ไม่อยากตาย ต้องพร้อมแล้วที่จะไม่เกิด

อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

ไม่อยากตาย  ต้องพร้อมแล้วที่จะไม่เกิด



ถ้ายังอยากเกิดอยู่  ความไม่ตายจะเกิดขึ้นไม่ได้
เพราะความเกิดคู่กับความตาย  และความตายคู่กับความเกิด
เมื่อยังอยากเกิดอยู่  ความตายก็ย่อมมีอยู่แน่นอน
ไม่อยากเกิดเมื่อไรเมื่อนั้นจะเดินทางไปสู่ความไม่ตายได้



เพราะพุทธเจ้า  สมัยที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ  นอกจากจะนิมิตเห็นความแก่  ความเจ็บป่วย  และความตายเป็นทุกข์   น้อมจิตที่จะทรงผนวชเพื่อประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหลีกหนีภาวะเหล่านั้นและเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ในราตรีแรกที่พระโอรสทรงเกิด


ทรงเห็นการเกิดเป็นโซ่ตรวนผูกคล้องชีวิต  ทรงอุทานออกมาว่า


“ราหุลา”


แปลว่าโซ่ตรวน  พระโอรสจึงมีพระนามว่า “ราหุล”   นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


โซ่ตรวนเกิดแล้ว  นอกจากจะคล้องกายกับใจให้เห็นตัวตนเป็นพระโอรสของพระองค์แล้ว  ถ้าขืนช้าอยู่ต่อไปเพียงชั่วข้ามคืน   โซ่ตรวนดังกล่าวก็จะคล้องพระบิดา  มิให้เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ได้  เจ้าชายสัทธัตถะ  จึงทรงหนีโซ่ตรวนไปในราตรีนั้น  มิใช่หนีลูกแรกเกิด


พระองค์ทรงปรารถนาที่จะไม่เกิดอีกต่อไป


เมื่อเกิดขึ้นก็ดับอยู่  ความดับมันติดตามตั้งแต่แรกเกิดนั่นแหละทั้งตัวตนเบญจขันธ์  มันเกิดอยู่ดับอยู่  เกิดอยู่ดับอยู่   ดังกล่าวแล้ว ความดับของตัวตนคือดับแล้วเกิดเปลี่ยนแปลงไป   ดับจากทารกเกิดเป็นเด็ก  ดับจากเด็กเกิดเป็นหนุ่มสาว  ดับจากหนุ่มสาวเกิดเป็นผู้ใหญ่ดับจากผู้ใหญ่เกิดเป็นคนแก่ชรา   ดับจากแก่ชราเกิดเป็นคนเจ็บป่วย  ดับจากคนเจ็บป่วยเกิดเป็นคนตาย   ดับจากคนตายเกิดเป็นคนเกิดใหม่  ดับจากคนเกิดใหม่เกิดเป็นทารก   เวียนวนอยู่เช่นนี้  เกิดกับตายหรือตายกับเกิดเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวกันจนแยกไม่ออก


ต้องไม่มีภพ  ไม่มีชาติ  จึงจะไม่มีชรามรณะ

พระพุทธเจ้าทรงค้นหาวิธีตัดภพ  ตัดชาติ   ตัดภาวะแห่งชีวิตเพื่อไม่เกิด  ความตายก็จะตามมาไม่ได้  เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้พระนิพพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ  ยังไม่ทรงตาย  ได้ตรัสอยู่เสมอว่าการเกิดคือภพใหม่ไม่มีสำหรับพระองค์อีกแล้ว


เมื่อความหมายของคำว่า  “เกิด”  กับ  “ตาย”  โดยความจริงแทบจะเป็นคำเดียวกันจนแยกไม่ออก  ความตายคือการเกิด  ก็ต้องไม่มีสำหรับพระองค์ด้วย   เช่นกัน   พระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้ไม่ตายไม่เกิดมาตั้งแต่ตรัสรู้พระนิพพาน  ด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ



ท่านทรงเป็นพระอรหันต์  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงเป็นผู้ไม่ตายอันจะต้องเกิดอีก

ท่านปรินิพพาน


ความตายไม่เป็นสมบัติของพระอรหันต์  เป็นอมตมหาสมบัติหาซื้อไม่ได้    ตราบเท่าที่พุทธธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนายังปรากฏอยู่   เพียงพร้อมที่จะเป็นผู้ไม่เกิดก็พร้อมที่จะเป็นผู้ไม่ตายได้



ที่ซึ่งเป็นพระนิพพานไม่ว่าจะนิพพานด้วย  สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ( ดับกิเลสมีเบญจขันธ์เหลือ)  ไม่มีการตาย  การเกิด   ทั้งสิ้นดังที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว


“....มิใช่การจุติ  (การตาย)   มิใช่การเกิดขึ้น...”


