การบวชในพุทธศาสนา
ความหมาย
 



คำว่า  “บวช”  เป็นคำที่คนไทยนิยมใช้     มาจากภาษาบาลี  “ปพฺพชฺชา”   ซึ่งหมายถึงบรรพชา  มีรากศัพท์มาจาก  ป  (ปะ)  แปลว่า  ทั่ว  และ  วช  (วะชะ)   แปลว่า  เว้น  มาเป็นคำว่า “บรรพชา”  แล้วกลายมาเป็นคำว่า  “บวช”  ในที่สุด


คำว่า  “ปพฺพชฺชา”  หรือ “บรรพชา”  แปลว่า  เว้นทั่ว  หมายถึง  การงดเว้นจากความชั่วทั้งปวง  หรือหมายถึง   ออกไป  คือ  ออกไปจากธุรการงานทุกประเภทของคฤหัสถ์   ผู้ที่ถือบวชในพุทธศาสนา  จะได้นามว่า    พระบ้าง  ภิกษุบ้าง  บรรพชิตบ้าง  ในปัจจุบันคำว่า “การบวช”  ที่เราพูดกันนั้น  มิได้หมายเอาเฉพาะความหมายที่ตรงกับคำว่า   “บรรพชา”  เท่านั้น  แต่หมายถึงคำว่า  “อุปสมบท”   ด้วย  เพราะตามความหมายเดิม บรรพชา  หมายถึง   การบวชเป็นสามเณรเท่านั้น   ดังนั้น  คำว่า   “บวช”   จึงใช้เป็นคำกลาง ๆ หากต้องการจะสื่อสารให้รู้ว่าบวชเป็นอะไรก็เพิ่มคำใหม่ต่อท้าย   เช่น   บวชเณร   บวชพระ   บวชชี  เป็นต้น   การบวชในพุทธศาสนาแยกได้  2  ประเภท คือ


1. การบรรพชา  คือ   การบวชเป็นสามเณรในพุทธศาสนา  ผู้ชายมีอายุต่ำกว่า  20 ปี   มีศรัทธาจะบวชในพุทธศาสนา  พระวินัยได้กำหนดไว้ให้บวชเป็นสามเณร   เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์  หากมีคุณสมบัติอย่างอื่นครบ    และมีความประพฤติดีงาม   ก็สามารถขอบวชเป็นพระภิกษุได้


คุณสมบัติของผู้จะบรรพชา

ผู้ที่จะขอบรรพชา  หรือขอบวชเป็นสาเณรในพุทธศาสนานั้น  คุณสมบัติสำคัญมีดังนี้คือ

1. เป็นชาย  อายุอย่างต่ำ 7  ปี

2. ไม่เป็นโรคติดต่อ

3. ไม่เป็นคนมีอวัยวะบกพร่องน่ารังเกียจ   เช่น   มือเท่าขาด   นิ้วมือนิ้วเท้าขาดใบหูขาด จมูกวิ่น   เป็นต้น

4. ไม่เป็นคนพิการ   เช่น  ตาบอดใส   คนง่อยเปลี้ย  คนมีมือหยิก   หูหนวก เป็นต้น


การเข้าสู่ภาวะเป็นสามเณร
 
เมื่อผู้ที่จะบวชมีคุณสมบัติเบื้องต้นครบถ้วนแล้ว   ก่อนเข้าสู่พิธีการบวช   (บรรพชา)  ต้องปลงผม  โกนหนวด  เตรียมบริขารต่าง ๆ  ให้พร้อม  กำหนดวัน  เวลา   สถานที่จะบวชมีพระอุปัชฌาย์บวชให้   การบวชเป็นสามเณรเสร็จสิ้นลงหลังจากคำกล่าวรับเอาไตรสรณคมน์จบลงเพื่อให้เกิดความบริบูรณ์ในการปฏิบัติในภาวะของสามเณรจึงต้องรับศีล 10  ข้อเพิ่มอีก   การเข้าถึงไตรสรณคมน์ก็คือ   การยอมรับเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง   ที่ระลึก   โดยกล่าวคำต่อไปนี้


