หนังสือเล่มนี้ซื้อที่ร้านนายอินทร์ สาขาสยามพารากอน ตอนที่ทางร้านนำมาลด 50% เพราะว่าปกยับเยินเหลือเกิน ราคาเต็มคือ 135 บาท แต่ซื้อมาได้ที่ 67.50 บาท รู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่มาสะดุดหนังสือดี๊ดี ราคาสบายกระเป๋า ซื้อได้แบบไม่รู้สึกผิดว่าอีกแล้วเหรอ ซื้อจริงๆ เลยยัยคนนี้
ตอนนี้บัวหลวงพยายามเฟ้นซื้อหนังสือที่กะว่าอ่านจบแล้ว สามารถบริจาคให้ผู้อื่นอ่านต่อได้ จากประสบการณ์ไปเป็นอาสาสมัครคัดเลือกหนังสือที่เตรียมใส่กล่องบริจาคให้โรงเรียนในต่างจังหวัด พบว่าประมาณ 3/4 ของหนังสือที่รับบริจาคมาต้องถูกคัดทิ้ง เนื่องจากหาสาระไม่ได้ ภาพโฆษณาสวยมากแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับเด็กในถิ่นทุรกันดาร เพราะบนภูไฟฟ้ายังไปไม่ถึงน่ะค่ะ
คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เป็นบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ซึ่งเป็นนิตยสารที่ดีมากๆ มีเนื้อหาสาระดีเยี่ยม และบทสัมภาษณ์ของคุณวันชัยก็น่าอ่าน เพราะว่าคำถามของเธอมีมิติ เล่มนี้ก็เช่นกัน ทางสำนักพิมพ์ openbook คัดบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของเธอมารวมเล่มตีพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคัดเรื่องการสัมภาษณ์ของหลวงพี่ไพศาล วิสาโล (พระนักอนุรักษ์และนักพัฒนาทีี่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย) เรื่องเตรียมตัวตายอย่างมีสติ / คุณหมอประสาน ต่างใจ เรื่องผมเป็นอนุภาคของลำแสงอิเล็กตรอนที่ไม่ตาย / ดร. สาทิส อินทรกำแหง เรื่องมะเร็งและชีวจิตฟีเวอร์ / คุณอารีย์ วชิรมโน เรื่องประสบการณ์รักษามะเร็งหายได้ด้วยตนเอง / คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เรื่องเมื่อรำผีฟ้าและแพทย์สมัยใหม่ช่วยกันรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ / คุณวิฑูรย์ เล่ียนจำรูญ เรื่องการรุกรานของโจรสลัดทางชีวภาพ
ทุกเรื่องน่าอ่านหมดค่ะ แต่เรื่องที่โดนใจมากๆ คือบทสัมภาษณ์ของหลวงพี่ไพศาล วิสาโล เรื่อง เตรียมตัวตายอย่างมีสติค่ะ ที่ชอบเพราะว่าสิ่งที่หลวงพี่พูดเป็นเรื่องธรรมดา คือยังไงวันนึงบัวหลวงก็ต้องตายแน่ๆ เรื่องนี้ก็เลยน่าสนใจค่ะ อ่านแล้วอย่าเข้าใจผิดว่าชวนผู้อ่านเห็นเรื่องตายเป็นค่านิยมนะคะ ไม่งั้นบล็อกนี้เห็นจะโดนปิด(และโดนฟ้องแน่ๆ) ฐานยั่วยุให้ผู้อ่านเห็นชอบในการ(ไป)ตาย
บทสัมภาษณ์จริงๆ ยาวมาก ดังนั้นจึงขอตัดตอนมาเฉพาะข้อความที่ชอบแล้วกันนะคะ
"เพราะความตายคือปลายสุดของชีวิต ส่ิงที่เราทำในยามมีชีวิตอยู่จึงมีผลอย่างมากต่อความตายของเรา กล่าวกันว่า เรามีชีวิตอย่างไร ก็ตายอย่างนั้น ถ้ามีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย ความตายก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงและที่สำคัญความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ในโลกหน้า"
ทำไมเราต้องเตรียมตัวตายด้วยใจสงบ (คุณวันชัยถาม)
"พุทธศาสนาสอนว่าถ้าเผชิญความตายด้วยใจสงบหรือวางจิตให้เป็นกุศล จิตก็จะไปสู่สุคติได้ การนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ หรือความดีที่เคยทำก็ได้ ความตายมันน่ากลัวเพราะว่าเรายังหลงยึดสิ่งต่างๆ ว่าเป็นตัวกูของกู เรากลัวว่าเราจะพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นของๆ เรา แต่ถ้าเรามีปัญญาเห็น และตระหนักว่ามันไม่มีอะไรที่น่ายึดถือเป็นตัวตน ใจก็จะวางสิ่งต่างๆ ได้ เมื่อวางได้ ความตายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป ดังนั้นเราควรพิจารณาว่าเราจะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง ความตายเป็นความปรกติ ความตายจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะมาอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ การพิจารณาอย่างนี้ทำให้เราไม่ประมาท บางทีเราได้ยินข่าวคนอื่นตายแต่เราไม่ค่อยนึกถึงความตายของตัวเองเท่าไหร่ เพราะเรานึกว่ามันเป็นแค่ข่าว แต่ถ้าเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราก็จะไม่ประมาท อย่าไปนึกถึงความตายจะทำให้หดหู่ นั่นเป็นเพราะเรายังไม่รู้จักความตายดีพอ ถ้าเรารู้จักความตายดีพอ เราก็จะรู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราที่เกิดขึ้นตลอดเวลา"
หลังจากที่บัวหลวงอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ ทำให้ปล่อยวางอะไรได้ตั้งเยอะแยะ นึกว่าอีกไม่นานเราก็จะตายแล้ว แต่ที่กลัวที่สุดคือกลัว "หลงตาย" หรือตายแบบหลงๆ ไม่รู้เรื่อง ไปนรกแน่เลยคราวนี้
ปัจจุบันหลวงพี่ไพศาล วิสาโล เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต บ้านท่ามะไฟ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ แต่ท่านมักจะจำพรรษาอยู่ที่บนภูเขาที่วัดป่ามหาวัน สำนักสงฆ์อีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันเพื่อดูแลไม่ให้ใครมาตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้น