ฉันเป็นคนหนึ่งที่เดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยมาก ทั้งระยะสั้นๆ ระหว่างจังหวัด ระหว่างรัฐ จนถึงระยะยาวระหว่างประเทศและข้ามทวีป ส่วนใหญ่ก็นั่งชั้นประหยัดค่ะ ซึ่งพูดให้ไพเราะขึ้นหน่อยว่าชั้นนักท่องเที่ยว
การกินบนเครื่องบินเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าสนุกสนานมาก เพราะเป็นการ “กินบนฟ้า”แต่ก็พบว่าผู้โดยสารคนไทยบางคนไม่ค่อยสนุก โดยเฉพาะเมื่อใช้บริการสายการบินที่ไม่มีพนักงานพูดภาษาไทย เพราะติดขัดด้านการสื่อสารยามที่ต้องตอบพนักงานเมื่อถูกถามว่า “ต้องการดื่มอะไร”และ “ต้องการกินอะไร”
คำถามทั้งสองจะเจอหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องอยู่บนฟ้านานเท่าใด โดยทั่วไป มักจะเจอครั้งแรกเมื่อเริ่มการเสิร์ฟเครื่องดื่มและของขบเคี้ยว ตามด้วยเมื่อเสิร์ฟอาหารมื้อหลัก จากนั้นอาจมีอาหารว่างหรืออาหารเช้าให้ต้องตอบอีก
การที่ต้องตอบคำถามก็เพราะ ผู้โดยสารสามารถ “เลือก” สิ่งที่ต้องการดื่มหรือกินได้ ถ้ามื้อใดไม่มีให้เลือก ก็ไม่มีการถาม จะมีก็แต่เลือกว่าจะกินหรือไม่กิน ซึ่งไม่ต้องพูดก็ได้ คนที่สื่อสารไม่ถนัดจึงมักพลาดโอกาสที่จะได้เลือกสิ่งที่ตนเองต้องการดื่มหรือกิน
สำหรับเครื่องดื่มที่ให้บริการบนเครื่องบินมีให้เลือกหลากหลายค่ะ ทั้งที่มีแอลกอฮอล์และไม่มี บางอย่างเราจะเห็นกล่องหรือขวดวางอยู่ในรถเข็นที่ใช้เสิร์ฟ ซึ่งถ้าออกเสียงไม่ถูก ก็ใช้วิธีชี้ไปที่บรรจุภัณฑ์ได้เลย ง่ายและได้ของที่ต้องการแน่นอน แต่มีข้อจำกัดคือ ได้เลือกเฉพาะสิ่งที่มองเห็นตรงหน้าเท่านั้น
เครื่องดื่มที่อยู่ในกระป๋องหรือขวด เช่น น้ำอัดลม เบียร์ ไวน์ จะมีการเปิดบรรจุภัณฑ์ให้ก่อนเสิร์ฟ เพราะกติกาคือตราบใดที่อยู่บนเครื่อง เชิญดื่มได้ตามสบาย มากเท่าที่ต้องการ แต่ห้ามเก็บกลับไปกักตุนค่ะ
เมื่อใช้สายการบินที่แตกต่างไปจากเดิม การให้บริการเครื่องดื่มอาจต่างกันได้ อย่างเช่นสายการบินที่ฉันเพิ่งใช้บริการล่าสุดนั้น การเลือกไวน์ไม่ใช่แค่แดงหรือขาวอย่างที่เคยพบเจอ แต่สั่งได้เลยว่าจะดื่ม Cabernet Sauvignon, Sauvignon Blanc, Syrah, Merlot, Chardonnay ฯลฯ เฉพาะ Cabernet Sauvignon ที่ฉันโปรดก็มีให้เลือกจาก 3 ประเทศ ซึ่งตอนแรกพนักงานก็ไม่ได้บอกว่าอะไร จนกระทั่งเราสั่งและถาม ฉะนั้นเมื่อถูกถามว่า “ต้องการดื่มอะไร” ควรบอกชื่อเครื่องดื่มที่เราต้องการจริงๆ เป็นลำดับแรก แม้จะไม่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ตาม ถ้าไม่มีจึงค่อยเปลี่ยน
พนักงานทั้งหลายได้รับการฝึกเป็นบาร์เทนเดอร์มาแล้วค่ะ ถ้าจะสั่งเครื่องดื่มผสมก็ย่อมทำได้ แต่ควรสั่งเครื่องดื่มที่มีชื่อเป็นรู้จักกันโดยทั่วไปหน่อยนะคะ หรือบอกพนักงานไปเลยว่าเครื่องดื่มที่ต้องการมีส่วนผสมอะไร
