ชาติภพและกฏแห่งกรรม.... กับชีวิตหลังความตาย ( 2 )


ในช่วงเวลาที่วุ่นวายของประเทศสยาม..  ในช่วงเวลาที่ผู้คนถกเถียงกันเรื่องหุ้นตก  เรื่องเศรษฐกิจของโลกที่กำลังแย่  และกำลังพากันวิพากษ์วิจารณ์กันว่า  ใครคือคนต้นเหตุแห่งการตายของประชาชนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  บ้างว่าต้องเป็นตำรวจ  บ้างว่าต้องเป็นพันธมิตรนั่นแหละที่วางแผนทำร้ายกันเอง เพื่อเป็นข่าวใหญ่  บางคนว่าต้องเป็นมือที่สาม  อาจเป็นกลุ่มคนลึกลับปฎิบัติการณ์แผนซ้อนแผน   ยิงประชาชนเพื่อใส่ร้ายตำรวจ   บ้างว่าเป็นการยิงไม่ถูกวิธี บ้างว่าแก๊สน้ำตาที่ใช้ไม่มีมาตรฐาน  ต่อการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว  ในหมู่ผู้ร่วมงานที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่... ท่ามกลางความโกลาหลในความคิดเห็นต่อเรื่องราวทางโลกนั้น   ข้าพเจ้าเลยลองถามหมอรุ่นน้องท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆกันในห้องนั้นว่า

 " น้องเชื่อเรื่อง ชาติภพ  เรื่องกฏแห่งกรรมหรือเปล่า เชื่อเรื่องภพภูมิไหม๊  เรื่องตายแล้วเกิดใหม่  ..เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดน่ะ "

รุ่นน้องหมอท่านนี้  ตอบอย่างมั่นใจว่า   " ผมเชื่อ "

และจากการพูดคุย  เขาเชื่ออย่างจริงจังด้วย พร้อมกับกล่าวว่า  เพราะว่าชาวสยามในปัจจุบันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ จึงทำบาปทำกรรมกันมากมาย  ประมาณว่าเป็นชาวพุทธก็จริงแต่ไม่รู้ไม่เข้าใจถึงคำสอนที่แท้ของพระพุทธองค์  คนสยามหมู่หนึ่งจึงยังทำบาปกันอยู่เนืองๆ

ข้าพเจ้าจึงบอกกับเขาว่า

 " อันที่จริงแล้ว ที่ผ่านมา พี่ไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า เรื่องการมีนรก มีสวรรค์นั่นหรอก   แต่หลังจากการปฎิบัติธรรมมาได้ปีกว่าๆ  พี่จึงเริ่มเชื่อว่ามีความเป็นไปได้....  การเวียนว่ายตายเกิดน่าจะมีจริง "

ข้าพเจ้าย้อนรำลึกไปเมื่อปีที่แล้ว  หลังการไปปฎิบัติธรรมกลับมา  ข้าพเจ้าเล่าให้เพื่อนที่สนิท และรุ่นน้องที่คุ้นเคยกันฟังว่า ไปปฎิบัติธรรมนั้นได้อะไร  เมื่อข้าพเจ้าเอ่ยเล่าถึงเรื่อง 31 ภพภูมิ ทั้งสองคนมีอาการแตกต่างกันไป คนหนึ่งมองหน้าข้าพเจ้าด้วยความทึ่งกึ่งมึนงง  ประดุจว่าข้าพเจ้าอาจไปถูกล้างสมองมา จากศูนย์ปฎิบัติธรรม  ส่วนอีกคนหนึ่งมีอาการทนฟังเรื่องที่ข้าพเจ้าเล่าแทบไม่ได้  แต่ต้องฝืนใจฟังไปพักใหญ่   ในตอนนั้นข้าพเจ้าเพียงแต่บอกกล่าวในทางทฤษฎีของอภิธรรมเท่านั้น  เข้าทำนอง... ท่านว่ามาอย่างนั้น   แต่ไม่ได้บอกว่าข้าพเจ้าเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด   (ตอนที่เล่านั้นเล่าด้วยความรู้สึกว่า มีแนวโน้มจะเป็นไปได้ก็เท่านั้นเอง )

ในขณะนี้ถ้าข้าพเจ้าบอกกล่าวใหม่ว่า  เรื่องภพภูมินั้นมีจริง และชีวิตหลังความตายนั้นมีจริง  ข้าพเจ้าเชื่ออย่างนั้นไปแล้ว  ไม่ใช่เรื่องของความน่าจะเป็นอีกต่อไป...   ยากจะเดาออกจริงๆว่าทั้งสองคนนี้จะมีอาการอย่างไร 

