งานประเพณีไหลเรือไฟ หรือ เฮือไฟ (ในภาษาท้องถิ่น) เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทั่วไปในหลายจังหวัดในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่ติดลำน้ำ เช่น แม่น้ำมูล – ชี แม่น้ำโขง

"งานประเพณีไหลเรือไฟ หรือ เฮือไฟ (ในภาษาท้องถิ่น) เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทั่วไปในหลายจังหวัดในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่ติดลำน้ำ เช่น แม่น้ำมูล ชี - โขง"

 

  ฟพระฤกษ์ และเรือไฟของมหาวิทยาลัยนครพนม (ก่อนจุด) สิ่งที่ปรทับใจมากๆ คือ ขันดอกไม้ (ขันหมากเบ็ง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านจะทำขึ้นมาเพื่อวางไว้ในเรือไฟ ก่อนที่จะนำเรือไปไหลที่แม่น้ำ นอกจากดอกไม้แล้วก็ยังมีกล้วยที่เป็นอาหารหวาน และอาหารคาว

 

บรรยากาศยามเย็น ระหว่างรอให้ถึงเวลาไหลเรือไป มีทั้งคนเตรียมงาน และผู้คนที่มาเที่ยวงาน

  

บรรยากาศค่ำคืนวันงานไหลเรือไฟ ปกติจังหวัดนครพนม ไม่ค่อยมีบรรยากาศแบบนี้ให้เห็นมากนัก เนื่องจากเป็นเมืองเล็ก และเงียบสงบ วันนี้จึงเป็นภาพที่แปลกตาพอสมควร

แก๊ง หนุ่ม-สาว (อาจารย์ทั้งน้านนน) ต่างคนต่างก็พึ่งมาอยู่นครพนม ดังนั้นความ amazing ในสิ่งที่เห็นย่อมส่งผลต่อความเบิกบานของจิตใจ ดูได้จากรอยยิ้มแต่ละคนสิ ถึงแม้จะต้องทำงานเหนื่อย แต่ก็หาเวลามาฉีกยิ้มกันจนได้

อยากจะบอกว่า ภาพถ่ายที่ถ่ายด้วยกล้องประจำตัวของดิฉัน ไม่สวยสู้ภาพถ่ายที่เก็บลงในใจได้เลย

ภาพพระจันทร์ดวงโต ลอยเหนือลำน้ำโขง ภาพกระทงสาย ที่ลอยเป็นสายกลางลำน้ำโขง และภาพเรือไฟที่ถ่ายทอดเรื่องราว ประวัติศาสตร์เพื่อสื่อสารให้ผู้คนสองฝั่งโขงได้ชม และตระหนักคิด สวยงามมาก มากเกินกว่าที่จะใช้กล้องรุ่นใดๆ หรือยื่ห้อใหนๆ เก็บภาพเหล่านั้นได้ เท่ากับใช้สองตา และหนึ่งดวงใจเก็บภาพเหล่านั้นไว้

โอกาสหน้า แวะมาชมนะคะ

.................................................

 

สองฝั่งโขงนครพนม ณ เดือนสิบเอ็ด  เป็นเดือนที่หลายจังหวัดในภาคอีสานจัดงานออกพรรษาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการแห่ปราสาทผึ้ง จังหวัดสกลนคร บั้งไฟพญานาค จังหวัดหนองคาย หรือการไหลเรือไฟ ของจังหวัดนครพนมไม่เพียงแต่ภาคอีสานเท่านั้นหรอกที่มีกิจกรรมดีดีในวันออกพรรษาเดือนสิบเอ็ด จังหวัดอื่นๆ ในแถบภาคกลางก็มีกิจกรรมการตักบาตรเทโว ตักบาตรดอกไม้ รวมถึงการตักบาตรลูกกวาด ทุกอย่างล้วนเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกหลายอย่างรวมอยู่ในหนึ่งเดียว ทั้งศาสนา ครอบครัว ชุมชน เพื่อผสานให้เป็นหนึ่ง

