ความเดิมจากบันทึก "ชื่นชมคนทำงาน DM โรงพยาบาลเสลภูมิ"

ในงานมหกรรม R2R ข้าพเจ้าได้เจอและรู้จักพี่แป้-วาสนา พลศรี...คนหน้างานแห่งโรงพยาบาลเสลภูมิ ที่มีมุมมองต่อการทำงานที่เปิดกว้างไปไกลมากกว่างานที่ตนเองรับผิดชอบ ... พี่แป้ได้ทำหน้าคุณอำนวยที่เปิดประตูโลกความรู้ไปสู่เพื่อนพ้องน้องพี่ในการทำงาน...

เมื่อครั้งก่อนพี่แป้พาทีม... มาจีบข้าพเจ้าถึงที่บ้านเรือน..เพื่อขอให้เป็นที่ปรึกษาในการทำงานของทีมดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ข้าพเจ้าได้แนะนำท่าน ดร.วัลลาและเครือข่ายเบาหวาน ท่านอื่นๆ ให้รู้จักเพื่อที่ว่าจะได้เกิดการแลกเปลี่ยนในวงกว้างขึ้น แต่ด้วยความที่เราเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ทำให้ต้องรับปากที่จะคอยเป็นโค้ชในการทำงานของทีมนี้ให้ ... นับตั้งแต่การวางแผน การทำงาน การสร้างเครือข่าย เป้าหมายเราไปสู่ความยั่งยืน... ในโมเดลของทางโรงพยาบาลเสลภูมินี้ ข้าพเจ้าได้นำแนวคิดของการพัฒนางานด้วยกระบวนการวิจัยมาใช้ขับเคลื่อนในทุกขั้นตอน และทุกโครงการที่ดำเนินการ

นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับข้าพเจ้าอีกงานหนึ่ง...

ข้าพเจ้ามองว่า ทางทีมมีความพร้อม มีใจ ขาดแต่ผู้คอยบอกทางเพื่อให้เกิดความมั่นใจเท่านั้น สำหรับผู้บริหาร...ท่านเปิดไฟเขียวให้ทางทีมอย่างเต็มที่ ท่านยึดเพียงเรื่องเดียว คือ ประโยชน์สูงสุดที่เกิดขึ้นกับผู้รับบริการและประชาชน...

ข้าพเจ้ามองว่านี่เป็นโอกาสที่ดี อีกโอกาสหนึ่งซึ่งเป็นความท้าทายในชีวิตของข้าพเจ้าที่ยังต้องก้าวเดินพร้อมลมหายใจเข้าและออกนี้... เป็นอีกหนึ่งโอกาสของการเรียนรู้ที่ข้าพเจ้าจะได้เรียนรู้ร่วมไปกับคนหน้างานแห่งโรงพยาบาลเสลภูมิ... แม้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้จะโดนท้วงติงว่าไม่เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ข้าพเจ้าทำอยู่ก็ตาม แต่ข้าพเจ้ามองไปที่โอกาส และการแบ่งปันมากกว่า รวมไปถึงว่าข้าพเจ้ามีประโยชน์อันใดบ้างที่จะแบ่งปันสู่ผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าจะไม่รีรอที่จะลงมือทำเลย...

ถือว่าเป็นความโชคดี ... ที่ข้าพเจ้าได้วางเรื่องพันธนาการทางโลกธรรมแปดลงไปได้เมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจในเรื่องความดี ความชอบ ความก้าวหน้าในงาน สองขั้น สามขั้น หรือกี่ขั้นก็ตามข้าพเจ้าได้ประกาศต่อผู้บังคับบัญชาในเบื้องต้นในตอนนั้นว่า ข้าพเจ้าขอทำงานแบบไม่ต้องมาพิจารณาความดีความชอบอะไรให้แก่ข้าพเจ้า...

ทำงานเงียบๆ... ไม่วุ่นวาย ใครจะเห็นงานหรือไม่เห็นไม่ได้นำมาเป็นเป้าหมายของชีวิต

เป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือ การได้ลงมือทำ

และก่อประโยชน์อย่างมากสุด...