มีอันหนึ่งที่น่าสนใจในหมู่ชาวพุทธก็คือการเชื่อเรื่องหมอดู  เชื่อคำทำนายทายทัก  แต่พอกล่าวไปถึงเรื่องการเข้าวัดปฎิบัติธรรมจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งทันที   ถ้าเราชวนใครสักคนไปดูหมอ  บอกว่าท่านดูแม่นมาก จะได้รู้อนาคต  หลายคนไปกับเราโดยง่าย  แต่พอเราบอกว่าไปปฎิบัติธรรมไหม๊ ไปเรียนรู้เรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า หลายคนส่ายหน้า  บางท่านกล่าวว่าไม่มีปัญหาอะไร และไม่บ้าพอที่จะไปนุ่งขาวห่มขาวแบบนั้น  การปฎิบัติธรรมกลายเป็นเรื่องบ้าๆ และเรื่องแปลกๆ ของคนหมู่หนึ่ง  และเวลาเราถามพวกเขาเหล่านี้ว่า ถือศาสนาอะไร พวกเขากลับบอกว่าถือพุทธ   เมื่อเราถามว่าไม่อยากฟังคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธองค์หรือ  พวกเขาอาจอ้ำอึ้ง  แต่ถ้าชวนไปฟังคำทำนายจากหมอดู  เขาก็จะไป    พอเราถามถึงเรื่องความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด  เรื่อง 31 ภพภูมิ  พวกเขากลับทำหน้างง ๆ  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าลึกๆแล้วพวกเขาไม่เชื่อว่ามีจริง  แถมพวกเขาบางส่วนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การถือพุทธ นั้นมีประโยชน์อะไรกับชีวิต   ข้าพเจ้าก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน  

 เรื่อง 31 ภพภูมิ  นั้นข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อ   แต่ข้าพเจ้าเห็นต่างก็คือ  การเชื่อคำทำนายทายทักของหมอดูมากๆ ก็เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลยเช่นกัน   แต่ถ้ามีใครชวนไปดูดวงข้าพเจ้าก็ไปได้  ไม่ได้ปฎิเสธ ไม่ได้ต่อต้านอะไร

หลังการปฎิบัติธรรมมาจนถึงบัดนี้  ข้าพเจ้าเชื่อว่า 31 ภพภูมิ นั้นมีจริง และชีวิตหลังความตายนั้นก็มีจริง  แต่การทำนายทายทักของหมอดูนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจอีกแล้วสำหรับข้าพเจ้า  ความสามารถในการล่วงรู้อนาคตของคนบางคน  เขาอาจจะสามารถรู้ได้จริง  และมาบอกเล่าให้เราทราบได้ แต่การรู้นั้นจะมีประโยชน์อะไรแก่ชีวิตเราเล่า  เพราะการเรียนรู้เรื่องกายและใจของเรา ด้วยการฝึกวิชาของพระพุทธเจ้าน่าจะมีประโยชน์มากกว่า  และดับทุกข์ได้มากกว่าเป็นไหนๆ  

 

รู้อดีตแล้วได้อะไร รู้อนาคตแล้วได้อะไร  ที่สุดของการรู้น่าจะเป็นการรู้ที่ปัจจุบัน มากกว่า  ขนาดปัจจุบันขณะที่หายใจเข้าออก เรายังไม่รู้ตัวรู้ตน   แล้วเรายังจะไปหวังเพื่อที่จะรู้อดีต และอนาคตไปเพื่ออะไรกันเล่า.....

คำสำคัญ (Tags): #31 ภพภูมิ
หมายเลขบันทึก: 215834เขียนเมื่อ 11 ตุลาคม 2008 18:01 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:41 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (3)

ภรรยาผมเคยไปนั่งวิปัสสนาที่ภาคใต้มา เค้าบอกว่าเรื่องแบบนี้จะคุยกับใครต้องดูให้ดีก่อนครับ บางทีเค้ารับไม่ได้จริงๆ แต่ส่วนตัวผมยังไม่เคยไปแบบนั้น นัดเจอกันที่หัวลำโพง นั่งรถไฟไป แล้วนั่งรถบัสต่อ ถึงสถานที่เงียบสงบจริงๆ เป็นธรรมชาติจริงๆ ผมว่าดีครับ ได้พักจิต ได้ปล่อยวาง ได้ค้นหาตัวเองต่อไป

จริงดังที่ภรรยาคุณ hall ว่าค่ะ เรื่องแบบนี้จะคุยกับใครต้องระวัง   เพราะบางทีพวกเขาเหล่านั้นก็จะคิดว่าเราบ้าได้  หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เล่าไปข้างต้น  ตัวเองจึงเลือกที่จะคุยเรื่องนี้กับคนบางคน  (ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ปฎิบัติธรรม หรือสนใจในธรรม เหมือนกัน)   และกลายเป็นประเด็นที่ต้องระวัง ยิ่งกว่าการพูดคุยเรื่องทางการเมืองด้วยซ้ำ 

การนำมาเขียนใน blog. ก็ยังคิดในใจว่า อาจจะมีผู้รับไม่ได้ และไม่สบายใจที่จะอ่านและรับรู้  ดีใจค่ะที่มีผู้คิดเห็นเหมือนกัน และเข้าใจคล้ายๆกันเข้ามาพูดคุย 

 ที่ต้องเขียนเพราะอาจจะเป็นประโยชน์และสร้างความเข้าใจ และอาจช่วยทำให้หลายท่านที่อึดอัดขัดข้องใจในเรื่องทางการเมืองของบ้านเราได้เข้าใจว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งที่ดีและร้าย จะมีกฎหนึ่งกำกับไว้ คือกฎแห่งกรรม ผู้ทำร้ายประชาชน ผู้ทำร้ายชาติบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นใคร  จะต้องได้รับผลกรรมนั้น   .....

เห็นด้วยค่ะ ส่วนตัวเชื่อกฎแห่งกรรม และเริ่มปฏิบัติแบบจริงจังมาประมาณ 8-9 ปี แล้วค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี