วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2551
ได้รับการติดต่อจากพี่คเณศวร เพื่อเดินโครงการเสวนาหมอพื้นบ้านในพื้นที่ตำบลสะอาดนามูลเป็นการต่อเนื่อง เพราะจากคราวที่แล้วซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มีการกระตุ้นในพื้นที่ ซึ่งโดยส่วนตัวเองคิดว่าการจะเคลื่อนงานลักษณะพัฒนาแนวคิดของประชาชนที่เฉพาะเรื่องหาอยู่หากินไปวัน ๆ หนึ่งก็ลำบากแล้ว แต่นี่เรากำลังจะปลูกต้นไม้ความคิดเกี่ยวกับการสละเวลาในการทำมาหากิน เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน จากประสบการณ์ของผมนั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้พูดคุยกับคนที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน ในสถานการณ์แวดล้อมคล้ายคลึงกัน จะนำไปสู่การพัฒนาความคิดเกี่ยวกับการร่วมกันดำเนินการในเรื่องที่สนใจ ขอแต่เพียงให้มีแรงยึดเหนี่ยวที่แน่นและนานพอ และที่สำคัญคือไม่ห่างกันจนเกินไป ลองตามมาดูที่สะอาดนามูล อำเภอประจักษ์ ที่สะอาดนามูลครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 จากวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ซึ่งเราทอดเวลาห่างกันถึง 3 เดือน ซึ่งวิเคราะห์ว่าอาจจะนานเกินไป ถ้ามองในฝั่งของเจ้าหน้าที่ก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้มีงานนี้งานเดียวเหมือนนักวิชาการอิสระที่สามารถสนใจและให้เวลากับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มองในฝั่งของกลุ่มหมอพื้นบ้านที่เรากำลังทำงานด้วยก็อาจจะยังเข้าไม่ถึงศักยภาพที่ตนเองมี ยังรอให้เจ้าหน้าที่หรือหมอนัดหมาย ชักชวนอยู่ นี่น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่คนในวงของเราต้องมาช่วยกันหาโอกาสในการพัฒนา รวมทั้งผู้รับผิดชอบโครงการอาจจะต้องเคลียร์ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เห็นภาพไปพร้อม ๆ กัน คิดไปด้วยกันมากขึ้น ซึ่งถ้าทบทวนแต่ละเวทีดูเหมือนว่า
เวทีแรกจะเป็นเรื่องของการทำความรู้จักและทดลองสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นการได้ข้อมูลและปลุกเร้าศักยภาพความต้องการ
เวทีที่สอง เราลองมองหาทีมที่จะมาทำงานด้วยกัน
เวทีที่สาม ลองหาโจทย์ให้กลุ่มได้ทำ
ซึ่งผมเองก็กลับมาดูตนเองก็ยังพบว่าตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนของตัวเองที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ทีมงานได้ตามทันเกี่ยวกับการคาดการณ์ว่าต่อไปจะต้องเล่นเรื่องอะไรกับกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มเดินไปได้ด้วยตนเอง เพราะมันออกจะเป็น IMPLICIT KNOWLEDGE เพียงแต่สูตรสำเร็จก็คือการให้ได้มาคุยกันเป็นประจำ โดยสามารถนัดกันเอง อาจจะมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอำนวยช่วยเหลือสถานที่ หรือนัดหมาย แต่ดำริแรกควรมาจากกลุ่ม โจทย์ที่ยากอีกข้อหนึ่งคือ “แล้วจะให้มาคุยกันเรื่องอะไร”
คราวนี้กลับมาที่เรื่องของวันนี้ ถึงแม้จะห่างกันถึง 3 เดือน แต่เรื่องที่เรามาคุยกันในคราวนี้ก็คือเรื่องต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว เรื่องมีอยู่ว่าคราวที่แล้วได้ข้อตกลงว่า หมอพื้นบ้านได้ช่วยเหลือชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรี ตรงนี้ยังขาดความเป็นพื้นที่เราเลยมาคุยกันว่าน่าจะเพิ่มเป็น “หมอพื้นบ้านตำบลห้วยสามพาดได้ช่วยเหลือชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรี” พอเริ่มที่จะมีความเป็นเจ้าของสโลแกนนี้แล้ว ไม่ว่าพ่อพินิจ พ่อแก้ว พ่อเหลือ และหลาย ๆ คนที่มา จะเริ่มมีเค้าลางที่จะเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายจริง ๆ จัง เอาละถ้านั่นคือเป้าหมายแล้วใครจะมาทำ วันี้เราตกลงกันว่าเราจะมีคนทำงาน หรือเรียกเป็นทางการว่าคณะกรรมการ โดยให้ลองโสกันอยู่ประมาณ 20 นาทีก็ได้ผลออกมาคือ (ขออภัยถ้าไม่สามารถเขียนชื่อ หรือนามสกุลได้ทั้งหมด)
