ลูกสาวคนที่ ๒ อายุ ๓๕ ปี เป็นไข้มาตั้งแต่คืนวันศุกร์ ที่ ๓ ต.ค. ไข้สูงกว่า ๓๙ องศาเซลเซียส และปวดเมื่อยอย่างแรง เขาบอกว่าพอไข้ลงก็จะเหงื่อออก เบื่ออาหาร พอกินอาหารเข้าไปก็จะปวดท้อง แน่นท้อง วันต่อมายังไม่สบาย แต่ไม่มีไข้ อาการไข้เว้นไป ๒ วันแล้วมาอีก ทีนี้มีไข้ทุกวัน อาการไม่สบายอย่างอื่นคงเดิม ระหว่างนี้นอนซมอยู่กับบ้านที่ลาดพร้าว
พอวันที่ ๗ ต.ค. อาการมากขึ้น ผมไปเยี่ยมตอนบ่าย เห็นว่าไม่รุนแรง ตกค่ำ ต้องไปรับมานอนที่บ้านปากเกร็ด เพราะปวดท้องมากขึ้น และไข้ขึ้นตลอดเวลา ๘ ต.ค. เขาต้องไปทำงานเป็นล่าม (ภาษาญี่ปุ่น) ตามนัด ก็ไปได้โดยกินยาพาราเซตามอลดักไข้และอาการปวดเมื่อยไว้
บ่ายวันที่ ๘ ต.ค. ผมมีนัดร่วมประชุม “ต่อยอด R2R” ที่ศิริราช จึงโทรศัพท์ติดต่อ อ. หมออัครินทร์ นิมมานนิตย์ ขอให้ช่วยเหลือให้ลูกสาวได้ตรวจวินิจฉัยโรคตอนเย็น ได้รับความช่วยเหลือจาก อ. หมออัครินทร์ และ อ. หมอเชิดชัย นัดหมอโรคติดเชื้อในตอนเย็น
ลูกสาวนั่งเรือจากเทเวศร์มาขึ้นที่ท่าวังหลัง เข้ามาที่ศิริราชตอนเกือบ ๑๗ น. เราได้รับความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกอย่างดียิ่ง ให้ได้ตรวจกับหมอโรคติดเชื้อ คือ นพ. วินัย รัตนสุวรรณ ซึ่งซักประวัติและตรวจร่างการละเอียดยิบ โดยเฉพาะประวัติการเดินทาง ลูกสาวคนนี้เป็นนักลุย และนักเดินทาง เพิ่งกลับมาจากไปบ้านนอกของญี่ปุ่น และเมื่อเดือนที่แล้วก็ไปนอนที่ จ. สระแก้ว จึงสงสัยมาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้ไทฟัส (เกิดจากเชื้อ ริคเค็ดเซีย ที่อยู่ในเห็บ ซึ่งอยู่ตามตัวหนูอีกทีหนึ่ง โรคนี้ผมเคยเป็น) โรคฉี่หนู และโรคติดเชื้อไวรัสอย่างอื่น
ก็ต้องเจาะเลือดละเอียดยิบ จนเจ้าหน้าที่ห้องเจาะเลือดงง อ. หมออัครินทร์ตามมาดูแล ช่วยเอาใบสั่งเจาะเลือดไปคุยกับ อ. หมอวินัยใหม่ ได้ตรวจเพิ่มขึ้นเยอะ จนลูกสาวกระเป๋าฉีก เงินไม่พอจ่ายค่าตรวจเลือด ต้องมายืมเงินพ่อ
รออยู่ ๑ ชั่วโมง ก็ได้รับรายงานผลเลือดส่วนหนึ่ง บอกว่าไม่พบเชื้อมาลาเรีย พบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ และมีลิมโฟไซท์สูงและมีลิมโฟไซต์ตัวอ่อน แสดงว่าติด เชื้อไวรัส จำนวนเกร็ดเลือดแสนสองหมื่น ต่ำนิดหน่อย ที่สำคัญเอ็นไซม์ตับมันขึ้นสูง ประมาณ ๒ เท่าของปกติ แสดงว่ามีอาการตับอักเสบอย่างอ่อน ผลเลือด ประกอบกับอาการทั้งหมดเข้ากันได้กับโรคไข้จากการติดเชื้อไวรัส เดงกี่ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า ไข้เลือดออก แต่จำนวนเกร็ดเลือดต่ำนิดหน่อยเท่านั้น ทำให้ใจชื้น ว่าอาการน่าจะไม่่รุนแรง
