ในช่วงเวลาที่วุ่นวายของประเทศสยาม..  ในช่วงเวลาที่ผู้คนถกเถียงกันเรื่องหุ้นตก  เรื่องเศรษฐกิจของโลกที่กำลังแย่  และกำลังพากันวิพากษ์วิจารณ์กันว่า  ใครคือคนต้นเหตุแห่งการตายของประชาชนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  บ้างว่าต้องเป็นตำรวจ  บ้างว่าต้องเป็นพันธมิตรนั่นแหละที่วางแผนทำร้ายกันเอง เพื่อเป็นข่าวใหญ่  บางคนว่าต้องเป็นมือที่สาม  อาจเป็นกลุ่มคนลึกลับปฎิบัติการณ์แผนซ้อนแผน   ยิงประชาชนเพื่อใส่ร้ายตำรวจ   บ้างว่าเป็นการยิงไม่ถูกวิธี บ้างว่าแก๊สน้ำตาที่ใช้ไม่มีมาตรฐาน  ต่อการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว  ในหมู่ผู้ร่วมงานที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่... ท่ามกลางความโกลาหลในความคิดเห็นต่อเรื่องราวทางโลกนั้น   ข้าพเจ้าเลยลองถามหมอรุ่นน้องท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆกันในห้องนั้นว่า

 " น้องเชื่อเรื่อง ชาติภพ  เรื่องกฏแห่งกรรมหรือเปล่า เชื่อเรื่องภพภูมิไหม๊  เรื่องตายแล้วเกิดใหม่  ..เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดน่ะ "

รุ่นน้องหมอท่านนี้  ตอบอย่างมั่นใจว่า   " ผมเชื่อ "

และจากการพูดคุย  เขาเชื่ออย่างจริงจังด้วย พร้อมกับกล่าวว่า  เพราะว่าชาวสยามในปัจจุบันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ จึงทำบาปทำกรรมกันมากมาย  ประมาณว่าเป็นชาวพุทธก็จริงแต่ไม่รู้ไม่เข้าใจถึงคำสอนที่แท้ของพระพุทธองค์  คนสยามหมู่หนึ่งจึงยังทำบาปกันอยู่เนืองๆ

ข้าพเจ้าจึงบอกกับเขาว่า

 " อันที่จริงแล้ว ที่ผ่านมา พี่ไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า เรื่องการมีนรก มีสวรรค์นั่นหรอก   แต่หลังจากการปฎิบัติธรรมมาได้ปีกว่าๆ  พี่จึงเริ่มเชื่อว่ามีความเป็นไปได้....  การเวียนว่ายตายเกิดน่าจะมีจริง "

ข้าพเจ้าย้อนรำลึกไปเมื่อปีที่แล้ว  หลังการไปปฎิบัติธรรมกลับมา  ข้าพเจ้าเล่าให้เพื่อนที่สนิท และรุ่นน้องที่คุ้นเคยกันฟังว่า ไปปฎิบัติธรรมนั้นได้อะไร  เมื่อข้าพเจ้าเอ่ยเล่าถึงเรื่อง 31 ภพภูมิ ทั้งสองคนมีอาการแตกต่างกันไป คนหนึ่งมองหน้าข้าพเจ้าด้วยความทึ่งกึ่งมึนงง  ประดุจว่าข้าพเจ้าอาจไปถูกล้างสมองมา จากศูนย์ปฎิบัติธรรม  ส่วนอีกคนหนึ่งมีอาการทนฟังเรื่องที่ข้าพเจ้าเล่าแทบไม่ได้  แต่ต้องฝืนใจฟังไปพักใหญ่   ในตอนนั้นข้าพเจ้าเพียงแต่บอกกล่าวในทางทฤษฎีของอภิธรรมเท่านั้น  เข้าทำนอง... ท่านว่ามาอย่างนั้น   แต่ไม่ได้บอกว่าข้าพเจ้าเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด   (ตอนที่เล่านั้นเล่าด้วยความรู้สึกว่า มีแนวโน้มจะเป็นไปได้ก็เท่านั้นเอง )

