ผมมีนิสัยชอบวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เมื่อหนุ่มๆ เพื่อนๆ ที่เรียนหมอด้วยกันตราว่าผมเป็นคนปากคอเราะราน   เมื่ออายุมากขึ้นก็รู้จักระงับปากได้ดีขึ้น   แต่ระงับใจไม่ได้

 

งานทุกอย่างทำได้หลายแบบ    ทำเพื่อให้เห็นผลชัดเจนต่อหน้านาย ที่เรียกว่า ทำงานเอาหน้า ก็อย่างหนึ่ง    การทำงานที่ให้ผ่าน KPI หรือวัดผลได้เป็นรูปธรรม แต่ไม่มีรากฐานยั่งยืน ก็อีกอย่างหนึ่ง    สำหรับผม ผมฝึกตัวเองให้ทำงานเพื่อให้เกิดผลในระดับคุณค่า    โดยที่ผลชัดเจนอาจช้า หรือเห็นยังไม่ชัดในระยะต้น    แต่จะก่อผลในระยะยาว   

 

ผมเคยบอกตัวเองระหว่างวิ่งออกกำลังที่เขื่อนหินทิ้งของอ่างเก็บน้ำ มอ. หาดใหญ่    ว่าผมก็เหมือนกับหินก้อนล่างๆ ของเขื่อนนี้    ที่เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะไม่มีคนเห็นคุณค่า ไม่เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อน   คนมองไม่เห็น เพราะมันเป็นเพียงหินก้อนเดียวในล้านๆ ก้อน   แถมยังอยู่ข้างล่างเสียอีก    แต่ไม่เป็นไร เมื่อเราได้โอกาสทำงานอะไร   เราต้องทำให้เกิดประโยชน์ต่องานนั้นให้สูงสุด   เราจะได้เป็นเพียงหินก้อนล่างๆ ก็ไม่เป็นไร

 

เพราะความดีคือเขื่อนทั้งเขื่อน   เราเป็นส่วนหนึ่งของความดีนั้น    เราก็มีความสุขแล้ว    ไม่จำเป็นจะต้องเรียกร้องให้คนเห็นความดีของตัวเรา

 

ตอนนั้นอายุเพียง ๔๐ เศษๆ    ก็คิดปลอบใจตัวเองไปอย่างนั้นเอง    ไม่เคยรู้ว่าวิธีคิดแบบนั้นมันเป็นกุศล    มันให้พลังทำงาน ทำความดี ทำสิ่งยากๆ    มันฝึกฝนสั่งสมพลังให้ตัวเรา

 

คงจะเป็นเพราะการสั่งสมกุศลพลังเช่นนี้    จึงทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานยากๆ ที่วัดผลยาก  และผลที่จะเห็นได้ต้องใช้เวลานาน    แต่ก็โชคดีอีก ที่มีวิธีประเมิน future impact ของงานได้   ผลงานของผมที่เป็นงานที่วัดผลยากจึงได้รับการยอมรับโดยเร็ว    โดยที่ผมมีความเชื่อว่า ผลงานเช่นนั้นเป็นฝีมือของคนเป็นพันเป็นหมื่น   และมี key person เกี่ยวข้องหลายสิบคน   แต่สังคมก็ยังยกย่องผม แปลกแท้ๆ  

 

จากเป้าหมายชีวิตที่จะเป็น หินก้อนล่าง กลับได้เป็นหินก้อนบน

 

ผม AAR ว่า เป็นเพราะ สไตล์การทำงานแบบ chaordic   โดยมุ่งที่คุณค่าของงาน   ไม่เน้นทำงานเพื่อการวัดผลแบบตื้นเขินฉาบฉวย

 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ต.ค. ๕๑