มอ. มีคณะการแพทย์แผนไทย    และกำลังริเริ่มหลักสูตรปริญญาโท ด้านการแพทย์แผนไทย    เมื่อเอามาขอหลักการจากสภาวิชาการเมื่อวันที่ ๓ ต.ค. ๕๑    ก็ได้รับคำแนะนำว่า ตัวต้นเรื่องอาจเป็นการแพทย์แผนไทย   แต่ศาสตร์ที่เอามาผสม เพื่อพัฒนาความรู้นั้นเป็นสากล    ซึ่งแปลว่าร้อยพ่อพันธุ์แม่ ไม่ได้ใช้นามสกุล แผนไทย   หลักสูตรนี้ต้องสามารถเอาศาสตร์อื่นมาผสมพันธุ์ได้อย่างไม่จำกัด    อย่าให้ชื่อแผนไทยเป็นข้อจำกัด

หลักสูตรนี้เป็นการพัฒนาคนด้านการแพทย์แผนไทยในเชิงวิชาการ (academic)   ไม่ใช่ด้านวิชาชีพ (professional)    หวังให้ผู้เรียนจบออกไปเป็นครู-อาจารย์ สอนการแพทย์แผนไทย    หรือไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำวิจัย  

จะเห็นว่า วิชาการด้านการแพทย์แผนไทย ได้กลายเป็นวิชาการผสม   คือใช้วัฒนธรรมด้านปฏิบัติแบบที่ใช้ในการแพทย์แผนไทย    ผสมกับระเบียบวิธีแบบวิชาการ/วิจัยของสังคมตะวันตก   ก็จะเกิดวิวัฒนาการของการแพทย์แผนไทย    ภาพข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ผมเดาว่าไม่มีใครรู้    แต่รู้แน่ว่าสังคมไทยจะได้ประโยชน์    และวิชาการด้านสุขภาพของไทยจะก้าวหน้า    และที่สำคัญ น่าจะไม่แพงเกินไป    เพราะเกิดทางเลือกที่เราพัฒนาขึ้นเอง    สู้กับผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีตะวันตก ที่แพงอย่างขูดรีด

รศ. ดร. สนั่น สุธีรวุฒิ คณบดีคณะการแพทย์แผนไทย บอกว่าเวลานี้ในประเทศไทยมีคนเรียนจบปริญญาตรีด้านการแพทย์แผนไทย และ/หรือ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ ๖๐๐ ๗๐๐ คนแล้ว    เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง    หลักสูตรการแพทย์แผนไทย กับ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ แตกต่างกันนิดหน่อย (ใครรู้ช่วยบอกด้วย)     คนที่จบปริญญาตรี ออกไปประกอบอาชีพเป็นแพทย์แผนไทย    คนที่มาเรียนต่อปริญญาโทเอก ก็เพื่อเป็นนักวิชาการ สอนและทำวิจัย   เวลานี้หลักสูตรปริญญาเอกมีที่ มรภ. เชียงราย   และหลักสูตรปริญญาโท มีในหลายมหาวิทยาลัย

 

วิจารณ์ พานิช

๕ ต.ค. ๕๑