ในขณะนี้ถ้าข้าพเจ้าบอกกล่าวใหม่ว่า  เรื่องภพภูมินั้นมีจริง และชีวิตหลังความตายนั้นมีจริง  ข้าพเจ้าเชื่ออย่างนั้นไปแล้ว  ไม่ใช่เรื่องของความน่าจะเป็นอีกต่อไป...   ยากจะเดาออกจริงๆว่าทั้งสองคนนี้จะมีอาการอย่างไร 

มีอันหนึ่งที่น่าสนใจในหมู่ชาวพุทธก็คือการเชื่อเรื่องหมอดู  เชื่อคำทำนายทายทัก  แต่พอกล่าวไปถึงเรื่องการเข้าวัดปฎิบัติธรรมจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที   ถ้าเราชวนใครสักคนไปดูหมอ  บอกว่าท่านดูแม่นมาก จะได้รู้อนาคต  หลายคนไปกับเราโดยง่าย  แต่พอเราบอกว่าไปปฎิบัติธรรมไหม๊ ไปเรียนรู้เรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า หลายคนส่ายหน้า  บางท่านกล่าวว่าไม่มีปัญหาอะไร และไม่บ้าพอที่จะไปนุ่งขาวห่มขาวแบบนั้น  การปฎิบัติธรรมกลายเป็นเรื่องบ้าๆ และเรื่องแปลกๆ ของคนหมู่หนึ่ง  และเวลาเราถามพวกเขาเหล่านี้ว่า ถือศาสนาอะไร พวกเขากลับบอกว่าถือพุทธ   เมื่อเราถามว่าไม่อยากฟังคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธองค์หรือ  พวกเขาอาจอ้ำอึ้ง  แต่ถ้าชวนไปฟังคำทำนายจากหมอดู  เขาก็จะไป    พอเราถามถึงเรื่องความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด  เรื่อง 31 ภพภูมิ  พวกเขากลับทำหน้างง ๆ  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าลึกๆแล้วพวกเขาไม่เชื่อว่ามีจริง  แถมพวกเขาบางส่วนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การถือพุทธ นั้นมีประโยชน์อะไรกับชีวิต   ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน  

 เรื่อง 31 ภพภูมิ  นั้นข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อ   แต่ข้าพเจ้าเห็นต่างก็คือ  การเชื่อคำทำนายทายทักของหมอดูมากๆ ก็เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลยเช่นกัน   แต่ถ้ามีใครชวนไปดูดวงข้าพเจ้าก็ไปได้  ไม่ได้ปฎิเสธ ไม่ได้ต่อต้านอะไร

หลังการปฎิบัติธรรมมาจนถึงบัดนี้  ข้าพเจ้าเชื่อว่า 31 ภพภูมิ นั้นมีจริง และชีวิตหลังความตายนั้นก็มีจริง  แต่การทำนายทายทักของหมอดูนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจอีกแล้วสำหรับข้าพเจ้า  ความสามารถในการล่วงรู้อนาคตของคนบางคน  เขาอาจจะสามารถรู้ได้จริง  และมาบอกเล่าให้เราทราบได้ แต่การรู้นั้นจะมีประโยชน์อะไรแก่ชีวิตเราเล่า  เพราะการเรียนรู้เรื่องกายและใจของเรา ด้วยการฝึกวิชาของพระพุทธเจ้าน่าจะมีประโยชน์มากกว่า  และดับทุกข์ได้มากกว่าเป็นไหนๆ  

 

รู้อดีตแล้วได้อะไร รู้อนาคตแล้วได้อะไร  ที่สุดของการรู้น่าจะเป็นการรู้ที่ปัจจุบัน มากกว่า  ขนาดปัจจุบันขณะที่หายใจเข้าออก เรายังไม่รู้ตัวรู้ตน   แล้วเรายังจะไปหวังเพื่อที่จะรู้อดีต และอนาคตไปเพื่ออะไรกันเล่า.....