมร
-ผู้มีนามพระนามว่าพระนาง(สาว) (ศรี)อุษา ต้องจากกันอย่าง เจียร/จิร=ยาวนาน ไคล(คลา) คลาดแคล้ว
-เพราะเทพารักษ์ประจำต้นไทร (พระไทร) อุ้ม พระอนิรุทธิ์ ไปสู่สมกับพระนาง(สาว) อุษา พอรุ่งเช้า พระไทร ก็อุ้มพระอนิรุทธิ์ ให้จำจากกันกับพระนาง(สาว)อุษา
-ท้าวเธอทั้งสองยังพร่ำ(เพ้อ) ถึงกัน พระนาง(สาว)อุษา ตื่นขึ้นมาระลึกถึงเหตุกาณ์เมื่อคืน ก็รู้ว่าตนได้เสียตัว ให้กับ ชายหน้าแปลก ชายแปลกหน้า เสียแล้วจึงสะอึกสะอื้น พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ พี่เลี้ยง (นางกำนัล) ฟัง พี่เลี้ยง จึงปลอบใจว่า เดี๋ยวจะลองวาดภาพ เจ้าชาย แห่งเมืองต่างๆ ให้ พระนาง(สาว)อุษา ดู ก็อาจจะทราบว่า ใครกันแน่ที่มาแอบลักหลับ พระนาง(สาว)อุษา พระนาง(สาว)อุษาจึงพูดจา (โน้ม) น้าว ให้พี่เลี้ยง (คาดว่าจะชื่อน้องแก้ว เพราะในคำประพันธ์แต่งว่า ยังพร่ำน้าวน้องแก้ว)  พระนาง(สาว)อุษาจึงพูดจา (โน้ม) น้าว ให้พี่เลี้ยง วาดรูปเหมือนเจ้าชายตามเมืองต่างๆ ให้ตนดู
 

"กระทั่งถึงรูปพระอนิรุทธิ์นางเห็นก็จำได้ พี่เลี้ยงจึงเหอะไปยังเมืองของพระอนิรุทธิ์ แล้วสะกดพระอนิรุทธิ์ไปยังเมือง โสนินคร ความทราบถึง ท้าวพานาสูร ผู้เป็นพระพระบิดา ว่าพระนาง(สาว)อุษา แอบเอาผู้ชายมากกในห้อง จึงสั่งให้ทหารยักษ์ มาล้อมจับพระอนิรุทธิ์ และแผลงศรมัดพระองค์ไว้ เดือดร้อนถึงพระกฤษณะ ต้องเสด็จมาช่วยจนต้องต่อสู้กับพระอิศวรเมื่อพระอิศวรถอนทัพกลับ พระอนิรุทธิ์และนาง(สาว)อุษาจึงอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข" (3)


เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านย่อมที่จะทราบความหมายของคำว่า อาสา ละเอียดถึ่ถ้วน ถ่องแท้ดีแล้ว และแล้วหากจะนำทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ของ ซิกมุนต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) มาวิเคราะห์ จิตอาสา ก็จะประจักษ์แจ้งว่า จิต(ที่)อาสา ก็คืออิฐ (Id or libido) อย่างหนึ่ง ดังนี้


 Id  (libido<--- Ego <-- Super ego

พอมีอิฐ (Id) ก็มี อัตตา (Ego) คือเกิดตัวกูของกูขึ้นมา จากนั้นแล้ว อัตตา (Ego)  ก็ทำตาม อิฐ (Id) ซึ่งในที่นี้คือ อาสา นั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น ฉันมีจิตอาสา (Id)  ฉันอยากจะไปช่วยเหลือมวลชนผู้ยากไร้บนดอยสูง ทั้งที่ฉันนั้นเป็นหมอ เป็นนางพยาบาล ผู้มีหน้าที่รักษา/วินิฉัยโรคให้คนป่วยไข้ซึ่งกำลังรอคอยความหวังอันริบหรี่ แต่ช่างประไร เพราะบุญ เพราะกุศล ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ มันคงจะน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับ มหาบุญ มหากุศล ที่ฉันกำลังจะสร้างด้วยการเดินทางไปช่วยเหลือมวลชนผู้ทุกข์ยาก ผู้ซึ่งอยู่บนดอยสูง (บุญกุศลฉันคงจะสูงส่งเหมือนระดับความสูงของดอยสูง ที่ฉันกำลังจะเดินทางไป) แล้วคนไข้ทางนี้ล่ะ? ช่างหัวมันสิ! งานประจำแบบนี้ฉันทำแล้วไม่เห็นได้รับคำชื่นชมจากไครสักเท่าไรเลย ถ้าฉันเดินทางข้ามน้ำข้ามเขาเพื่อขึ้นดอยสูง (ระหว่างทางก็แหกปากป่าวประกาศให้คนอื่นได้รับรู้ไปด้วยว่า เจ้าข้าเอ๋ย ฉันเป็นหมอ ฉันเป็นพยาบาล ฉันเป็นครู ฉันเป็นวิศวกร ที่ทิ้งหน้าที่การงาน มาจ้า ฉันจะไปช่วยเหลือมวลชนผู้ทุกข์ยากบนดอยสูงจ้า ฉันจะไปสัก 6 วันจ้า เดินทางไปก็ประมาณ 1 วัน เดินทางกลับก็ประมาณ 1 วัน จ้า พวกฉันจะเอาวัตุนิยมไปแจก แจก แจก และก็แจก ประมาณ 1 วัน จ้า ที่เหลืออีก 3 วัน พวกฉันจะเดินเที่ยวชมนกชมไม้จ้า  อย่าว่าพวกฉันเลยจ้า  เพราะพวกฉันคือ คนที่มีจิตอาสา (Id)  พวกฉันคือคนดีนะจ๊ะ คนทำดีนั้นมันเหนื่อยยากมากเลยจ้า เจ้าข้าเอ๋ย เหนื่อยกายแล้ว พวกฉันจะขอเที่ยวให้สบายใจบ้างไม่ได้หรือจ๊ะ?) 