เดินจากตึกผู้ป่วยนอกเพื่อกลับมาขึ้นรถที่หอประชุมราชแพทยาลัย ผ่านตึกอำนวยการที่งดงาม เป็นอาคารเก่าที่ศิริราชอนุรักษ์ไว้ จึงถ่ายรูปไว้ ได้รูปคนป่วยโรคไข้เดงกี่ ว่าไม่รุนแรง ยังไปทำงานไหว แต่ถ้าไข้เลือดออกเดงกี่ละก็ คนละเรื่องเลยทีเดียว รายที่รุนแรงมากถึงกับเสียชีวิต แต่มีน้อยมาก
กลับมาถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง พี่สาวของเขาเป็นหมอฟัน กลับมานอนบ้านปากเกร็ด เพื่อเตรียมตัวเดินทางกับพ่อไปชุมพร เพื่อชุมนุมพี่น้องทำบุญคุณปู่ และคุณย่าก็กำหนดขุดสุสานเอากระดูกคุณทวดที่เป็นพ่อแม่ของคุณย่า (เป็นอาม้า อากง ของผม) ขึ้นมาทำพิธีเผา พี่สาวเขาซื้อก๋วยจั๊บมาให้พ่อและน้องสาวกิน ผู้ป่วยกินได้นิดหน่อยก็ปวดมวนท้อง
ผมโทรศัพท์บอกภรรยา ที่ขึ้นไปช่วยเลี้ยงหลานอยู่ที่เชียงราย ตกลงกันว่าผมงดไปชุมพร เพื่อเฝ้าดูอาการลูกสาว ว่าอาการจะก้าวสู่ “ไข้เลือดออก เดงกี่”(Dengue Hemorrhagic Fever) หรือไม่ ถ้าอาการก้าวสู่ “ไข้เลือดออก” ก็อันตรายมาก ผมโทรศัพท์บอกน้องชายที่ลงมาจากเชียงราย น้องชายซึ่งเป็นหมออายุรศาสตร์ให้คำแนะนำมากมาย และเห็นด้วยว่าผมควรงดไปชุมพร เพื่อเฝ้าดูอาการลูกสาว
ก่อนกินก๋วยจั๊บลูกสาวอุทานว่า แผลเจาะเลือดทำไมเลือดยังไม่หยุด ตั้งชั่วโมงกว่าแล้ว ผมบอกว่านั่นแหละ ข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นโรคไข้เดงกี่
คนไทยเราไม่แยกแยะระหว่าง “ไข้ เดงกี่”(Dengue Fever) กับ “ไข้เลือดออก เดงกี่” (Dengue Hemorrhagic Fever) ตำราและเว็บไซต์ของฝรั่ง เขาแยกแยะชัดเจน เพราะการดูแลรักษาผู้ป่วยต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญคือตอนนี้เรายังไม่มีวิธีคาดการณ์ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรค ไข้เดงกี่ จะมีอาการรุนแรงเป็น ไข้เลือดออกเดงกี่ หรือไม่ ผู้ทำวิจัยค้นพบวิธีทำนายคือ อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ และกำลังทำความตกลงกับบริษัท เพื่อพัฒนาชุดตรวจทำนายความก้าวหน้า หรือความรุนแรงของโรคไข้เดงกี่ดังกล่าว