จุติจิต
 จิตดวงสุดท้ายของมนุษย์ที่จะเคลื่อนไปเป็นจิตดวงแรกเป็น  ปฏิสนธิจิต  ในภพใหม่ต้องแปรสภาพเสียก่อน ต้องแปรสภาพเป็นโลกุตตรจิต ของพระอรหันต์ที่นิพพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุและเป็นจริมกจิต  จิตดวงสุดท้ายจริง ๆ แล้วไม่มีจิตอะไรต่อไปอีกแล้ว   สิ้นสุดหยุดจิตที่ดับเกิด   เกิดดับ   เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันมานานแสนนานในโลกสงสาร  สิ้นสุดหยุดรอบแห่งการหมุนเวียนว่ายตายเกิดต่อไป    ชีวิตสัตวโลกเดินทางมานานหนัก   เหนื่อยล้าอ่อนแรงมามากแล้วจะได้หยุดพักผ่อนสงบเย็นสบายก็ที่พระนิพพานนี้เท่านั้นที่อื่นนอกจากพระนิพพานไม่มี


ถ้าจำความเหนื่อยล้ามาหลายภพหลายชาตินั้นแล้วไม่ได้  คิดว่าเมื่อแรกเกิดเป็นการเริ่มชีวิตใหม่   แล้วไปสิ้นสุดลงเมื่อตายเท่านั้น   ก็อาจไม่เหนื่อยล้าเท่าไร  เครื่องมือมาร
 มรณะ  และ  ชาตะ   ซึ่งเป็นมารกั้นมนุษย์ไม่ให้เห็นภพชาติของตน  นี้ได้ผลนัก   มนุษย์ไม่เห็นการเดินทางอันยาวนานของตน และหลงว่าเกิดขึ้นมาเดี๋ยวเดียวก็ตายไป  ทำให้มนุษย์หลงติดภพชาติที่เป็นที่เกิดที่เห็นอยู่เฉพาะหน้าคิดว่าภพชาติของเรานี้น้อยนัก  จึงต่างพากันรีบกอบโกยประโยชน์หยาบอยู่ทั่วไป   กอบโกยไว้เพื่อความสุขส่วนตัวพรรคพวกตน แม้บางครั้งคิดจะทำทานทำบุญบ้างก็หวังผลประโยชน์สำหรับตนเพื่อคนอื่นพวกอื่นอย่างจริงใจแทบจะไม่มี  พระพุทธเจ้าทรงเห็นกระแสธารน้ำใจมนุษย์เกือบทั้งหมดเป็นเช่นนี้เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ  ยังท้อพระทัยที่จะไม่ทรงแสดงธรรมอันทวนกระแสแก่สัตวโลก  จนต้องร้อนถึงพรหมผู้เป็นใหญ่  มาปรากฏอาราธนาให้ทรงแสดงแด่เวไนยสัตว์ผู้พอมีอยู่

ภาพรวมของมนุษย์ชาติส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น  เอาแต่ได้  เห็นแก่ตัว   อยากเกิด  แต่ไม่อยากตาย  อยากจะอยู่ค้ำฟ้า  ทั้ง ๆ  ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่เคยมีใครอยู่ได้เลยก็ตาม  เจ้าตัวตัณหาความอยากจึงเป็นตัวแสดงนำละครชีวิตของสัตว์โลกทุกเรื่องไป และเป็นละครที่แสดงซ้ำซากไม่ไล่ไม่เลิกไม่ตายไม่จบ   ในที่สุดก็จบลงด้วยความตายของมนุษย์ทุกคน  ทุกภพ  ทุกชาติ  เป็นการจบที่โศกเศร้าเสียใจกันทุกตัว  ไม่เห็นมีตัวไหนที่จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งสักตัวหนึ่ง


อยู่ดูไปทำไมกัน   ละครน้ำเน่าเศร้าโศกอย่างนี้   มีแต่ความรันทดหดหู่  ไม่สนุกเลย

มาทวนกระแสละครมนุษย์กันดูบ้าง  ดูละครสร้างสรรค์ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วทรงนำมาบอกกล่าวเล่ากัน  แต่ละเรื่องแต่ละบทประทับใจนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทั้งนั้น   ดีด้วย   วิเศษด้วยเป็นความจริงอันประเสริฐและนำไปสู่ความไม่ตายได้อย่างแท้จริงอีกด้วย


