ความตาย.....การเดินทางสู่ชีวิตที่นิรันดร์
ความตายมิใช่เป็นที่สิ้นสุดของชีวิตมนุษย์ แต่มันคือวิวัฒนาการและกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งในชีวิตมนุษย์ทุกคนที่จะต้องประสบพบเจอ เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและวิถีของสรรพสิ่งบนโลกนี้ที่เรียกว่ามัคลูก(สรรพสิ่งที่ถูกสร้าง) แต่จะมีมัคลูกบางประเภทที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่น รูหฺ(วิญญาณ) ซึ่งเป็นเพราะมัคลูกชนิดนี้แตกต่างจากมนุษย์
เนื่องจากความตายเป็นกระบวนการหรือวิถีหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องพบผ่านและลิ้มลอง ดังนั้นเราพอจะกล่าวได้ว่าความตายเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เป็นขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในส่วนกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนการตายนั้นคือกระบวนการก่อกำเนิดชีวิตในโลกใบนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตสู่ความตายนี้เป็นกระบวนการสุดท้ายที่ปิดฉากชีวิตในโลกนี้และเป็นกระบวนการแยกมนุษย์ออกจากโลกใบเล็กๆใบนี้ไปสู่โลกและชีวิตรูปแบบอื่น ชีวิตที่มีความแตกต่างกับชีวิตในโลกที่เรียกว่าดุนยานี้อย่างสิ้นเชิง
การเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์ได้ลิ้มลองก่อนความตาย นั้นคือการเปลี่ยนแปลงจากก้อนดิน มาเป็นหยดน้ำอสุจิ และวิวัฒนาการเป็นก้อนเลือด เปลี่ยนสภาพเป็นก้อนเนื้อ จากก้อนเนื้อเกิดเป็นกระดูก หลังจากนั้นกระดูกจะถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อ จนกระทั่งถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ความว่า “และขอสาบานว่า แน่นอนเราได้สร้างมนุษย์มาจากธาตุแท้ของดิน แล้วเราทำให้เขาเป็นอสุจิอยู่ในที่พักอันมั่นคง แล้วเราได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือก แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อแล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก แล้วเราห่อหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮฺทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง”(อัลมุอฺมินูน : 12-14) อัลลอฮฺทรงสร้างมนุษย์ เป็นมัคลูกที่มีรูปร่างงดงามยิ่ง ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ความว่า “โดยแน่นอน เราได้บังเกิดมนุษย์มาในรูปแบบที่สวยงามยิ่ง” (อัตตีน : 4 ) เป็นมัคลูกที่มีความสามารถในการได้ยิน ได้เห็น สามารถพูดจาสื่อสาร และมนุษย์ยังได้เจอกับการเปลี่ยนแปลงจากวัยทารกสู่วัยเด็กเจริญเติบโตสู่วัยหนุ่มสาวจนกระทั่งสู่วัยชราที่รอความตายมาเยือน สำหรับการเปลี่ยนแปลงหลังจากการมีชีวิตในโลกนี้ คือความตายและการเข้าสู่หลุมฝังศพ หลังจากนั้นจะเดินทางสู่โลกแห่งการฟื้นคืนชีพ จนกระทั่งวันแห่งการรวมตัว ณ ทุ่งมัฮฺซัร การคิดบัญชีและสุดท้ายการได้รับผลตอบแทนส่วนสวรรค์หรือขุมนรก เป็นจุดจบที่จะพบเจอจะเป็นความผาสุก หรือความหายนะที่นิรันดร์
ก่อนที่จะสู่ความตายเราเรียกว่าการมีชีวิตในโลกดุนยา หลังจากความตายเราเรียกว่าการมีชีวิตในโลกอาคีเราะห์ ความตายเป็นเส้นแบ่งเขตของทั้งสองโลกดังกล่าว และเป็นประตูสู่โลกอะคีเราะห์ มันไม่ใช่จุดจบของมนุษย์
