ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวน ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้าราชการกว่า 2 ล้านชีวิต ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่าย ทางกระทรวงการคลังจึงพยายามหาช่องทางต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ และลดภาระให้กับข้าราชการมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา ต้องยอมรับว่ามีข้าราชการร้องเรียนความเดือดร้อนจากสวัสดิการที่น้อยอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระทรวงการคลังพยายามหาช่องทางเพิ่มรายได้ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือเป็นทุนในการประกอบอาชีพหารายได้เพิ่มมากขึ้น
ล่าสุด ได้มีการดำเนินโครงการบำเหน็จดำรงชีพ ที่ให้ข้าราชการบำนาญให้นำเงินบำเหน็จตกทอด 30 เดือน ออกมาใช้ได้ไม่เกิน 15 เดือน วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท โดยออกกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้แล้ว และได้มีการสั่งจ่ายเป็นครั้งแรกเมื่อ 14 ต.ค. 2551 จำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท คาดว่าหากทุกคนที่มีสิทธิขอบำเหน็จดำรงชีพยื่นขอ จะต้องจ่ายเงิน 8,991 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นสิทธิของผู้รับบำนาญจะเลือกว่าต้องการขอรับบำเหน็จดำรงชีพหรือไม่ ซึ่งคาดว่าเกือบทั้งหมดจะขอใช้สิทธิ โดยกระทรวงการคลังจะเปิดให้ขอใช้สิทธิถึงสิ้นเดือน ธ.ค.
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการที่จะให้นำบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ซึ่งมีการดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญ กับ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับผ่านเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่มีการถอนออกมาก่อน อย่างไรก็ตาม พอเปลี่ยนรัฐบาลได้มีการเสนอขึ้นไปอีก แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทำให้ยังเข้าไปไม่ถึงสภา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ขอให้กระทรวงการคลังยืนยัน ซึ่งทางกรมบัญชีกลางได้ยืนยันที่จะเดินหน้าดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป ทั้งนี้ หากกฎหมายได้รับการแก้ไข จะทำให้ผู้รับบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอดมาค้ำประกันเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยและเงินกู้ต่าง ๆ ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถนำไปค้ำประกันทั้งธนาคารรัฐและเอกชน จะทำให้ผู้รับบำนาญ 3 แสนคน ได้รับประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นว่าผู้รับบำนาญต้องการนำบำเหน็จตกทอดไปค้ำประกันเงินกู้หรือไม่ เพราะผู้รับบำนาญที่รับบำเหน็จดำรงชีพไปเพียงพอแล้วอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินอีก
นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังพยายามเพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ ของข้าราชการให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามกำลัง เงินงบประมาณที่จะทำได้ โดยที่ผ่านมา ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ได้ให้นโยบายเรื่องการปรับปรุงค่ารักษาพยาบาล ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มากของข้าราชการที่รายได้น้อย โดยขณะนี้ได้มีการแก้ไข พระราชกฤษฎีกาค่ารักษาพยาบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว
ในส่วนตรงนี้มีประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็น คือ ผู้ที่มีสิทธิซ้ำซ้อนระหว่างสิทธิสวัสดิการข้าราชการ กับสิทธิที่ได้จากการประกันสังคม จะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของคนที่รักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่มีข้อจำกัดมาก จึงให้ข้าราชการไปรักษาเป็น “คนไข้ใน” โรงพยาบาลเอกชนได้ เฉพาะกรณีจำเป็นที่เจ็บป่วยที่อาจถึงขั้นเสียชีวิต ตรงนี้ประเมินยาก ทำให้มีปัญหาในการรักษา ดังนั้น จึงมีการกำหนดราคาค่ารักษาโรคที่มีอัตราที่ชัดเจน เพื่อให้ข้าราชการ ไปรักษาเป็นคนไข้ในในโรงพยาบาลเอกชนได้ทุกกรณี โดยที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณที่สูงเกินไป อีกทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระของทางราชการอีกส่วนหนึ่ง
ตัวอย่างการกำหนดราคากลางรักษาโรค เช่น ผ่าตัดไส้ติ่งมีค่าใช้จ่าย 1 หมื่นบาท ข้าราชการจะไปผ่าตัด ที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนก็เสียค่ารักษา 1 หมื่นบาท ซึ่งระบบนี้โรงพยาบาลเอกชนต้องยอมรับในค่ารักษาและเข้าร่วมโครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการประสานกับโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด โดยการกำหนดค่ารักษาโรคจะมีทุกโรคทุกอาการ ผ่าตัด บาดเจ็บ มีทุกอย่าง
ในด้าน เรื่องสวัสดิการของค่าเช่าบ้าน อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลเพื่อปรับค่าเช่าบ้านให้ข้าราชการได้มากขึ้น เพราะตอนนี้ค่าเช่าบ้านมีการผูกโยงกับบ้านพักข้าราชการ ซึ่งในกรอบเบื้องต้นจะมีการกำหนดบ้านพักให้กับหัวหน้าและรองหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้นและที่เหลือจะให้ไปเช่าบ้าน เพราะที่ผ่านมามีการให้บ้านพักข้าราชการทุกระดับ แต่ในทางปฏิบัติข้าราชการจะอยู่จังหวัดที่มีบ้านของตัวเอง ทำให้ไม่ได้ใช้บ้านพัก จึงกำลังหาทางปรับให้เป็นค่าเช่าบ้านกับข้าราชการระดับล่างทั้งหมด ทั้งนี้ ในส่วนของค่าเช่าบ้านในข้าราชการระดับสูงเบิกได้เดือนละ 4,000 บาท ขณะที่ข้าราชการระดับล่างเบิกได้น้อยกว่านั้นมาก ดังนั้นต้องมีการปรับเพื่อให้ชีวิตข้าราชการดีขึ้นในยามภาวะที่เศรษฐกิจ มีปัญหา และค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับค่าเดินทาง ก็จะต้องมีการปรับให้ข้าราชการอย่างเหมาะสม จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ค่าโดยสารที่มากขึ้น ค่าเดินทางที่ข้าราชการได้รับ ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทางปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังอยู่ระหว่างคิดคำนวณ
อีกส่วนหนึ่งที่จะมีการปรับแก้ไขให้เป็นธรรมสำหรับผู้ที่เป็น สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แล้วได้เงินบำเหน็จบำนาญน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ทางกรมบัญชีกลางก็จะหาทางปรับให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ที่เสียประโยชน์ไม่ต้องเสียประโยชน์ โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างจ้างมหาวิทยาลัยมาทำวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อปรับให้กับคนที่เสียประโยชน์หรือได้น้อยกว่า โดยที่คนได้ประโยชน์เดิมยอมรับได้และไม่เป็นปัญหาตามมาภายหลัง ก็ถือว่าในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา การดูแลข้าราชการรายได้น้อยโดยการเพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ ให้ข้าราชการ มีรายได้เพิ่มขึ้นทางอ้อม ก็จะเป็นขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการทุกคนทุ่มเททำงานเพื่อประเทศไทยได้อย่างไม่ย่อท้อ
โพสต์ทูเดย์ 28 ตุลาคม 2551
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