พี่ชายคนหนึ่งที่โกชักนำให้ได้พบพานและรู้จัก ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนให้ดีใจและชื่นใจ การเข้ามาแลกเปลี่ยนทำให้ได้เรียนรู้อะไรบางมุมจากคำของพี่ท่านเสมอ แล้วฉันก็พบอีกมุมที่ฉันว่าฉันได้เรียนรู้มุมมองของผู้ใหญ่ค่ะ
ย้อนไปสู่สมัยฉันเป็นเด็ก เวลาที่มีลิเกมาเล่นใกล้บ้าน คนแถวบ้านจะพากันไปดู รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ของฉันด้วย การได้ไปเห็นลิเกเขาฟ้อนเขารำและแต่งตัวสวย ได้ปีนโรงลิเกเพื่อไปดูเบื้องหลังก่อนออกมาโชว์เป็นความสุขเล็กๆที่เด็กอย่างฉันพอใจมากๆ นอกจากลิเกแล้ว ที่ชอบๆที่มีความสุขเมื่อได้ทำ ก็คือการดูหนัง ยิ่งเป็นหนังเทพนิยาย ตำนาน หรือนิทานพื้นบ้านอะไรอย่างนี้ ยิ่งชอบๆมากค่ะ
ในสมัยนั้น แถวบ้านฉันไม่มีโทรทัศน์หรอกค่ะ มีแต่วิทยุคลื่นเอเอ็มให้เปิดฟังเพลงบ้าง ละครบ้าง เท่าที่จำได้ วิทยุเครื่องแรกที่มีในบ้านเป็นยี่ห้อธานินทร์ค่ะ เครื่องเบ้อเริ่มเทิ่ม ใหญ่กว่าเครื่องไมโครเวฟซะอีกค่ะ ยุคต่อๆมา จึงมีเครื่องเล็กๆออกมาให้ใช้

จำได้ว่าสมัยนั้น คนจะอินเทรนด์กับการฟังละครวิทยุ แล้วเอามาถกมาเล่ากันต่อ มีคำหนึ่งที่ฮิตแล้วทำให้คำนี้แบ่งแยกประเภทคนในสังคมออกเป็นชนชั้น เป็นคำที่ติดตลาดมาจนบัดนาว โดยคำไม่เปลี่ยนแต่คุณค่ามันเปลี่ยน คำนั้น คือ คำว่า “ผู้ดี” ค่ะ
เมื่อมีการให้คุณค่า จึงมีการนิยามคุณค่าขึ้นมา และใช้คำว่า “สมบัติผู้ดี” เป็นคำแทนสำหรับสื่อกัน แล้วก็มีการเขียนหนังสือขึ้นเพื่ออธิบายว่าความเป็น “ผู้ดี” มันเป็นอะไร เป็นเรื่องราวของอะไรบ้าง
ความเป็นเด็กทำให้ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องผู้ใหญ่ต้องกังวลกับมันเมื่อมีคนเขามาพูดใส่หน้าแล้วไปกลัวกับคำตำหนิว่า "ไม่มีสมบัติผู้ดี" ฉันจึงไปหาหนังสือเรื่องนี้มาอ่าน อ่านคร่าวๆแล้วร้องโอ้โห สมบัติผู้ดีนี่มันละเอียดยิบ หยิบมาชั่งได้เป็นกอบเป็นกำเลยค่ะ ด้วยความเป็นเด็กฉันก็เลยไม่อดทนอ่านมันให้จบ ก็ไม่รู้จะรู้ไปทำไม เพิ่งมาสะกิดใจตอนนี้เองว่าที่ไม่สนใจจะรู้ ก็คงเพราะว่าตอนนั้นฉันติดภาพและติดกับว่า “ผู้ดี”คือคนมีกะตัง เหมือนความคิดของคนส่วนใหญ่มั๊ง จึงไม่จำเป็นต้องมี "ผู้ดี" อยู่ในตัว
เมื่อเติบโตรู้ความมากขึ้น ผู้ใหญ่ที่เจอในแต่ละพื้นที่ได้พร่ำสอนมารยาทที่คนควรแสดงต่อกัน แล้วก็มีวิชาศีลธรรมที่มาสอนให้รู้จักคำว่า “นอบน้อม” เวลาผู้ใหญ่ฝึกการปฏิบัติเพื่อให้เกิดมารยาท เขาจะใช้คำบอกแล้วให้ทำตาม มีบ้างเหมือนกันที่สาธิตให้ดูก่อนให้ทำตาม
ความรู้สึกระอากับการที่ผู้ใหญ่พร่ำบ่นใส่หู เวลาเขาสอนฉันก็เลยทำๆตามใจไปงั้นๆ ทำลงไปเพื่อไม่ต้องรำคาญหู ให้มันหงุดหงิดใจ รำคาญใจ

เมื่อโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ จึงเข้าใจเจตนาของผู้ใหญ่ค่ะ อันที่จริงแล้วการที่ผู้ใหญ่ฝึกมารยาท ผู้ดีให้เด็กนั้น เขากำลังทำหน้าที่เป็นช่างตัดเสื้อ ที่ตัดเสื้อผ้าที่มองไม่เห็นไว้ให้เรามีใส่ เป็นเสื้อผ้าที่ผู้ใหญ่เขาเพียรจัดหามาใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าในตัวเรา ความวิเศษของมันอยู่เมื่อหยิบมาใช้คนอื่นคือคนที่เห็น คนสวมใส่นั้นรับความพิเศษอีกอย่างจากการที่คนอื่นเห็นเสื้อกลับมา มันเป็นสมบัติที่เปลี่ยนมือไม่ได้ แต่มีมูลค่าเพิ่มแฝงอย่ค่ะ
มันเป็นเสื้อผ้าที่มองไม่เห็นแต่เป็นเสื้อผ้าที่วิเศษนะค่ะ เพราะว่ามันไม่ต้องตัดใหม่แม้ว่ากายเราจะเปลี่ยนแปลงไป มันเป็นเสื้อผ้าที่ไม่ทำให้เราหนาวกับการยอมรับของคนอื่นค่ะ มันเป็นเสื้อผ้าที่ไม่ว่าใครสวมมันไว้มันทำให้ผู้ได้เห็นชื่นชมและชื่นใจ และผู้ใส่เองก็ดูดี มีสง่าและสวยสดงดงาม มีความอิ่มใจ มีความสุขใจ อิ่มใจในความเป็นตัวเอง ความรักที่ตัวเองได้รับ มันเป็นเสื้อผ้าแห่งความสุขค่ะ