สำหรับอาหาร บางสายการบินจะมีเมนูมาแจกให้ทราบล่วงหน้าว่าจะมีอะไรบ้าง บอกชื่ออาหารและส่วนผสมหลักๆ เพื่อให้เลือก แต่คนที่แจ้งความจำนงล่วงหน้าตอนซื้อตั๋วว่าจะกินอาหารพิเศษจะไม่มีตัวเลือก
สิ่งที่เราต้องเลือกและบอกพนักงานเมื่อถูกถาม จะเป็นอาหารจานหลักในเมนูเท่านั้นค่ะ มีให้ 2 ตัวเลือก ส่วนเครื่องเคียงต่างๆ จะให้เหมือนกัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าชื่ออาหารในเมนูจะพิสดารยาวเหยียดแค่ไหน เวลาที่ถูกถามจะสั้นมาก เพราะจะเรียกชื่อวัตถุดิบหลักที่นำมาทำอาหารเท่านั้น เช่น ฟิช (ปลา) ชิกเก้น (ไก่) บีฟ (เนื้อวัว) พอร์ค (หมู) ชริม (กุ้ง) ซีฟู้ด (อาหารทะเล อาจเป็นอะไรก็ได้ เช่น ปลา กุ้ง ปลาหมึก หอย)
ดังนั้น ถ้าอ่านเมนูที่เป็นภาษาอังกฤษไม่ออก ก็จำเป็นต้องฟังคำถามดีๆ ว่าพนักงานพูดว่าอะไร แล้วตอบกลับไปคำใดคำหนึ่งที่พนักงานถามมา ฉันเคยได้ยินคนบอกว่า “ฟิช” เพราะอยากกินปลา ทั้งๆที่พนักงานให้เลือกระหว่าง “ชิกเก้น” กับ “บีฟ”
หลายคนพบว่าอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินมีปริมาณมากเกินกว่าจะกินหมดในคราวเดียว จึงมักจะเก็บบางส่วนไว้กินในภายหลัง ซึ่งไม่ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างใด ยิ่งสมัยนี้ ภาชนะที่บรรจุอาหารบนเครื่องบินเปลี่ยนจากกระเบื้อง แก้ว และโลหะ ไปเป็นพลาสติกและกระดาษ ทำให้เก็บได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรเก็บเฉพาะอาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยมิดชิด
การดื่มและกินอาหารบนเครื่องบิน มีโอกาสสูงที่จะเกิดการหกเลอะเทอะ มีทั้งที่ทำหกรดตัวเองและหกใส่ผู้ที่นั่งข้างๆ เนื่องจากเจอสภาพอากาศแปรปรวนทำให้เครื่องบินโคลงเคลง หรือสภาพของที่นั่งชั้นท่องเที่ยวซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ในวงจำกัด ดังนั้นต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอขณะดื่มกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของร้อนๆ
แม้ว่าอาหารบนเครื่องบินจะมีการเสิร์ฟหลายครั้ง เราไม่จำเป็นต้องกินทุกครั้งก็ได้ค่ะ และถ้ากินก็ควรกินแต่พอดี เพราะร่างกายต้องนั่งอยู่กับที่เฉยๆ การกินอิ่มแน่นเกินไปทำให้อึดอัดทรมานตัวเองเปล่าๆ
ที่สำคัญคือ หากมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มหรืออาหารใดที่เราไม่คุ้นเคย โปรดอย่าใช้ช่วงเวลานี้เพื่อทดลองเลยนะคะ เพราะอาจมีผลทำให้ร่างกายเกิดปัญหา การเดินทางที่ควรถึงจุดหมายอย่างมีความสุขจะกลายเป็นทุกข์ไปได้
ขอให้สนุกในการกินบนฟ้าครั้งต่อไปนะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์