ชีวิตก่อนความตายพบว่าเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งจอมปลอมและหลอกลวง จะด้วยทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียงหรือตำแหน่งหน้าที่และการงาน ซึ่งเราจะพบว่าในบรรดาความดีงามในโลกนี้ยังมีสิ่งชั่วร้ายและความหลอกลวง เต็มไปด้วยความอยุติธรรมและการหลงผิด ท่ามกลางกลุ่มมนุษย์ที่อยู่ในหนทางที่ถูกต้องเราจะพบจำพวกมนุษย์ที่ลุ่มหลงงมงายและหลงทาง
ณ ที่นั้นเราจะพบบรรดานบีและบรรดาอุลามาอฺที่เพียรพยายามชี้แนะและชี้นำมนุษย์ เราจะพบผู้คนที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อความดีงามสำหรับมนุษย์และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาที่ตั้งมั่นในคำสั่งใช้และคำบัญชาของอัลลอฮฺและวิวรณ์แห่งพระองค์ แต่เรายังพบมนุษย์ที่อธรรม แข็งกระด้าง หยิงยโส ไร้จิตสำนึก ไม่สนใจใดๆทั้งสิ้นนอกจากการย่ำยีและเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ที่นั้นเราจะพบฟิตนะฮฺในรูปแบบต่างๆ เราจะเห็นเงาแห่งความชั่วร้ายที่บดบังแสงแห่งความจริงจากสายตาของผู้หลงทาง ที่แห่งนั้นเราจะพบอารมณ์ใฝ่ต่ำที่ครอบงำพวกเขาเนื่องจากความสูญเสียอีหม่าน และความมั่นใจ(ต่ออิสลาม) แต่เรายังสามารถพบเจอผู้คนที่ได้รับแสงแห่งการชี้นำจากอัลลอฮฺจนได้ชื่อว่าเป็นบ่าวผู้ภักดีต่อพระองค์ พวกเขามีชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมมนุษย์ด้วยคุณธรรมศิลธรรม เต็มไปด้วยความรักเอื้ออาทรรักษาซึ่งเกียรติแห่งตน
ในโลกนี้เราจะพบมนุษย์ที่ทำหน้าที่ดูแลปกป้องเพื่อนมนุษย์ แต่ในโลกอาคีเราะห์บรรดามาลาอิกะฮฺที่ล้อมรอบมนุษย์จะเป็นผู้ปกป้อง ในโลกดุนยาเราจะพบมนุษย์ที่พิจารณาและตัดสินมนุษย์ แต่ในโลกอาคีเราะห์การตัดสินนั้นเป็นสิทธิเด็ดขาดของอัลลอฮฺ ในโลกดุนยาคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ชาติพันธุ์หรือวงศ์ตระกูลและทรัพทย์สมบัติ แต่ในโลกอาคีเราะห์ทั้งหมดนั้นหาได้มีคุณค่าหรือราคาใดๆ ในโลกอาคีเราะห์มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีค่า นั้นคือสิ่งที่อัลลอฮฺตรัสไว้ ความว่า “ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลีเขาจะเห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลีเขาก็จะเห็นมัน” (อัลซัลซาละฮฺ : 7-8)
เป็นที่ประจักษ์สำหรับมนุษย์ทุกคนที่จะต้องทบทวนตัวเองและกลับตัวกลับใจประกอบการดี เขาจะต้องนำสติปัญญา หัวใจและร่างกายเป็นเครื่องมือในการเดินทางสู่เป้าหมายที่เจิดจรัสและความผาสุขที่มั่นคงถาวร เพื่อได้รับชีวิตใหม่ที่ใฝ่ฝัน ชีวิตที่สวยงาม สมบูรณ์ เต็มไปด้วยความโปรดปราณและความเมตตาที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ด้วยพระองค์เองสำหรับบรรดาผู้เป็นที่รักและผู้ที่ได้รับการยอมรับจากพระองค์
จากตรงนี้จะขอนำเสนอสิ่งที่สำคัญและจำเป็นจะต้องปฏิบัติก่อนที่จะพบเจอกับความตาย เพื่อให้ได้มาซึ่งการตอบรับจากอัลลอฮฺ นั้นคือสวนสวรรค์และความโปรดปราณที่นิรันดร ผู้ศรัทธาที่แท้จริงย่อมจะไม่รอคอยสัญญาณแห่งความตายในการที่จะปรับปรุงตัวเอง แน่นอนเขาจะทบทวนตัวเองในทุกช่วงจะหวะชีวิตที่เขาได้ก้าวผ่านมา เพราะเป็นไปได้ที่ความตายนั้นอาจมาเยือนโดยปราศจากสัญญาณใดๆ
เตาบะฮฺ(กลับเนื้อกลับใจ)
โดยเชิงภาษาแล้วคำว่า “เตาบะฮฺ” ให้ความหมายได้ว่า “หันกลับ” ดังนั้นการเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺ ก็คือการหันกลับสู่อัลลอฮฺ โดยการประกอบการดีเพื่อให้พระองค์ทรงตอบรับ และความมุ่งหมายของการรับเตาบะฮฺของอัลลอฮฺคือการที่พระองค์ทรงประทานแก่เขาซึ่งความโปรดปราณและผลบุญที่มากมาย
