"หากเปรียบเทียบการเรียนแล้ว แพทย์แผนไทย จะเรียนเจาะลึกเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ไทย และนวดไทย และเรียนพื้นฐานแพทย์ปัจจุบันเล็กน้อย
ส่วนแพทย์แผนไทยประยุกต์จะเรียนแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนปัจจุบันครึ่งต่อครึ่งเลยหล่ะครับ"
ผมเป็นนักศึกษาแพทย์แผนไทยครับ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ครับ คือ อยากจะบอกข้อความนี้ไม่ถูกต้องนะครับ
แพทย์แผนไทย ที่ผมได้เรียนนั้น เหมือนเรียนเพื่อสามารถต่อยอดความรู้หรือพัฒนาองค์ความรู้ให้มาิกขึ้น
วิชาที่เรียนนั้นเชื่อมต่อได้ทุกสาขาที่ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพเลยทีเดียว
"ต้องคุยสามารถกับทุกสาขาอาชีพได้"
ดังนั้น วิชาพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกอย่าง มีเรียนหมดครับ
ที่สำคัญ วิชาที่เรียนนั้น เมื่อเทียบกับแพทย์แำผนไทยประยุกต์นั้น ไม่ต่างกันครับ
ไม่เชื่อลองเอาหลักสูตรมาเทียบกันดู กรุณาเทียบในส่วนของเนื้อหาสาระด้วยนะครับ
จริงๆ แล้ว ทำไมต้องมีการแบ่งแผนไทยและแผนไทยประยุกต์
คิดว่า น่าจะเกิดนโยบายของรัฐที่ต้องการลดค่ารักษาพยาบาล โดยการใช้การป้องกันโรค และแพทย์พื้นบ้าน เพื่อเข้ามาเป็นหน่วบปฐมภูมิ
แพทย์แผนไทยก็เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่รัฐต้องการฟื้นฟูครับ แต่รัฐต้องการนำเข้ามาในระับบ จึงได้มีการสร้างมารตรฐานโดยการสร้างใบประกอบโรคศิลป์ให้
นั่นคือใจความสำคัญของนโยบายของรัฐ
แต่ทำไมต้องแยกกันขนาดนี้น่าจะเป็นส่วนของการประยุกต์มากกว่านะครับ
แพทย์แผนไทย เน้นการวินิจฉัยแผนไทย ควบคู่ไปกับวินิจฉัยแผนปัจจุบัน และรักษาแบบแผนไทย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยแบบแผนปัจุบันครับ
ส่วนแผนไทยประยุกต์เท่าที่ศึกษามา ก้อมีความเหมือนไม่ต่างกันเลยครับ ต่างกันในส่วนของหน้าที่ และสิทธิทางกฎหมายแค่นั้นเอง
เท่าที่ทราบมา แผนไทยประยุกต์สามารถใช้เครื่องมือได้มากกว่าแผนไทยจริงๆครับ
แต่สามารถรักษาได้จำกัด 42 โรค ตามที่บัญญัติในกฎหมาย *และต้องการคำสั่งของแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคและการรักษาครับ
แต่แพทย์แำผนไทยไม่จำกัดโรคในการรักษา แต่เดิมทีโรคตามคัมภีร์ต่างๆ(แพทย์แผนไทยเดิมทียึดวิีธีการรักษา วินิจฉัยและรายชื่อโรคตามคัมภีร์ครับ)มีข้อจำกัดในการรักษาของมันอยู่แล้ว โรคที่เมื่อคำนึงประสิทธิผลในการรักษาที่มากทีสุดอยู่ในกลุ่ม
ของโรคทาง กล้ามเนื้อ หลอดเลือด กระดูก ภูมิคุ้มกัน เรื้อรัง เช่นพวกเบาหวาน ความดัน หัวใจ ซึ่งกลุ่มโรคที่เห็นประสิทธิผลน้อยอยู่ในกลุ่ม โรคติิดเชื้อครับ ซึ่ง ปัจจุบันได้พยายามพัฒนาการใช้สมุนไพรเกี่ยวกับโรคติดเชื้อมากขึ้น
จึงแจ้งให้ทราบนะครับ ว่าเรียนคล้ายคลึงกัน แต่หน้าที่ และ สิทธิต่างกันตามกฎหมายเท่านั้นครับ
ปัจจุบันผู้คนส่วนมากยังไม่ค่อยให้การยอมรับคับ ใครเรียนด้านนี้ต้องทำใจหน่อย โดนเรียกว่า "หมอกระดาษ หรือหมอนวด"
และทางด้่านวิชาชีพยังมีความขัดแย้งกันสูงในเนื้อหาของสาขาวิชาครับ ทำให้นักศึกษาอย่างผมต้องลอยคอต่อไป
คนไทย ไม่รักษ์ศาสตร์แผนไทย แล้วคนที่ไหนจะัมารักษ์ศาสตร์ของเรา