 ประวัติ / ความเป็นมา

          งานประเพณีไหลเรือไฟ หรือ เฮือไฟ (ในภาษาท้องถิ่น) เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทั่วไปในหลายจังหวัดในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่ติดลำน้ำ เช่น แม่น้ำมูล ชี แม่น้ำโขง เป็นต้น การไหลเรือไฟในภาคอีสานนั้นเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันแน่ชัด สันนิษฐานว่าคงมีมาก่อนที่พุทธศาสนาจะเผยแพร่มาสู่ประเทศไทย เพราะสมัยก่อนกษัตริย์ไทยยังยึดถือพิธีพราหมณ์อยู่ โดยได้รับอิทธิพลมาจาก อินเดีย สมัยที่นำอารยธรรมเข้ามาเผยแพร่ในแถบสุวรรณภูมิ ดังพบว่าประเพณีงานบุญโดดเด่นที่จัดขึ้นในภาคอีสานมักเกี่ยวโยงหรือผูกพันกับเรื่องของไฟเกือบทั้งสิ้น เช่น งานแห่เทียนเข้าพรรษา บุญบั้งไฟ พิธีไหลเรือไฟ เพราะมีความเชื่อว่า ไฟเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า เทพอัคคี มีฐานะรองจากพระอินทร์ สามารถเผาผลาญสิ่งชั่วร้ายและขจัดความทุกข์ยากให้ดับสลายไปได้

จังหวัดต่างๆ ที่มีการจัดประเพณีไหลเรือไฟ เช่น จังหวัดศรีษะเกษ จังหวัดเลย จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุบลราชธานี ฯลฯ มักจัดขึ้นคล้ายคลึงกัน แต่ก็แตกต่างกันในด้านคติ ความเชื่อ จังหวัดหนองคาย มีความเชื่อว่า เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ประทับไว้ที่ริมฝั่งน้ำนัมทานที ซึ่งตามพุทธประวัติกล่าวว่า ครั้งที่พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ไปแสดงธรรมในพิภพของนาคใต้เมืองบาดาล เมื่อพระองค์เสด็จกลับทางฝ่ายพญานาคได้ทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระบาทไว้ ณ ริมฝั่งน้ำนัมทานที  พระองค์จึงได้ประทับรอยพระบาทไว้ ณ หาดทรายริมน้ำตามประสงค์ของพญานาค ซึ่งรอยพระบาทที่ประทับไว้นี้ ไม่เพียงแต่เป็นที่เคารพสักการะของเหล่าพญานครเท่านั้น ยังเป็นที่เคารพของเหล่าเทวดาและมนุษย์ด้วย จนแสดงออกด้วยการไหลเรือไฟบูชารอยพระพุทธบาทของพระองค์

ความเป็นมาของการจัดประเพณีไหลเรือไฟ

เสฐียรโกเศศ ได้เขียนไว้ในหนังสือวัฒนธรรมและประเพณี อ้างตามคำบอกเล่าของพระเถระรูปหนึ่งว่า การลอยกระทงที่จังหวัดหนองคาย เมื่อกลางเดือน 11 ชาวคุ้มวัดต่างๆ จะร่วมกันสร้างเรือนบนตันกล้วย เอาไม้เสียบเรียงขนานกันเป็นทุ่นใช้ผ้าชุบน้ำมันยางมัดติดปลายไม้ หรือใช้ไต้เรียงเป็นระยะๆ แล้วช่วยกันเอาเชือกลากออกไปกลางกระแสน้ำ จุดไฟปล่อยไปในเวลากลางคืน เรียกว่า ไหลเรือและเมื่อลอยไปแล้วมักจะถูกคนที่อยู่ใต้กระแสน้ำเก็บเอาไต้ที่จุดไปเสีย ทำให้กระทงที่ดูสว่างไสวสวยงามนั้นลอยอยู่ในน้ำไม่ได้นานหลายครั้งหลายหนเข้า ผู้ร่วมมือร่วมแรงกันประดิษฐ์กระทงเรือก็หมดกำลังใจ ทำให้การไหล(เรือ)เฮือไฟซบเซาไป และมาหยุดชะงัก เมื่อปี 2518 เมื่อประเทศลาวมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อันเป็นผลกระทบทางด้านการเมือง

กำหนดงาน          จัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ระหว่างขึ้น 15 ค่ำ ถึง วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