การเตาบะฮฺที่ดีเป็นภาระหน้าที่สำคัญของมนุษย์ เตาบะฮฺมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ เพราะมันเป็นพลวัตสำคัญที่ถูกขับออกมาจากจิตใจของมนุษย์ที่กระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ เตาบะฮฺสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีคิดหรือแนวคิดของมนุษย์ มันเป็นจิตสำนึกที่ถูกผลักดันออกมาจากข้างใน(จิต)ซึ่งเป็นผลหรือชัยชนะของการปะทะกันระหว่างสัจธรรมกับความมดเท็จ เหยียบย่ำความมืดมิดสู่แนวทางที่สวางไสว ซึ่งผลของเตาบะฮฺเราสามารถเห็นได้จากคุณลักษณะและวิถีปฏิบัติตนที่แสดงออก เช่นการปฏิบัตอามัล ศิลธรรมจรรยา คุณธรรมจริยธรรม และการพูดจา
เตาบะฮฺได้เปลี่ยนแปลงวิถีคิดของมนุษย์จนสามารถสร้างจิตสำนึกที่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนได้กระทำมาแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ เป็นการเนรคุณต่ออัลลอฮฺ รู้สึกสำนึกต่อความเลวร้ายและการหลงผิดที่เขาได้กระทำ และจะทำให้เขาต้องได้รับการตอบแทนที่สาสมจากอัลลอฮฺ
มันได้เปลี่ยนแปลงจิตใจที่ส่งผลให้เกิดความรู้สึกสำนึกต่อความโง่เขลาและความอกตัญูของเขาที่มีต่ออัลลอฮฺ และได้ส่งผลต่อการกระทำของมนุษย์คนหนึ่งสู่แนวทางที่ถูกต้อง สู่การสร้างจิตสำนึกต่อกระบวนการทำงานที่จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานความพึงพอใจของอัลลอฮฺเป็นหลัก ทุ่มเทและมุ่งมั่นแสวงหาวิธีการทำความใกล้ชิดกับพระองค์
ด้วยเหตุนี้เราจะพบว่าบรรดานักปราชญ์อิสลามได้ให้ความสำคัญของเตาบะฮฺว่าการเตาบะฮฺไม่อาจถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงได้หากปราศจากซึ่งสิ่งสำคัญสามประการ ซึ่งทั้งสามประการนี้จะต้องมีความสัมพันธ์และต่อเนื่องกันดังลูกโซ่
ประการแรก ตระหนักและเข้าใจถึงผลเสียและอันตรายของบาปที่มีต่อตัวมนุษย์ มันเป็นต้นต่อของบาลาอฺ(ความหายนะ)และความอัปยศอดสู่ทั้งในโลกดุนยาและโลกอะคีเราะฮฺ เขาต้องรู้ว่าบาปเป็นเสมือนกำแพงที่กั้นชีวิตของเขาจากความดีงาม แม้นว่าเขามีความต้องการมัน(ความดี)ขนาดไหนก็ตาม
ประการที่สอง เป็นความกดดันจากจิตต่อสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น แท้จริงแล้วผู้ที่ทรยศต่ออัลลอฮฺ เมื่อเข้าใจและมั่นใจว่าการทรยศต่ออัลลอฮฺนั้นจะขวางกั้นตัวเขาจากความรักความเมตตาของพระองค์ ทำให้เขาห่างไกลพระองค์และส่งผลให้เขาต้องตกอยู่ในภาวะอันตรายที่จะได้รับโทษทันธ์จากอัลลอฮฺ จากตรงนี้จึงเกิดความรู้สึกกดดัน จากความกดดันดังกล่าวเป็นตัวผลักดันความรู้สึกเจ็บปวดกับบาปที่ได้กระทำ จากความเจ็บปวดนี้เองจึงเกิดความรู้สึกสำนึกผิด
ประการที่สาม ผลจากความรู้สึกสำนึกผิดดังกล่าวทำให้เขาละทิ้งในสิ่งที่ไม่ดีและความชั่วร้ายทั้งหลายที่เคยได้กระทำมา เขาได้ตั่งมั่นและสัญญากับตัวเองในการที่จะกลับเนื้อกลับตัวและจะไม่กลับไปกระทำสิ่งนั้นอีกต่อไป และจะพยายามรื้อฟื้นกระทำความดีงามที่เขาได้ละทิ้งมานานปี ปรับปรุงปฏิบัติตามที่ชะรีอะฮฺกำหนด เช่น การละหมาด การถือศิลอด การบริจาคทานซากาต ประกอบพิธีหัจญ์ และนำทรัพย์สินที่เขาได้หยิบขโมยมาส่งคืนแก่เจ้าของของมัน ละทิ้งคุณลักษณะที่สังคมไม่พึงปรารถนา มอบความรักความเอื้ออาทรให้กับเพื่อนมนุษย์