รุ่งขึ้นวันที่ ๙ ต.ค. ลูกสาวอาการดีขึ้น ไม่มีไข้ แต่ปวดหัวตลอดวัน ผมเฝ้าเขาอยู่ที่บ้านกับลูกสาวคนโต รวมอยู่กัน ๓ คน น้องชายโทรศัพท์มาจากโรงพยาบาลรามา (พาภรรยาไปตรวจตามนัด) กำชับว่าอันตรายจะเกิดตอนไข้ลง คือวันที่ ๕ – ๖ ของอาการ หากมีอาการแน่นที่ชายโครงขวา ตับโต คลื่นไส้อาเจียน อาเจียนมีสีดำ ให้รีบพาไปโรงพยาบาล เพราะแสดงว่าโรคก้าวเข้าสู่ “ไข้เลือดออก เดงกี่” แล้ว และกำชับว่าถ้ามีไข้หรือปวดหัวให้กินยาพาราเซตามอล ห้ามกินแอสไพรินและ NSAID เด็ดขาด เพราะจะทำให้อาการเลือดออกง่ายยิ่งรุนแรงขึ้น
คนไข้ชี้ให้ดูผื่นแดงๆ ที่โคนขา ผมลองรีดดู พบว่ามันหายไป แสดงว่าเกิดจากหลอดเลือดเล็กๆ ขยายตัวผิดปกติ ไม่ได้เกิดจากเลือดออก
ลูกสาวคนโต กับป้าที่บ้านลาดพร้าว เป็นหมอฟันทั้งคู่ และปริวิตก ว่าจะมียุงมากัดผู้ป่วย แล้วไปกัดเขา ก็จะแพร่เชื้อให้เขา ผมเข้ากูเกิ้ล เข้าไปค้นว่าระยะแพร่เชื้อของผู้ป่วยนานเท่าไร พบว่า ๖ วัน หมายความว่าหลังเริ่มมีอาการป่วย ๖ วันเชื้อไวรัสเดงกี่ในร่างกายจะหมดไป ลูกสาวคนโตหายใจโล่งอก
ผมไม่ได้ไปที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลใดๆ มากว่า ๑๐ ปี เย็นวันที่ ๘ ต.ค. ไปนั่งรอเป็นเพื่อนลูกสาว เห็นเครื่องมือวัดความดันโลหิตเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ให้เอาแขนสอดเข้าไป ครู่หนึ่งเครื่องก็พิมพ์ผลออกมาในกระดาษแผ่นเล็กๆ เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายก็เอามาแตะที่ติ่งหู เพิ่งได้ประจักษ์ความทันสมัยของเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ ว่ามันผลัดยุคไปจากที่ผมเคยทำวิชาชีพแพทย์ คือผมตกยุคไปแล้วโดยสิ้นเชิง
มายิ่งประจักษ์ในความเป็นคนตกยุค เมื่อลูกสาวคนป่วยงัดเอาปรอทวัดไข้ประจำตัว ที่เป็นปรอทอิเล็กทรอนิกส์ ที่เขาซื้อมาจากญี่ปุ่นเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว เอามาวัดอุณหภูมิตอนเช้าวันที่ ๙ ต.ค. ผมเพิ่งเคยเห็นปรอทแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต จึงลองวัดตัวเองบ้าง จึงรู้ว่าตัวเองเป็น “สัตว์เลือดเย็น” เพราะอุณหภูมิของผมแค่ ๓๕.๕ องศาเซลเซียสเท่านั้น ในขณะที่ของลูกสาวเกือบๆ ๓๗ ลูกสาวที่เป็นคนไข้เป็นนักวัดอุณหภูมิตนเอง เขาบอกว่าได้รับคำแนะนำจากคู่มือใช้ปรอทให้วัดอุณหภูมิตัวเองไว้เสมอ จะได้รู้ว่าอุณหภูมิตนเองตามปกติเท่ากับเท่าไร เพราะคนเราอุณหภูมิปกติไม่เท่ากัน เขาบอกว่าของเขาเองตามปกติก็ไม่ถึง ๓๗ ปรอทนี้วัดอุณหภูมิของรักแร้นะครับ ไม่ใช่ในปาก
บันทึกเพิ่มเติมวันที่ ๑๐ ต.ค.