กิจกรรม / พิธี

          การทำเรือไฟในอดีตนั้น ทำด้วยไม้ไผ่และต้นกล้วย ยาวเพียง 5-6 วาเท่านั้น ความสูงไม่เกิน 1 เมตร และเป็นรูปเรือธรรมดา ทำราวไว้สองข้าง เพื่อวางขี้กะไต้ ตะเกียง หรือโคมไฟ มีการจัด ข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนย ฝ้ายไน ไหมหลอด เสื่อผืน บรรจุไว้ข้างใน พอเวลาประมาณ 5 โมงเย็นจะเริ่ม ทำพิธีโดยนิมนต์พระมาสวดและหลังการรับศีล ฟังเทศน์ ไหว้พระเรียบร้อยแล้ว จึงให้ญาติโยมตกแต่งเรือด้วยดอกไม้ธูปเทียนที่ถือไปบำเพ็ญกุศลนั่นเอง พอย่ำค่ำก็นำเรือไฟออกไปกลางแม่น้ำโขงแล้วจุดไฟปล่อยให้เรือไหลไปตามลำน้ำส่งแสงระยิบตาเลยทีเดียว

ต่อมาการทำเรือไฟมีวิธีตกแต่งให้วิจิตรพิสดารมากยิ่งขึ้น รู้จักนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประกอบทำให้สามารถดัดแปลง เรือไฟให้มีรูปร่างแปลกตาออกไปอีก ทั้งพระภิกษุ สามเณร ชาวบ้านแต่ละคุ้มวัดจะเตรียมจัดทำเรือไฟไว้ล่วงหน้าหลายวัน โดยนำเอาต้นกล้วยทั้งต้นมาเสียบไม้ต่อกันให้ยาว หลายวา วางขนานกันสองแถว กว้างห่างกันพอประมาณ แล้วนำไม้ไผ่เรียวยาวมาผูกไขว้กันเป็นตาราง สี่เหลี่ยมมีระยะห่างกันคืบเศษวางราบพื้น มัดด้วยลวดให้แน่นและแข็งแรง เพื่อรอการออกแบบภาพบนแผงผู้ออกแบบแสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างสวยงามที่สุด เช่น ประดิษฐ์เป็นเรื่องราวตามพระพุทธประวัติหรือสัตว์ในตำนานบ้างเป็นพญานาค ครุฑ หงส์ เป็นต้น แล้วนำไปปักติดเป็นเสาบนแพหยวกกล้วย

          ในอดีตเชื้อเพลิงที่ใช้จุดไฟนั้นใช้น้ำมันยางตระบอกขี้ผึ้งสีน้ำมันพร้าว, น้ำมันสน, น้ำมันยางที่เจาะสกัดจากต้นยาง ตะแบกชาด แล้วเอาไฟลนไม้ให้น้ำมันไหลออกมา แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันดีเซล บรรจุในขวดน้ำดื่มต่างๆ แล้วนำมาแขวนตามโครงเรือ ซึ่งต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำ เพราะถ้าติดกันมากเกินไปจะทำให้เรือไหม้ไฟได้ ส่วนโครงเรือเป็นไม้มีขนาดใหญ่ และเน้นความวิจิตรตระการตา เมื่อปล่อยเรือไฟลงน้ำโขงแล้ว จะมีความวิจิตรตระการตา สว่างไสวไปทั่วริมฝั่งแม่น้ำโขง อวดโฉมระยิบระยับ มีฉากหลังเป็นสีดำจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน และแสงที่สะท้องจากท้องน้ำเพิ่มความงดงามมากยิ่งขึ้น

ก่อนที่จะมีการไหลเรือไฟ ในช่วงเช้าจะประกอบการกุศลด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร และเลี้ยงดูกัน ตกตอนบ่ายก็ตกแต่งเรือและมีการเล่นสนุกสนานต่างๆ ตอนเย็นมีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ พอตอนค่ำระหว่าง 19.00-20.00 น. จึงนำเรือออกไปลงน้ำและพิธีไหลเรือไฟก็เริ่มขึ้น

แวะมาชมภาพถ่ายนะคะ