วันนี้เป็นวันเสาร์แต่ต้องตื่นเช้ารีบออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงเพื่อไปรับพี่ชายกับหลานชายที่พักค้างที่ "จันทรเกษมปาร์ค" ภายในมหาวิทยาลัย และออกไปรับหลานชายอีกคนที่รออยู่ที่บ้านแถวสะพานพระนั่งเกล้า เพื่อเดินทางไปทำภารกิจที่กรมบังคับคดีด้วยกัน ให้ทันไม่เกิน 9.00 น. 

     รายละเอียดของเรื่องราวอันเป็นเหตุให้ต้องไปทำภารกิจดังกล่าวนั้น สลับซับซ้อน และสืบเนื่องเป็น อิทัปปัจจยตา ที่พอจะอธิบายเป็นเปลาะ เป็นชั้นได้ แต่ไม่อยากเสียเวลา กล่าวถึงมันในระดับ Detail อะไรมากมาย  โดยสรุปมันเป็นเรื่องของ "กฏแห่งกรรม" และเป็นเรื่องของ "ธรรม" ที่คนเราต้องรักษาไว้คู่ชีวิตจิตใจ  และสิ่งที่ตอกย้ำให้ตระหนักมากยิ่งขึ้นก็คือ อย่าใช้ธรรมะแบบ กินยาไม่ครบชุด อีก เช่นมี เมตตา กรุณา มุทิตา แต่ขาด อุเบกขา นั้นอย่าได้ประพฤติ ปฏิบัติอีกต่อไป

    เรื่องดังกล่าวยังไม่จบและมีคิวให้ต้องไปอีกตอนต้นเดือนพฤศจิกายนนี้  วันนี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ในเรื่องการบริหารจัดการ ในเรื่องการประมูล ซื้อขายทอดตลาดสินทรัพย์ของสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นบทบาทของกรมบังคับคดี .. มองเชิงบวกก็คือเราได้เข้าห้องเรียนของอีกวิชาหนึ่งแล้ว แม้ไม่สมัครเรียน  แต่เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในห้องและร่วมกิจกรรมการเรียน เราก็มีหน้าที่เก็บเกี่ยวความรู้ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ไม่ให้เสียเที่ยวที่ได้เป็นนักเรียนใหม่ครับ

    เสร็จภารกิจก็พาญาติๆไปเดินชมตลาดน้ำที่ตลิ่งชันพักหนึ่ง กับข้าว อาหารการกินมีให้เลือกมากมาย รวมทั้งต้นไม้ใบหญ้า แต่ราคาก็เป็นแบบที่กำหนดกันในสถานที่ท่องเที่ยว เช่นกล้วยน้ำว้าราคาหวีละ 25 บาทเป็นต้น 

    พวกเราไม่ค่อยได้ซื้ออะไรนอกจาก ขนมปัง และอาหารเม็ดเลี้ยงปลาสวายและปลาอื่นๆที่มีอยู่มากมายในคลอง  มากจนดูคล้ายๆกับที่ท่าน้ำวัดเฉลิมพระเกียรติฯ และทำให้ผมได้เลิกล้มความคิดที่จะพาญาติๆไปที่วัดดังกล่าวเพื่อดูปลา เพราะดูที่นี่ก็คล้ายๆกัน

    ตอนเดินออกมาได้พบ คุณลุงศิริ  รวยดี  นั่งอยู่คู่กับดนตรี ซออู้ และซอด้วงที่ท่านบอกว่าผลิตเอง และจำหน่ายในราคาไม่แพง  ตัวที่ผมประทับใจที่สุดคือซออู้ที่ท่านบอกว่าคิดทำเองจากวัสดุที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเอามาทำได้ นั่นคือ ตัว Body หรือ กะโหลก ที่มีหนังหุ้มอยู่นั้น ท่านคิดและทำโดยเอาเมล็ดขนุนมาบดและผสมกาว ขึ้นรูปตามแบบ แกะสลักด้วยมือ และอบแห้ง จนนำมาประกอบเป็น ซออู้เม็ดขนุน ได้ 

    ลุงศิริบอกว่าของแท้แบบเดิมที่ทำด้วกะลามะพร้าวราคาถึง 2-3 หมื่นบาท แต่ของลุงนั้นราคาแค่ระดับ 3 พันบาทเท่านั้น  ว่าแล้วก็ลองสีซอดังกล่างให้เราได้ฟังเสียงอันไพเราะ ก่อนที่ผมจะขออนุญาตถ่ายภาพ (ด้วยกล้องของ Dopod 818 Pro ที่ผมเซ็งแทบทุกครั้งที่ใช้) กล่าวขอบคุณท่านและลากลับ