เช้าวันที่ ๑๐ ต.ค. ผมกลับจากวิ่งออกกำลัง พบคนป่วยกำลังเดินอยู่ที่หน้าบ้าน และบอกเสียงใสว่าหายแล้ว รู้สึกสบายแล้ว เขาโทรศัพท์ไปหาป้าที่บ้านลาดพร้าว ป้าทักว่าเสียงใสแล้ว และกำชับให้นอนพักมากๆ แม่ของเขาโทรศัพท์มาจากเชียงราย กำชับว่าถ้ายังไม่หายปวดหัว ให้พ่อพาไปหาหมอ เพราะอาจมีความผิดปกติที่สมอง แต่หายหมดแล้วครับ ยกเว้นยังมีเหงื่อออกมาก
ลูกสาวติดใจวิธีดูแลคนป่วยแนวของพ่อ คือให้เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่ได้ แถมเมื่อวานยังพาออกไปกินสุกี้ตอนเที่ยงอีกด้วย และนัดกันว่าเที่ยงวันนี้จะออกไปกินก๋วยเตี๋ยวนายใบ้ ต่างจากแนวของป้า ที่บังคับให้นอนพักลูกเดียว ผมบอกว่าแนวนอนพักเป็นแนวที่ยึดถือกันเมื่อ ๔๐ ปีก่อน เดี๋ยวนี้เขานิยมแนวเคลื่อนไหวพอควร
บันทึกเพิ่มเติมวันที่ ๑๑ – ๑๒ ต.ค. ๕๑
เที่ยงวันที่ ๑๐ ผมพาลูกสาว ๒ คนไปกินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายใบ้ อยู่บนถนนติวานนท์ ไม่ห่างบ้านผมมากนัก ขนาดคนป่วยกินน้อย กลับมาบ้านยังรู้สึกท้องอืดอยู่นาน
เที่ยงวันที่ ๑๑ กินก๋วยเตี๋ยวใกล้ๆ มสธ. เขาก็ยังท้องอืด ดังนั้น อยู่ที่บ้านพี่สาวเขาก็ต้มข้าวต้มให้กิน วันที่ ๑๑ มีอาการปวดศีรษะ แต่ปวดไม่มาก ผมบอกให้กินยาพาราเซตามอลแก้ปวด แม้แต่เช้าวันที่ ๑๒ อาการปวดศีรษะก็ยังคงมีอยู่ แต่อาการทั่วๆ ไปดีขึ้นมาก
คงจะต้องพักฟื้นอีกหลายวัน และวลี “หยอดน้ำข้าวต้ม” น่าจะใช้ได้ดีกับคนเป็นไข้ เด็งกี่ เพราะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เข้าใจว่าไวรัสซึ่งกระจายไปทั่วตัว คงจะทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายอ่อนเปลี้ยไปหมดทั้งตัว โดยเฉพาะตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสร้างน้ำย่อยอาหารหลายชนิด คงจะโดนหนัก หน่อย อาการแน่นท้องหลังอาหารจึงเป็นอยู่หลายวันหลังไข้ลง
คนไข้เล่าว่า คืนวันที่ ๑๑ ต.ค. รู้สึกอิ่มเหมือนกินอาหารตามปกติ ทั้งๆ ที่กินอาหารเย็นเข้าไปนิดเดียว
บันทึกเพิ่มเติมวันที่ ๑๓ ต.ค.
