เมื่อหลายวันก่อนข้าพเจ้าได้มีโอกาสยลโฉมตุ๊กตุ๊ก "หัวกบ" ....จากเมืองตรังที่ตกแต่งโฉมร่างน่ารักและคลาสสิกมาก เป็นสีทูโทน ชมพู-ครีม ภายในห้องโดยสารตกแต่งทำเบาะนั่งใหม่ที่ดูน่านั่งมาก อารมณ์ของคนแต่งนี้ไม่เบาเหมือนกันที่สามารถทำให้รถโบราณจากแดนปลาดิบนี้มีเสน่ห์เพิ่มขึ้น

สำหรับข้าพเจ้าเองก็ไม่รอช้า...

ที่จะต้องกลับมาค้นหาข้อมูลและที่มาที่ไปอย่างจริงๆ จังๆ...

เป็นเรื่องที่น่าทึ่งและยินดีสำหรับข้าพเจ้าเองที่ได้มีโอกาสนั่งรถตุ๊กๆ คันนี้ ในค่ำคืนที่มีฝนตกปรอยๆ ลงมา เจ้ารถคันนี้ทะยานไปบนท้องถนนที่ค่อนข้างว่างรถไปตามเส้นทางในขอนแก่น มุ่งหน้าเข้าสู่ชุมชนโซนติดมหาวิทยาลัยเพื่อไปร้านกาแฟที่มาทราบทีหลังคือ ของเจ้าปิ่น-สาวอารมณ์ดี รุ่นน้องที่เรียนจบจากคณะศิลปกรรม

ระหว่างที่รถวิ่งผ่านไป...ตามเส้นทาง

ได้รับความสนใจจากคนที่ผ่านไปและสวนทางตลอด อาจด้วยเสียงที่ดังเป็นเอกลักษณ์ และหน้าตาของเธอที่ช่างไฉไลยิ่งนัก แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นที่นั่งสังสรรค์กันอยู่ร้านริมถนนต่างพากันลุกขึ้นยืนดู และปรบมือ...ด้วยท่าทางอันตื่นตลึงและเห็นรอยยิ้มตามมา ...

ข้าพเจ้ามองว่าเจ้าตุ๊กตุ๊กน้อยคันนี้...ช่างได้แจกจ่ายความสุขสู่ผู้อื่นได้ดีจริงเทียว

เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปในซอย มีมอเตอร์ไซด์หลายคันที่ต้องเหลียวหันกลับมาดู และยิ้มรับเจ้ารถคันน้อยนี้ด้วยความตื่นเต้นต่อการพบเห็น ทันทีที่รถไปจอดอยู่ที่หน้าร้านกาแฟ-เป้าหมายที่เราจะไปถึงนั้น เด็กๆ นักศึกษาและลูกค้าในร้านต่างพากันหันมามองด้วยเสียงที่เธอเจ้ารถคันน้อยส่งเสียงให้ผู้คนต้องเหลียวมอง

ขณะที่เราพากันนั่งอยู่ในร้าน...

ข้าพเจ้าเดินออกมาเมียงมองไปที่เจ้ารถคันน้อยที่จอดอยู่อย่างสงบ...ริมบึง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเธอช่างเหมือนสาวน้อยที่เหนียมอาย แต่เธอมีเสียงหัวเราะอันเบิกบานและแจ่มใส ที่ใครๆ ได้ยินเป็นต้องเหลียวหันมามอง ที่ได้พบเจอเธอก็จะหลงรักและมีความสุข... เพราะเธอช่างไม่เหมือนใครเลยในละแวกนี้

แม้แต่เจ้าปิ่นเอง... ก็แสดงถึงอาการชื่นชอบ เธอเล่าให้ฟังว่าเพื่อนรุ่นน้องที่ได้เจอรถคันนี้นั้นถึงกับอยากได้มาใช้...

มาดูที่มาที่ไปของรถเจ้าประเภทนี้...ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปอ่านเจอในเวบหลายเวบ...

ประวัติตุ๊กตุ๊ก

หัวกบรุ่นดั้งเดิม ถูกส่งลงเรือจากญี่ปุ่น แล้วมาต่อรถไฟ ไปเมืองตรัง ลักษณะตัว รถจะเป็นกระบะสามล้อขนาดเล็กไม่มีหลังคา ครอบด้านหลังต่อมาช่างไทยได้ปรับแต่ง เพิ่มหลังคาเข้าไปเพื่อกันร้อน กันฝนให้ผู้โดยสาร หลายคนสงสัยทำไมคนตรังต้องใช้ ้รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ เฉลย....เพราะลักษณะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ในเขตเมืองตรังส่วนใหญ่ เป็นลอนลูกฟูก หรือที่คนพื้นถิ่นเรียกว่า “ควน” แปลว่าเนิน การใช้รถสามล้อเครื่องทุ่น แรง จึงมีความเหมาะสมและสะดวก สามารถซอกซอน ไปตามซอกซอยคับแคบได้โดย ง่ายดาย

ที่มาของภาพ

 http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G2619377/G2619377.html

ปัจจุบันในตัวเมืองตรัง ยังเหลือ รถตุ๊กตุ๊กหัวกบให้เห็นได้กว่า 300 คัน โดยมีการ รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นชมรมสามล้อเครื่อง เพื่ออนุรักษ์รถตุ๊กตุ๊กหน้าตาประหลาดให้อยู่ คู่เมือง ตรังต่อไป จึงไม่น่าแปลกใจหากจะเห็นนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนตรังส่วนใหญ่โดย เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักจะไม่พลาดโปรแกรมนั่งรถตุ๊กตุ๊ก หัวกบตระเวน รอบเมือง สนนค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 15 บาท แล้วแต่ระยะทาง หรืออาจเหมาเป็นวันก็ได้ ลองไปสัมผัสดูแล้วจะรู้ว่าได้ขี่ “กบซิ่ง”มันตื่นเต้นขนาดไหน!!!

 

“รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ”ย้อนกลับไปเมื่อปี 2502 สมัยจอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมืองไทยเริ่มนำเข้ารถตุ๊กตุ๊กหัวกบจากญี่ปุ่นมาใช้เป็นครั้งแรก ตุ๊กตุ๊กแดนปลาดิบ แตกต่างจากตุ๊กตุ๊กไทยตรงที่ตุ๊กตุ๊กไทยจะมีคันบังคับแบบก้านจับสองข้างเหมือนแฮนด์ มอเตอร์ไซค์ คนขับจะนั่งหน้า ส่วนผู้โดยสารนั่งได้ด้านหลังเท่านั้น ส่วนตุ๊กตุ๊กสัญชาติ อาทิตย์อุทัย จะมีคันบังคับเป็นพวงมาลัยเหมือนรถยนต์ทั่วไป แถมผู้โดยสารสามารถ เลือกนั่งเต๊ะจุ๊ยคู่คนขับ หรือจะนั่งตอนหลังก็ได้ตามใจชอบ แต่ที่ไม่ แตกต่างกันคือเสียง กัมปนาทแปดหลอดที่ดังแผดก้องถนน (เสียงนี้ข้าพเจ้าเปรียบเปรยเป็นเสียงหัวเราะอันก้องกังวาลของเธอ)

ที่มาข้อมูล: http://www.trangcity.vndv.com/tok.html

 

----------------------------------------