องค์ละครแต่ละองค์ในพระพุทธศาสนาที่เห็นองค์เอกสำคัญ ๆ  ปรินิพพานทั้งนั้นไม่ตายสักองค์เดียว   ผู้นิพพานสู่ความเกษม  ไม่กลับมาเศร้าโศกเสียใจอีกเลย  พวกพ้องที่ยังอยู่ถ้ารู้ตามเห็นตามบ้างก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจใหญ่หลวงหนัก    เพราะรู้เท่าทันว่าละครองค์เอกเหล่านั้นไปดีมีความเกษม  ละครเลิกแล้ว   ผู้นิพพานเหล่านั้นไม่กลับมาสู่ความทุกข์เหมือนเราอีกแล้ว


พวกเราเล่าจะจะเลือกไปทางไหน   ไปในละครน้ำเน่าตามกระแสหรือในละครน้ำดีที่ทวนกระแส  โรงละครน้ำดีมีอยู่ทั่วไปในบ้านเมืองเราที่วัด   ที่พระ  ที่พุทธบริษัท   ที่พุทธศาสนิกชน  ซึ่งปฏิบัติดีประพฤติชอบตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   แต่ละครน้ำดีในจอโทรทัศน์ซึ่งมีอยู่แทบทุกบ้านในประเทศเรามีน้อยจัง


สื่อโทรทัศน์  ธุรกิจอันดับต้น ๆ  ของมหาเศรษฐีไทย  คงจะเห็นว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อเกิดและสิ้นสุดเมื่อตายดังกล่าวจึงไม่กล้าสร้างสรรค์ละครน้ำดีให้ท่วมท้น พุทธธรรมในพระพุทธศาสนาจึงยังมีความท้อแท้ที่จะสร้างสรรค์ธรรมวิเศษของพระพุทธเจ้าให้ปรากฏแก่ชาวโลกได้ง่ายเพราะกระแสมนุษย์คือกระแสเงินตราอันหยาบกร้านมากกว่าที่จะเป็นเศรษฐีอมตมหาสมบัติอันประณีต  มนุษย์ฝ่ายน้ำดีจึงต้องรอชาติหน้าตอนโพล้เพล้   หวังว่าอาจได้ชมละครน้ำดีแห่งพุทธให้จุใจกันได้บ้าง

ไม่เป็นไร   พุทธบริษัททั้งหลาย   แม้จอโทรทัศน์ไม่เปิดโอกาสให้ความดีที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเผยแผ่ได้มากนัก   จอโทรจิตในตัวท่านย่อมไม่มีใครมาห้ามได้ที่จะนำธรรมวิเศษมาเผยแผ่แก่ตัวเองเท่าไรก็ได้โทรจิตคิดปุ๊บปรากฏปั๊บ   ไม่ต้องเสียค่าโทรทัศน์  ค่าไฟฟ้า    และค่าอะไรอีกจิปาถะ   จะเปิดเมื่อไรก็ได้   ดูเมื่อไรก็ได้  ไม่ต้องมาเสียเวลารอนิพพานกับจอโทรทัศน์โลก  ซึ่งนับวันจะเพิ่มละครน้ำตรงข้ามกับน้ำดียิ่ง ๆ  ขึ้นไปทุกชาติ  ทุกชาติ  ไม่มีวันลดลงหรอกน่า


ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน  อย่าไปรอให้ใครช่วย   คนที่บอกว่าจะช่วยโน่นช่วยนี่ก็ได้แต่บอกหลอกให้หลง  เพราะคนที่เขาจะช่วยจริง ๆ เขาไม่บอก ท่านช่วยอยู่แล้ว  ได้แล้วโดยที่เราไม่รู้ก็มีมาก


“พุทโธ   ธัมโม   สังโฆ”


พุทธบริษัทเมื่อเข้าตาจนเมื่อไรจะต้องพึมพำคาถาบทนี้ทุกที


พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ท่านช่วยแล้วช่วยอีกนับครั้งไม่ถ้วน  แล้วเราไม่ค่อยได้รู้ระลึกกัน


พอถึงสมัยใดฤดูมืออ่อนปากหวาน  มาหาเสียงถึงบ้านหลอกจะช่วยโน่นช่วยนี่ละก้อเชื่อกันเป็นตุเป็นตะจนลืมนึกถึง  “ไม่อยากตายต้องพร้อมแล้วที่จะไม่เกิด”  ไปเลย


นี่แหละที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า


“ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นธรรมที่ทวนกระแส  (โลก)”




*********************************************************************

ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง  :  "ตายเป็นอย่างนี้นี่เอง"  โดย  บัญช์  บงกช


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นิพพาน

คำสำคัญ (Tags)#พุทธศาสนา#นิพพาน#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#คุณสมถะ

หมายเลขบันทึก: 215486, เขียน: 10 Oct 2008 @ 12:37 (), แก้ไข: 04 Jun 2012 @ 13:36 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)