รู้ดี รู้ชั่ว

 

 

 

การอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของมนุษย์

 

ช่วงนี้มีเรื่องให้ต้องพิจารณากันเยอะ หนึ่งในนั้นคือเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง ที่โยงถึงทุกคนในสังคมเพราะการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของนักการเมืองหรือรัฐบาลเท่านั้น

ประเด็นการแบ่งฝ่ายนั้นเกิดขึ้นได้เป็นปรกติเพราะคนเราไม่เหมือนกัน แต่การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี

แสดงให้เห็นว่าเราขาดสติกันมากจึงได้ทำสิ่งที่ในเวลาปรกติเราไม่เคยคิดว่าจะทำ เพราะจะเป็นบาป

ทำให้ผมคิดถึงเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ว่าการทำอะไรก็ตามโดยขาดสติ ถือว่าเป็นบาปและไม่มีศักดิ์ศรีของมนุษย์

ทำให้คิดต่อว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์คืออะไร

ในความเห็นของผม ศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็คือการปฏิบัติตนตามศีลธรรมอันดีงามของศาสนาตน

ทำให้คิดต่อว่าศีลธรรมอันดีงามตามศาสนาของตนนั้นอาจไม่เหมือนกัน แต่ก็น่าจะไม่ขัดแย้งหรือสวนทางกันมากนัก

ทำให้คิดว่า ความจริงมีศีลที่ถือว่าเป็นสากลอยู่เหมือนกัน ที่มนุษย์ทุกสังคมโลก  (ที่เป็นประเทศ)  ถือปฏิบัติโดยไม่ต้องบอกว่าเป็นศาสนาใด คือ

รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก

ไม่ทำลายชีวิตของคนและสัตว์โดยไม่มีเหตุผล

ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ความทุกข์จากการไม่มีปัจจัยในการดำรงชีพ เป็นทุกข์ยิ่งนัก

การให้ทำให้สุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

ความรู้ทำให้ทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้ดี

การปฏิบัติจิตทำให้มีอิสระในทางโลกและทางจิตวิญญาน

สิ่งที่ผมกล่าวมาเพียงเท่านี้คือศีลสากล ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาน่าจะเข้าใจร่วมกันซึ่งแต่ละข้อกระจายย่อยได้อีกมากมาย

 

การมีศักดิ์ศรีก็คือการที่รู้ว่าอะไรผิด รู้ว่าอะไรถูก

ถ้ารู้ว่าผิดแต่ไปทำเหมือนว่าทำถูก นั่นแหละ ถือว่าไม่มีศักดิ์ศรี

เรื่องนี้ก็คงเถียงได้ไม่รู้จบ เพราะคำว่าถูกหรือผิดนั้น ไม่สามารถกำหนดตายตัวหรือบังคับให้ทุกคนเข้าใจได้ตรงกัน

เอาเป็นว่า ด้วยสามัญสำนึก ถ้าเห็นว่าอะไรไม่ถูก ตามหลักศีลธรรมสากล เป็นเบื้องต้น ก็ไม่ควรทำ

ยกตัวอย่างในหน่วยงานของผม เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตุถึงความมีศักดิ์ศรีของข้าราชการ ซึ่งผมเห็นด้วยที่จะมีการพัฒนาศักดิศรีของข้าราชการ

และขอบอกว่า ศักดิ์ศรีของข้าราชการก็คือทำอะไรที่ถูกและไม่ทำอะไรที่ผิด ถ้าผิดไปจากนี้ ก็คือไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการและของความเป็นมนุษย์

ก็บ่นและบันทึกเอาไว้โดยไม่หวังว่าจะมีใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

เจริญสุขครับ