อ. หมอวินัย รัตนสุวรรณ โทรศัพท์มาแจ้งผลเลือด ว่าผลการตรวจเป็นลบหมด ทั้ง Leptospirosis, Typhoid, Scrub Typhus, Murine Typhus และ IgM ของเชื้อ เดงกี่ ท่านบอกว่าบางทีในช่วง ๕ วันแรก IgM ยังไม่ขึ้น ให้ตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง และ อ. หมออัครินทร์ scan ใบรายงานผล lab ส่งมาให้ทาง อี-เมล์ ผลการย้อมหาเชื้อมาลาเรียโดยตรงก็ได้ผลลบ
ภรรยาจะพาลูกสาวไปเจาะ IgG & IgM ต่อเชื้อ เดงกี่ ที่ รพ. รามา ในวันจันทร์ที่ ๒๐ ต.ค.
วิจารณ์ พานิช
๙ ต.ค. ๕๑
คนไข้โรคไข้เดงกี่ ถ่ายที่ ชั้นล่างอาคารอำนวยการ รพ.ศิริราช อันสวยงามในฐานะอาคารเก่า
ฟังข้อมูลจากอาจารย์ และจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่า การรักษาแนวนอนพักและอดอาหาร(ร่างกายบอกอยู่แล้ว)น่าจะเหมาะกว่าครับ
สวัสดีค่ะ krutoi อ่านบันทึกของอาจารย์ 2 รอบค่ะเพื่อทำความเข้าใจกับภาษาหนังสือที่ท่านอาจารย์บันทึกค่ะ ขอบคุณที่ได้อ่านสิ่งดีๆ อาหารสมองวันนี้ คล้ายเกิดกับตัวเอง ขออนุญาตอาจารย์แสดงความคิดเห็นตื้นๆจากประสบการณ์นะคะ
ที่โรงเรียนที่สอนอยู่ เรามักพบว่านักเรียนเราป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกบ่อย บ่อยจนได้ชื่อว่าฉีดยาพ่นกี่ครั้งๆ ก็ยังมีเด็กนักเรียนป่วยเป็นไข้เลือดออก ครูเองก็ไม่มึความรู้ทางโรคนี้ เราก็เลยใช้วิธีบอกให้ทุกคนสวมถุงเท้าให้ติดเท้าเสมอ และก่อนสวมถุงเท้าก็ทาครีม หรือโลชั่นกันยุง ถ้าทาได้ทั้งตัวยิ่งดี เพราะทั้งครู และเด็กมักป่วย ด้วยอาการคล้ายที่ท่านเขียนบันทึก ยิ่งมีฝนตกบ่อยๆ นี่ มันมาเป็นก้อนๆ เลย ไม่รู้ตัวไหนมีเชื้อบ้าง และเดี๋ยวนี้ยุงชนิดนี้พัฒนาออกกัดในเวลากลางคืนด้วยนะคะ สำหรับอาการแน่นท้อง ชอบเป็นเองค่ะ หลังรับประทานอาหารทุกครั้ง ไปตรวจก็ไม่เป็นอะไร กลืนเครื่องมือลงไปก็ไม่เป็นไรมากแค่เห็นกระเพาะมีสีชํา ๆ แล้วคุณหมอก็ให้ยามาทาน แต่บอกตรงๆ ว่าไม่ได้ทานตามที่คุณหมอแนะนำ ด้วยรู้สึกว่ามันไม่ดีขึ้น ท้ายสุดก็ตัดสินใจออกกำลังกาย ทานอาหารที่ย่อยง่าย ขณะนั่งบันทึกก็จะทำตัวยืดย่อ ตลอดเวลา และเดิน เดิน ค่ะ พอได้ที่ก็กำหนดดูลมหายใจตัวเอง ก็ประมาณ 40-60 นาที่ค่ะ หลังปฏิบัติ 1 สัปดาห์ สภาพท้องอืด ชอบแหวะก็ดีขึ้น ก็เลยถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ค่ะ