พุทฺธํ   สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธว่าเป็นที่พึ่ง  (สรณะ)

ธมฺมํ  สรณํ  คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรมว่าเป็นที่พึ่ง  (สรณะ)

สงฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง  (สรณะ)

ทุติยมฺปิ      (ข้อความซ้ำกับข้างต้น)   แม้ครั้งที่สอง    (ข้อความซ้ำกันข้างต้น)

ตติยมฺปิ      (ข้อความซ้ำกับข้างต้น)    แม้ครั้งที่สาม    (ข้อความซ้ำกับข้างต้น)


การที่ต้องให้ผู้ขอบวชเป็นสามเณรกล่าวย้ำถึง  3  ครั้ง   ก็เพราะต้องการให้ทราบถึงความตั้งใจจริงของผู้จะบวช   หากให้กล่าวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น   อาจจะกระทำโดยเผลอสติไม่ทันคิด การกล่าวย้ำถึง  3  ครั้ง  จึงเป็นการย้ำถึงเจตนาของตนอย่างแท้จริง



การรับสิกขาบท  10

หลังจากรับไตรสรณคมน์   ผู้บวชก็เข้าสู่ภาวะของสามเณรแล้ว   แต่เพื่อให้ความเป็นสามเณรสมบูรณ์   จึงจำเป็นต้องสมาทานศีลจำนวน  10 ข้อ  คือ


1.  ปาณาติปาตา  เวรมณี   สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ   การงดเว้นจากการยังมีชีวิตสัตว์ให้ตกไป

2. อทินฺนาทาวา  เวรมณี  สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบาท  คือ  การงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

3.  อพฺรหฺมจริยา  เวรมณี  สิกฺขาปทํ   สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ   การงดเว้นจากประพฤติไม่ประเสริฐ

4.  มุสาวาทา  เวรมณี   สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท   คือ  การงดเว้นจากการพูดเท็จ

5.  สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา  เวรมณี สิกฺขาปทํ   สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ   การงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา  คือ  สุราและเมรัย  อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

6.  วิกาลโภชนา   เวรมณี  สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ  การงดเว้นจากการรับประทานอาหารในเวลาวิกาล  (เริ่มตั้งแต่เที่ยงวัน   กระทั่งถึงรุ่งเช้าของวันรุ่งขึ้น)

7.  นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา   เวรมณี สิกฺขาปทํ   สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ   การงดเว้นจากการฟ้อนรำ  ขับร้อง   ประโคม  ดนตรี  และดูการละเล่นต่าง ๆ  อันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์

8. มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฐานา  เวรมณี  สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ  การงดเว้น จากการทัดทรงดอกไม้    และลูบไล้ตกแต่งด้วยของหอมและเครื่องย้อม   เครื่องทา

9.  อุจฺจาสยนมหาสยนา   เวรมณี  สิกฺขาปทํ  สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ  การงดเว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและใหญ่

10.  ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา   เวรมณี  สิกฺขาปทํ   สมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท  คือ  การงดเว้นจากการรับเงินและทอง



การบวชเป็นสามเณรนั้น  แม้ตามหลักการจะยึดเอาการเข้าถึงไตรสรณคมน์เป็นสำคัญการสมาทานสิกขาบททั้ง  10 ก็เพื่อให้ความเป็นสามเณรบริบูรณ์เท่านั้นก็จริง    แต่ในทางปฏิบัติแล้ว  หลังจากได้ภาวะเป็นสามเณรก็จะต้องรักษาศีลทั้ง  10  ข้อมิให้ด่างพร้อย   ถ้าประพฤติละเมิด  โดยมิได้เจตนา  หรือทำด้วยความประมาท  ก็จะถูกลง  “ทัณฑกรรม”   แล้วทำพิธีรับศีลใหม่ซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกว่า  “ต่อศีล”