    นี่ครับหลักฐานที่เป็นรูปภาพ

    ผมตระเวนขับรถไปส่งหลานชาย นายธานินทร์ ที่แถวสะพานพระนั่งเกล้า  หลานคนนี้เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหาร เป็นงานเสริม ชื่อร้านคือ ธาราตาปี

  และตั้งอยู่แถวนี้

   ใครว่างๆผ่านไปตอนเย็นๆค่ำๆ ลองแวะไปดูได้ บรรยากาศแบบกันเองเหมือนในครอบครัว มีเพลง KARAOKE ให้ร้องเล่นได้จนจุใจ .. ฯลฯ .. เอ๊ะ นี่เป็นการโฆษนาหรือไม่ .. ถือว่าเล่าให้ฟังดีกว่านะครับ

    จากนั้นวนกลับมาส่งพี่ชาย นาย Augustman เพื่อขึ้นรถที่หมอชิตกลับบ้านที่ศรีราชา แล้วพาหลานอีกคนกลับมาให้เขาได้เยี่ยมเพื่อนพ้องแถวๆจันทรเกษม  แล้วตัวผมเองก็นอนเล่นและหลับยาวมา 2-3 ชั่วโมง จนตื่นมาเขียนบันทึกนี้ และเตรียมตัวไปส่งหลานชาย นายนันธชัย กลับไชยาโดยรถไฟในตอน 4-5 ทุ่มคืนนี้

    ที่จริงเมื่อผมตื่นมาตอนเย็นยังได้นอนแช่ ด้วยความขี้เกียจต่ออีก แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการฟังวิทยุ  ตอนแรกหมุนไปเจอหลวงปู่ พุทธอิสระ ตอบคำถามแบบ ปุจฉา- วิสัชนา ที่ท่านนิยมทำ และทำได้อย่างน่าฟังน่าติดตาม  จบแล้วก็หมุนคลื่นหาไปเรื่อยๆ มั่วๆ จนมาสะดุดเสียงที่คุ้นเคยจากท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ที่บรรยายธรรมและตอบคำถาม ในเรื่องหลากหลาย และที่โดดเด่นคือเรื่องประชาธิปไตย  ผมฟังมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวินาทีที่เขียนอยู่นี้  ตอนลุกตรงรี่มาที่เครื่องคอมพิวเตอร์  มีแรงบันดาลใจมากถึงกับตั้งชื่อเรื่องไว้อย่างดีว่า  เมื่อจิตใจ "ไร้ธรรม" คงได้แค่ "ลูบคลำ" ประชาธิปไตย  ตั้งใจว่าจะผสมผสานความเชื่อความคิดของผมกับสาระธรรมที่ได้ฟัง แล้วปลดปล่อยออกมาเป็นเนื้อหาของบันทึกนี้ 

    แต่ท่านผู้ชมครับ .. เขียนไปเรื่อยๆแบบไม่อยากขัดใจตัวเอง .. มานึกได้อีกทีก็แถวๆบรรทัดนี้แหละว่า .. เห็นท่าจะไปไม่ถึงฝั่งเสียแล้ว  คือไม่อาจจะ ด้น ไปให้ถึงเรื่องที่ตั้งใจเขียนได้  ก็มันยาวมาขนาดนี้แล้วนี่ครับ .. บอกอย่างไม่อายว่า ในที่สุดก็ไปแก้ชื่อบันทึกเป็น " การเรียนรู้วันนี้ ที่กรมบังคับคดี และตลาดน้ำตลิ่งชัน "

    ประกาศเตือนตัวเองไว้ตรงนี้ว่า จะไม่เบี้ยวที่เรื่องการเขียนบันทึกชื่อ   "เมื่อจิตใจ "ไร้ธรรม" คงได้แค่ "ลูบคลำ" ประชาธิปไตย ให้จงได้  แต่จะเป็นเมื่อไร .. ไม่อยากสัญญา ยกให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันดีกว่า 

    ก็ชีวิตผมไม่ได้แขวนไว้กับ Blog นี่ครับ แม้ใครหลายคนเขาหาว่าผมบ้า Blog ก็ตามที .. อิ อิ อิ