-->> ภิกษุณี
ภิกษุณีเป็นสาวิกาในพุทธสาวก เรียกว่า “ภิกขุณีบริษัท” ในบริษัท 4 ประวัติการเกิดขึ้นของภิกษุณีนั้น เกิดจากพระนางมหาปชาบดีโคตรมี ผู้เป็นพระน้านางของพระพุทธเจ้า (กนิษฐภคินีของพระนางสิริมหามายา) มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ขอบวชต่อพระพุทธเจ้า เดิมทีพระพุทธเจ้าไม่มีพระประสงค์จะให้สตรีบวชในพุทธศาสนา เพราะทรงเห็นว่าการบวชของสตรีจะทำให้พระศาสนาดำรงอยู่ไม่ได้นาน แต่เนื่องจากพระนางมหาปชาบดีโคตรมีเป็นผู้ที่มีอุปการคุณต่อพระองค์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และพระอานนท์ก็ได้ขอพระพุทธานุญาตให้สตรีบวช ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้สตรีบวชในพุทธศาสนา แต่ทรงกำหนดครุธรรม 8 ประการ ให้สตรีที่ขอบวชเป็นภิกษุณียึดถือปฏิบัติไม่บกพร่อง ดังนั้นพระนางมหาปชาดีโคตมีจึงได้บวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพุทธศาสนา ในกาลต่อมา สตรีจำนวนมากมีศรัทธาขอบวชเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนา
การเข้าสู่ภาวะภิกษุณี
สตรีที่อายุยังน้อยจะให้บวชเป็นสามเณรีก่อน เมื่ออายุครบ 18 ปี หากปฏิบัติดีจะได้รับการบวชเป็นนางสิกขมานา โดยรักษาศีลข้อที่ 1-6 ไม่ให้บกพร่องเป็นระยะเวลา 2 ปี แล้วได้รับฉันทานุมัติจากสงฆ์ จึงจะสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้ หากนางสิกขมานามีความบกพร่องในความประพฤติ ก็จะตั้งต้นนับเวลาใหม่ การขอบวชของสิกขมานาในรุ่นหลัง ๆ จะปฏิบัติในสองขั้นตอนคือ...
ตอนแรกจะต้องได้รับสิกขาสมมุติจากภิกษุสงฆ์ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาก่อน และขั้นที่สองจะต้องถืออุปัชฌาย์เช่นเดียวกับการบวชเป็นภิกษุ แต่เรียกชื่อว่า “ปวัตตินี” ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติคือมีพรรษาไม่ต่ำกว่า 12 พรรษา
อย่างไรก็ตาม แม้ภิกษุณีจะถูกจัดอยู่ในบริษัท 1 ใน 4 ของพระพุทธเจ้า ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบต่อศาสนามาตามลำดับ แต่ครั้นกาลล่วงมาถึงตอนปลายพุทธกาล จำนวนภิกษุณีก็ลดน้อยลง หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ชื่อของภิกษุณีก็เลือนหายไป ในการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งหลัง ๆ ก็ไม่มีการเอ่ยถึงภิกษุณีว่ามีอยู่หรือมีบทบาทในการทำสังคายนาแต่ประการใด
ครุธรรม 8 ประการ
ครุธรรม หมายถึง ธรรมอันหนักหรือข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดสำหรับภิกษุณีในพุทธศาสนาซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มี 8 ประการ คือ
1. ภิกษุณีแม้อุปสมบทตั้ง 100 ปี จะต้องแสดงความเคารพต่อภิกษุแม้อุปสมบทในวันนั้น
2. ภิกษุณีจะต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสที่มีภิกษุเท่านั้น
3. ภิกษุณีต้องถามอุโบสถและฟังโอวาทของภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน
4. ภิกษุณีจำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย
5. ภิกษุณีต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว ต้องประพฤติมานัตปักษ์หนึ่งในสงฆ์สองฝ่าย
6. ภิกษุณีต้องอุปสมบทในสงฆ์สองฝ่าย (ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์และฝ่ายภิกษุสงฆ์)
7. ภิกษุณีไม่พึงด่าว่าภิกษุ ไม่ว่ากรณีใด ๆ
8. ภิกษุณีไม่พึงสอนภิกษุ แต่เปิดโอกาสให้ภิกษุสอนตน