น่าเสียดายที่เด็กๆมองเห็นว่า เสื้อผ้าเหล่านี้มันเชย จึงไม่ยอมเก็บมันไว้ใส่ตู้ผ้าในตัว หรือเก็บมันไว้แต่ไม่ยอมหยิบมันมาใช้ สะสมมันเอาไว้เหมือนการเก็บของเล่นเก่าๆไว้เพียงเพื่อให้ผู้ใหญ่ชื่นใจว่า ยอมรับมันเข้ามา
ใช่ว่าแต่เด็กเท่านั้น ที่รับเสื้อผ้าเหล่านี้มาแล้วเอามันเก็บไว้เป็นเสื้อเก่าที่ไร้ความหมาย เวลาจะหยิบมันขึ้นมาใช้ก็หยิบมาแบบแกนๆ ก็เลยไม่ได้สัมผัสความเป็นเสื้อผ้าแห่งความสุขที่เป็นความพิเศษของมัน
ขอบคุณพี่บู๊ธที่ได้ช่วยสะท้อนให้ฉันได้ระลึกถึงเรื่องราวอีกมุมที่ให้ได้ถอดความรู้ในอีกมุมมาแลกเปลี่ยนกัน ขอบคุณความรู้สึกดีๆกับเสื้อผ้าที่มองไม่เห็นหนึ่งชุดใหญ่ที่พี่สวมใส่มาให้ดูค่ะ เสื้อผ้าชุดนี้ ฉันเห็นมันอยู่ในคำพูดนี้ค่ะ
ถูกใจหลายครับน้องหมอ ขออนุญาตเอาไปให้เพื่อนร่วมงานศึกษาหน่อย ขออนุญาตเอาบทความนี้ไปให้น้องๆอ่านนะครับน้องหมอครับขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณหมอเจ๊ คนงาม แซ่เฮ
คุณหมอเจ๊ ห่างรุ่นกับผมหลายรุ่น รุ่นผมรุ่นวิทยุ กรุนดิก ของเยอรมัน เครื่องเดียวฟังกันทั้งหมู่บ้าน ใช้ถ่านไฟฉาย 12 ก้อนใช้กันจนถ่านเยิ้มถึงจะเปลี่ยน
บันทึกนี้ของหมอ ทำให้ผมนึกถึงกระบี หลายที่ หลายตำบล เคยอาศัยกินอยู่หลับนอน
ปัจจุบันก็มีเพื่อนฝูงที่ทำงานเกี่ยวกบชุมชนหลายคน เรื่องเล่า ตำนานของกระบี่มีหลายเรื่องที่อยากฟังซ้ำ
แล้วจะติดตามอ่านเพื่อได้แลกเปลี่ยนกันครับคุณหมอ
เสื้อชุดที่คุณหมอพูดถึง พ่อกับแม่ยัดเยียดให้ใส่บ่อยมาก และมีดีไซด์แปลกๆ อีก เช่น เวลาผู้ใหญ่มาหากันที่บ้านเด็กๆจะต้องสำรวมสุดๆ เดินลงส้นเท้าไม่ได้ เวลาทำขนมทานกันในหมู่พี่น้อง (เช่น ขยำลูกโตนด คั้นน้ำใส่จานผสมน้ำตาล ฮิตมากสมัยนั้น) ก็ต้องแบ่งเก็บไว้พ่อ-แม่ ก่อนทานกันได้ ฯลฯ มาตอนนี้ ตระหนักได้ว่า มันเป็นเสื้อผ้าที่ ดีไซด์เยี่ยม แต่เดี๋ยวนี้ พ่อแม่เหนื่อยเกินไป ไม่มีเวลาจะตัดเสื้อ มักนิยมให้ลูกแสวงหาแบบสำเร็จรูป ลูกบางคนเลือกเป็น บางคนก็เลือกไม่เหมาะกับตัวเอง ใส่แล้วไม่น่ารัก ครูอย่างพวกฉันก็ต้องเป็น ดีไซด์เนอร์ประจำตัวเด็ก
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆค่ะ
.......
สวัสดีค่ะคุณหมอ
อันที่จริงครูคิม ได้อ่านบันทึกของคุณหมอทุกฉบับ
ย้อนหลังไปก็ได้อ่านค่ะ เพราะครูคิมเพิ่ง..มีความกล้ามาเขียนบันทึกได้เพียงเดือนกว่าเองค่ะ
บันทึกฉบับันี้อ่านหลายเที่ยวค่ะ โรงเรียนเปิดก็จะขออนุญาตคัดลอกไปให้เด็ก ๆ ที่โรงเรียนได้อ่าน
สำนึก..ทางปัญญา วิถีชีวิตของคนร่นก่อน ผู้ดี สมบัติผู้ดี
และที่สำคัญโรงเรียนของครูคิมกำลังห้ำหั่นกับคุณธรรมฯ ให้กับเด็ก ๆ ค่ะ
ขอขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