หนูยังไม่อยากผ่าตัดค่ะ

สาวน้อย (จริงๆ)    24  ปี

(ถาม  คุณลดา .......  ในฐานะที่สามารถสื่อสารกับฝรั่งจนสามารถพบเพื่อนได้......ว่า  ใช้คำว่า a little  lady  ได้หรือเปล่า)

มาอยู่ รพ.  ตามนัด เพื่อรับการผ่าตัดหัวใจ

วันอังคาร

ในวันแรกที่มา  เธอ  เหนื่อย  หายใจหอบ นอนราบไม่ได้ หัวใจเต้นเร็ว  ผิดปกติ  ไม่สม่ำเสมอ  (100-130 ครั้ง/นาที) บางครั้งถึง 150  เสี่ยง....

เราต้องย้ายเธอมานอนพักอยู่ใกล้ๆ สายตา (พยาบาล) เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด (เพราะความห่วงใย)

วันพุธ

ผ่านไป 1 วัน  อาการต่างๆ เริ่มดีขึ้น  เหนื่อยน้อยลงมาก   (ได้ยาช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ  ได้ ออกซิเจน  ได้ยาขับปัสสาวะ) 

ส่งไปพบทันตแพทย์ เพื่อเตรียมรักษาช่องปากและฟัน (ถ้ามีปัญหา)  เพื่อป้องกันการติดเชื้อของลิ้นหัวใจ  อันเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้  รักษายาก  ต้องป้องกันไว้ เป็นดีที่สุด

วันพฤหัส  วันหยุดราชการ  ห้องผ่าตัดปิด  (เปิดสำหรับคนไข้ฉุกเฉิน  ด่วน   รอไม่ได้ ) 

เธอบอกว่า  อยากกลับบ้าน  ไม่อยากผ่าแล้ว  รู้สึกสบายขึ้น

ถามเหตุผล ก็คือ  ไม่อยากผ่า 

พยาบาลเลยต้องรายงาน   แพทย์   อาจารย์แพทย์  มาคุย

ให้เธอคุยกับผู้ที่พึ่งผ่าตัด รอกลับบ้าน  ที่เคยปฏิเสธการผ่าตัดแล้ว  สุดท้าย ต้องกลับมาตัดสินใจผ่า เพราะเหนื่อยมากขึ้น

เธอก็คุย  และบอกด้วยว่า  เคยคุยกับผู้ที่ผ่าหลายๆ ปี แล้วเหมือนกัน ช่วงที่รอที่ห้องตรวจ

แต่ยังไง  ยังไง ก็จะกลับบ้าน........   พ่อ กับแม่ ก็ช่วยคุย  อยากให้ผ่า......คุยไป กอดกระเป๋าเสื้อผ้าไป   ไม่ปล่อย

อาจารย์เลยขอให้อยู่ต่ออีก 1 คืน  เผื่อเปลี่ยนใจ

เข้าไปคุย......ได้ข้อมูลว่า  เป็นลูกสาวคนเล็ก พี่ชาย 1 คน  เสียแล้ว     เธอ อยู่กับพ่อ แม่ ...ไม่ได้ทำงาน.... พ่อปลูกอ้อย  แม่อยู่บ้าน  มาโรงพยาบาลแต่ละครั้ง พ่อกับแม่จะมาด้วยเสมอ ด้วยรถของตัวเอง

 เคยปฏิเสธการผ่าตัดแล้ว เมื่อ  ปีที่ผ่านมา (นอนรอผ่าตัดแล้วอาการดีขึ้น)

พยายามคุย  ชี้ให้เห็นว่า ถ้าไม่ผ่า ก็จะเข้า  ออก โรงพยาบาลแบบนี้บ่อยๆ  ทำงานไม่ได้  สุดท้าย คงหัวใจวายจริงๆ  ซึ่งถ้าถึงตอนนั้น ก็คงแก้ไขยาก

พ่อ กับแม่ ก็ต้องใช้เวลาที่ต้องทำงาน  หาเงิน  มาคอยดูแล   แล้วถ้าพ่อ กับแม่ ทำงานไม่ไหวละ  ใครจะดูแล  ใครจะหาเงิน   (ปัจจุบัน ต้องรับภาระเลี้ยงลูกของลูกชายที่เสีย  2 คน)  ตัวเอง จะอยู่อย่างไร  เพราะนับวันก็จะทรุดลงเรื่อยๆ

    ถ้าผ่า  ก็จะสามารถกลับไปทำงานได้  ดูแลตัวเองได้

คุย   แล้ว  ก็คุย  พ่อ  แม่  ก็คุย

สุดท้าย  วันรุ่งขึ้น   ก็กลับบ้าน

 เราเลยลองมาคิดดูว่า  ทำไมเธอถึงไม่อยากผ่า

  • กลัว   กลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้  ยังไม่เคยเจอ  แต่ก็มีโอกาสคุยกับคนที่ผ่ามาแล้ว  รับทราบความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้ว  เคยปฏิเสธการผ่าตัด  สุดท้ายต้องกลับมาผ่า

              หรือว่า การที่เธอได้เห็นแผลผ่าตัดเลยกลัว

  •    ระยะที่รอ   พยาบาลให้เธอเข้าไปในห้องที่จัดไว้สำหรับผู้ที่ต้องดูแลอาการอย่างใกล้ชิด  มีผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ  ต้องดูดเสมหะ  มีการทำกิจกรรมต่างๆ  บ่อยๆ  (น้องๆ ICU)     เธอเลยมีความรู้สึกกลัว  กลัวว่าตัวเองต้องถูกทำแบบนั้น

          ก็ระยะนั้นเธอจำเป็นต้องได้รับการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

  • หลังจากได้รับยาแล้ว เธอรู้สึกสบายขึ้น  เหนื่อยลดลงมาก  รู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ ก็สามารถอยู่ได้    

         เธอคงลืมคิดถึง  ตอนที่เหนื่อยมากๆ ต้องเข้าโรงพยาบาล  พ่อ  แม่  ต้องมาเฝ้า   

  • ระยะเวลาที่รอ  หลายวันหรือเปล่า   (บังเอิญว่ามีวันหยุด)  พอรู้สึกสบายขึ้น มีเวลาพักหลายวัน  เลยเปลี่ยนใจ

   อย่างไรก็ตาม  เมื่อเธอตัดสินใจว่าไม่ผ่า แม้ว่า เราอยากให้เขารับการรักษาเพียงใด เราก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของเธอ  ต้องเคารพในสิทธิของผู้ป่วยในการที่จะตัดสินใจที่จะเลือกว่า  จะรักษาหรือไม่ .......  อย่างไร

  เพียงแต่  เราต้องกลับมาพิจารณาบทบาทของเรา  ว่า  เราคุย  ให้ข้อมูลเพียงพอแก่การตัดสินใจหรือไม่

ถ้าใช่  ........ เราทำเต็มที่แล้ว......

ถ้าไม่ใช่.....ต้องทบทวนตัวเองใหม่