ประธาน คือ พ่อพินิจ นิลธิราช
รองประธานคือ พ่อสุพันธ์ ขุมดินพิทักษ์
เหรัญญิกคือ แม่ชู ยังไม่มีผู้ช่วยเพราะยังไม่รู้ว่ากลุ่มจะมีเงินหรือไม่
เลขาคือ พ่อแก้ว (คนนี้เป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย คนนี้อยากให้ไปรู้จักกับผู้ใหญ่แสวง ของกลุ่มที่ตำบลจอมศรี เป็นเลขาจอมจดเชียวนะ)
ผู้ช่วยเลขาคือ แม่นิด
ฝ่ายสมาชิกคือ พ่อเหลือ กับ พ่อพร
ฝ่ายสำรวจรวบรวมภูมิปัญญาคือ พ่อเลียง พ่อพิมพ์
ฝ่ายติดตามการปัวคือ แม่เคน พ่อสีจันทร์ พ่อบุญเส็ง
เราก็มาคุยกันต่อว่าช่วงแรกนี้กลุ่มจะเป็นศูนย์ประสานงานก่อน ร่วมกันออกความคิดใช้ชื่อว่า “ศูนย์ประสานงานชุมชนยาแผนโบราณตำบลห้วยสามพาด” มีกติกา 5 ประการคือ
1.ให้คณะกรรมการมีการประชุมกันเป็นประจำทุกเดือนโดยการนัดหมายของเลขา (ช่วงแรกนี้อาจจะต้องกระตุ้นจากเจ้าหน้าที่)
2.ให้มีการสำรวจฐานทรัพยากร ป่าสมุนไพรในท้องถิ่น ป่าทำเลให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านและจัดทำทะเบียนสมุนไพรให้ไว้ในแต่ละหมู่บ้าน
3.ให้มีการสำรวจหมอพื้นบ้าน หมอสมุนไพร หมอเป่า หมอตำแย หมอนวดให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน
4.ให้มีมหกรรมเวทีคืนความรู้สู่ชุมชนปีละ 1 ครั้ง หมุนเวียนไปตามหมู่บ้าน
5.คณะกรรมการมีวาระคราวละ 5 ปี (พูดอย่างง่ายคือ เปลี่ยนคณะกรรมการทุก 5 ปี)
แล้วเราก็พักเที่ยง ระหว่างนั้นได้มีโอกาสคุยแบบสภากาแฟกับพ่อพินิจ สิ่งที่ผมอยากต่อว่าตนเองก็ตรงที่ตอนที่ประกาศรายชื่อคณะกรรมการนั้นควรจะให้มีการปรบมือให้เกียรติกัน พ่อพินิจมองว่าถ้ากลุ่มจะเอาจริงนั้นในฐานะที่ตนก็เป็น อบต.ด้วย คิดว่าอบต.น่าจะสนับสนุนงบประมาณได้ ซึ่งวันที่ 31 ตุลาคม 2551 นี้มีนัดเดินป่าโนนสมบูรณ์ (เสมือนเป็นเวทีทดลองทำงานร่วมกัน) ผมคงจะได้ลองเอาร่างโครงการ แผนงานพัฒนาหมอพื้นบ้านระดับพื้นที่ไปให้เพิ่นได้ดู เผื่อว่าจะเกิดไอเดียเจ๋ง ๆ ได้ พร้อมกับแบบเก็บประวัติการรักษาคนไข้ที่มาหา
ในฐานะเป็นวิทยากร ผมสัญญากับตัวเองว่าในช่วงแรกนี้อาจจะต้องทำแผ่นพับแนะนำกลุ่มให้ก่อน ส่วนในพื้นที่หรือเจ้าของโครงการจะนำไปปรับอย่างไรก็ขึ้นกับความเหมาะสม ไม่สงวน , และแบบเก็บข้อมูลคนไข้ที่มาหาหมอพื้นบ้านได้ทดลองเก็บประวัติไว้ดู
หลังจากพูดคุยในวันนี้ซึ่งดูเหมือนว่าจะหมดเรื่องที่จะพูดคุยกันก็ตอนเที่ยง กินข้าวเที่ยงเสร็จ ตัวผมเองลองแวะไปที่บ้านของพ่อบุญเส็ง กับแม่เคน โดยการเดินฝ่าแดดไปประมาณ 2 กิโลเมตร (ถ้าเป็นผู้บริหารก็คือไปเดินตีกอล์ฟนะแหละครับ) เดินไปคุยไปจำได้ว่าได้เคยสัมภาษณ์พ่อบุญเส็งแล้ว เป็นหมอเป่าจอดดูก และเป็นหมอยาฝนด้วย พอไปถึงบ้านพ่อแกเอายาฝนมาให้ดู รอยฝนยายังใหม่ ๆ อยู่เลย มันเหมือนจะบอกเราว่า “นอกจากระบบสาธารณสุขที่เราใช้ในปัจจุบันนั้น ชุมชนก็ยังมีแบบแผนการดูแลสุขภาพที่ชุมชนวางใจและเชื่อใจอยู่” (ก็คงไม่ต่างจากงานวิจัยหลาย ๆ งาน ) เพียงแต่ว่าเราจะช่วยกันค้นหาและเสริมให้ศักยภาพของชุมชนตรงนั้นไม่ให้กลายเป็นตำนานได้อย่างไร เพื่อเป็นคำตอบให้กับสโลแกนที่ว่า
“หมอพื้นบ้านตำบลห้วยสามพาดได้ช่วยเหลือชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรี”