มารสังยุตต์

เรื่องของมารที่ปรากฏในพระไตรปิฎฏ

มารสังยุตต์  

ประมวลเรื่องมาร   มารที่มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า   (และพระสาวก)  นั้นมาหลายลักษณะ มาแกล้งเวลากำลังนั่งสมาธิก็มี   แปลงเป็นภาพหรือสัตว์ที่น่ากลัวก็มี  มาถาม  ปัญหาลองภูมิปัญญาก็มี  ขอยกมาเป็นตัวอย่างบางเรื่อง  ดังนี้


(๑)  ตโปกัมมสูตร
 มารเข้าไปหาพระพุทธเจ้า   กล่าวทำนองตำหนิพระพุทธเจ้าที่เลิกบำเพ็ญตบะว่า

คนทั้งหลายบริสุทธิ์ด้วยตบะ  ท่านเลิกตบะแล้วเป็นผู้ ไม่บริสุทธิ์
สำคัญตนว่าบริสุทธิ์  ท่านพลาดจากมรรคาแห่งความบริสุทธิ์เสียแล้ว


พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเป็นมาร  จึงตรัสสำทับว่า

“เรารู้แล้วว่าตบะไม่เป็นประโยชน์    ดุจถ่อหรือแจว  ไม่มีประโยชน์บนบก  
เราเจริญศีลสมาธิ  ปัญญา  อันเป็นทางตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยม  
ดูกรมาร   เรากำจัดท่านได้เสียแล้ว”



************************************************

(๒)  ปฐมอายุสูตร
 มารกล่าวคาถาในสำนักพระพุทธเจ้า   ทำนองอวดว่าความคิดของตนแหลมคม  ความว่า .......

อายุของสัตว์ทั้งหลายยืนยาว คนดีไม่ควรดูหมิ่นอายุนั้น
ควรทำเหมือนเด็กมุ่งแต่จะกินนม ความตายยังห่างไกล


พระพุทธองค์ตรัสว่า....................

อายุของสัตว์ทั้งหลายน้อยนิด คนดีควรดูหมิ่นอายุนั้น
ควรทำดุจคนถูกไฟไหม้ศีรษะ  (ต้องรีบหาน้ำดับ)  
การที่จะไม่ตายเป็นไปไม่ได้



************************************************

(๓)  สกลิกสูตร
  ขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังบรรทมด้วยสีหไสยา   มารมากระซิบว่า  

ท่านนอนด้วยความเขลา  หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่  
ท่านอยู่ที่สงัดแต่ผู้เดียว  ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะนอน ท่านหลับเชียวหรือนี่


พระพุทธเจ้าตรัสว่า

เราไม่ได้นอนด้วยความเขลา   หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอน
เราอยู่ที่สงัดผู้เดียว นอนรำพึงด้วยความเอ็นดูในหมู่สัตว์
คนทั้งหลายมีลูกศร (คือกิเลส) เสียบอก   โมหะครอบงำใจ
ให้ลุ่มหลง  ยังนอนหลับได้  เราปราศจากลูกศรเสียบอก
ไฉนจะหลับไม่ได้เล่า   เราก็มิได้หวาดหวั่น  ถึงหลับที่ไหน
ก็มิได้เกรงกลัว   เรามองไม่เห็นความเสื่อมใด ๆ   มีความเอ็นดู
ในหมู่สัตว์ทั้งหลาย   จึงนอนหลับ



************************************************

(๔)  สัตตวัสสสูตร
 สูตรนี้กล่าวว่า   พญามารได้ตามพระพุทธเจ้ามา ๗  ปี   คอยจ้องหาโอกาสพระองค์เผลอ  ดึงกลับสู่โลกีย์วิสัยให้ได้   แต่ก็ไม่ได้ช่อง  วันหนึ่งไปหาพระพุทธเจ้ากล่าวว่า

ท่านมีความทุกข์โศกอะไรหรือ  จึงมาอยู่คนเดียว   เสื่อมจากสมบัติแล้วหรือ
หรือว่าหาช่องทำชั่วช้าไม่ให้ใครรู้เห็น  ทำไมไม่ไปสมาคมกับหมู่คนเล่า


พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า

เราขุดรากถอนโคนความโศกหมดแล้ว   ไม่มีความชั่วจะต้องแอบทำ
เราไม่เกี่ยวเกาะในภพ  (ความมี  ความเป็น)   หมดกิเลสแล้ว  นั่งเข้าฌานอยู่คนเดียว



มารกล่าวว่า

ถ้าใจของท่านยังข้องอยู่ใน  “ตัวฉัน”  “ของฉัน”   สมณะเอย  ท่านไม่มีทางพ้นมือเรา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

สิ่งที่คนยืดมั่นถือมั่น   เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น  สิ่งที่คนทั้งหลายเขาว่า
“เป็นฉัน”  เราก็ไม่ยึดอย่างนั้น มารเอย  จงรู้เถิด  ท่านไม่มีทางตามเราทัน


มารกล่าวตัดพ้อว่า

เมื่อท่านรู้ทางไปนิพพานแล้ว   ทำไมไม่ปลีกตัวไปตัวคนเดียวเล่า   ชวนคนอื่นไปด้วยทำไม

พระพุทธองค์ตรัสว่า

คนที่ถึงฝั่ง  (พระนิพพาน)  แล้วย่อมพ้นเงื้อมมือมาร
มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องแสดงสัจธรรมเครื่องพ้นกิเลส


มารกล่าวด้วยความเสียใจ    ว่าตนได้ถูกพระพุทธเจ้ากำจัดเสียแล้ว   มิต่างอะไรกับปูถูกหักก้าม  ความพยายามของตนที่จะทำลายพระพุทธเจ้า   เหมือนดังกาเห็นหินสีดุจมันข้น  นึกว่าเป็นอาหาร  บินมาด้วยความยินดี   เมื่อไม่ได้อาหารก็บินหนีด้วยความผิดหวัง

ต่อมาธิดามารทั้ง  ๓  คือ   นางตัณหา  นางราคา  นางอรดี  เห็นบิดาเสียอกเสียใจ  จึงขันอาสามายั่วพระพุทธเจ้าต่าง ๆ  นานา  แต่ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์ยินดี      จึงกลับไปหาบิดาพญามาร  เห็นดังนั้นจึงบอกพวกเธอว่า    ฉันนึกแล้วว่าพวกเธอจะทำไม่สำเร็จ   การรบกับพระสมณโคดม  ยากยิ่งกว่าเอาก้านบัวหรือเอาเล็บโค่นภูเขา    หรือเคี้ยวเหล็กกล้าให้แหลก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องของมารในพระไตรปิฎก

คำสำคัญ (Tags)#ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส#ปราชญ์ขยะ#วิปัสสนาจารย์#คุณสมถะ#มารในพระไตรปิฎก

หมายเลขบันทึก: 215375, เขียน: 10 Oct 2008 @ 00:05 (), แก้ไข: 06 Nov 2013 @ 11:11 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สาธุค่ะ

เข้ามาอ่านพระไตรปิฎก ค่ะ ..:)

ตันหา ราคะ อรดี
IP: xxx.67.227.154
เขียนเมื่อ 

ชอบๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ

ได้ความรู้เยอะทีเดียว