นี่ล่ะก็คือผลของ อัตตา (Ego) ซึ่งมาหนุนนำตอบสนองต่อ อิฐ (Id) ซึ่งถ้าหากมี พระเอกขี่ม้าขาวคือ Super man ego มาห้ามไว้ได้ทันท่วงที อัตตา (Ego) ก็จะถูกข่มไว้ กลายเป็นว่า

เออนี่แน่ะ นี่แน่ะ เราเป็นหมอ เราเป็นพยาบาล เราเป็นครู เราเป็นวิศวกร เราทำงานของเราโดยสุจริต โดยไม่ไปคดโกงใครก็ถือเป็น สัมมาอาชีวะ แล้วนี่นะ หากการทำ มหาบุญ มหากุศล เพื่อมุ่งหวังจะช่วยเหลือมวลชนผู้ยากไร้บนดอยสูงนั้นทำให้ความรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่การงานอันสุจริต และมีความสำคัญต่อชีวิตคนไข้ หรือต่อชีวิตของลูกศิษย์ลูกหา และรวมถึงต่อชีวิตของลูกน้องผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องตกต่ำ ลงแล้วล่ะก็ ฉันก็ไม่ควรทำเนอะ เราทำงานของเรา วันหนึ่งๆ ก็ช่วยเหลือคนป่วย ช่วยเหลือคนไข้ ช่วยเหลือเด็กตาแดงๆ (เด็กเป็นโรคตาแดง) ช่วยเหลือคนงานในความรับผิดชอบของเราได้เป็น สิบสิบ ร้อยร้อย อยู่แล้ว ไอ้เจ้า อัตตา (Ego) นี่มันมายุแหย่ ยั่วเย้า ให้เราหลงไปว่าทำบุญที่นั่นที่นี่มีบุญมาก โถโถโถ เรานี่โง่เง่าเต่าตุ่นจริงๆ หนอ ไม่ปงไปมันแล้ววุ้ย ส่งข้าวปลาอาหาร และเสื้อผ้าไปแทนก็แล้วกัน (เอ ฉันชอบใส่สายเดี่ยว และเกาะอก งั้นส่งไปให้ชาวเขา ได้ใส่แบบชาวเราบ้างดีกว่า


สุดท้ายบันทึกเรื่องนี้ก็จบแบบไม่หักมุมเท่าไร คือจบอย่าง Happy Ending

 ปล. ช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ ใครได้ทำกิจกรรมจิตอาสา (Id) ระหว่างที่เดินทางไป-กลับ อย่าลืมแต่ง นิราศ มาฝากบ้างนะครับ (ช่วงแรกของนิราศนิยมชมความงามของบ้านเมืองตน (จังหวัดตน) ช่วงกลางบรรยายความว่าด้วยเรื่องของความอาลัยอาวรณ์ถึงการที่ต้องจากสามี-ภรรยา จากลูกจากเต้า จากบ้านจากเมือง และในช่วงท้ายของบทนิราศ มักจะบรรยายความเพื่อ ชมนกชมไม้ ชมไพร ชมสัตว์ และที่จะขาดเสียมิได้นั่นก็คือ การสอดแทรกคติธรรมทางศาสนาเอาไว้ในทุกๆ บทด้วย) 




อ้างอิง

(1) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ฉบับออนไลน์. เวปไซต์ราชบัณฑิตยสถาน [cited 2008 October 29]. Available from: URL; http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp

(2) นิราศ ความหมาย เนื้อหา รูปแบบ และลักษณะสำคัญ. เวปไซต์หวานใจดอทคอม [cited 2008 October 29].  Available from: URL; http://www.wanjai.com/ebook/listknowledge.php?q_id=59&l=thai

(3) ภาษาสยาม (นามแฝง). อนิรุทธิ์คำฉันท์. เวปไซต์ภาษาสยาม. 2008 September [cited 2008 October 29].  Available from: URL;  http://www.pasasiam.com/home/index.php/li-ayuthaya/112-2008-09-06-07-03-05