บทเรียนที่เคยถูกห้ามจากผู้บริหาร ไม่ให้ไปช่วยงานในเครือข่ายทางด้านสุขภาพที่จังหวัดแห่งหนึ่ง เป็นสาเหตุทำให้ข้าพเจ้าได้ปฏิเสธโอกาสของการทำความดีนั้น... เมื่อมาย้อนมา ณ ตอนนี้รู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนั้น คือ บทเรียนที่ข้าพเจ้าต้องนำมาเป็นบทสอนใจ ถึงแม้ว่าเส้นทางนั้นมีหลายเส้นทางที่เราจะเลือกเดินได้ ไม่ไปทางหนึ่งก็ไปอีกทางหนึ่งได้... ข้าพเจ้าถูกมองว่าเป็น "คนดื้อไม่เชื่อฟัง"... ก็คงจะไม่แปลก สิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อฟัง ก็มีเพียงสิ่งเดียว คือ "ความดี"....

ณ วันนี้...

การได้ร่วมและเริ่มเดินไปพร้อมกับทีมทำงาน รพ.เสลภูมิ... ทำให้กำลังใจ มีมาอีกครั้ง จากคนหน้างานที่แม้ว่ามีเรี่ยวแรงอยู่ไม่มากแต่ก็ได้มอบความไว้วางใจให้กับข้าพเจ้าได้ร่วมเดินทางไปด้วย .... เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น ... พี่อ๋อย และพี่นาง จากทีมผู้ป่วยเบาหวาน ได้หอบงานมาบอกเล่า และเติมเต็ม ต่อจิ๊กซอว์ภาพการทำงานให้ชัดเจนขึ้น

งานของพี่นาง...ที่ดำเนินอยู่ทุกปี มีการจัดกระทำมูล ประเมินผลอยู่ประจำ ข้าพเจ้าก็เลยยุไปเลยว่าทำเป็นข้อทางมูลวิจัยไปเลย ไหนๆ ก็จะทำอยู่แล้ว ... แม้แรกๆ พี่นางอาจจะงง แต่ทางทีมก็ช่วยกันมอง ข้าพเจ้ามองเห็นแววตาของพี่นางเป็นประกายขึ้นมาจากงาน ... นี่แหละคือ กำลังใจของข้าพเจ้า

ในส่วนของงานพี่อ๋อยเอง เป็นงานที่ท้าทายมาก แบ่งการทำงานเป็น phase ซึ่งแต่ละ phase มีการดำเนินการและปฏิบัติต่อผู้ป่วย ... เพื่อให้คนทำงานได้ทำงานอย่างคุ้มค่า ข้าพเจ้าก็ให้ทำ เป็น R2R ทั้งสองงานเลย ... ข้าพเจ้ามองว่า สองงานที่หอบมาหารือกันนี้ เป็นจุดเริ่มของการขับเคลื่อนงาน DM ด้วยการทำ R2R

ในบางส่วนบางเรื่อง... ข้าพเจ้าไม่ถนัด ไม่สันทัด ข้าพเจ้าก็บอกไปตรงๆ แต่ในส่วนที่บุคคลอื่นเห็นว่าข้าพเจ้าพอทำได้ มีประโยชน์ ข้าพเจ้าก็ได้บอกไปว่าให้ใช้ข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ และข้าพเจ้าจะพยายามทำตามกำลังที่มี หากเกินกำลังข้าพเจ้าก็จะบอกไปตรงๆ ว่าเกินกำลังแล้ว ... จริงๆ แล้วข้าพเจ้าก็ค่อนข้างเป็นคนใช้ง่าย หากว่ากิจนั้นเป็นกิจที่ดี และเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ต่อสังคมและโลก ก็ไม่รีรอที่จะทำ ไม่ได้มองหรอกว่าเป็นงานฉันหรืองานเธอ พอทำได้ก็ทำ และทำอย่างเต็มที่...เท่านั้นเอง

 

พี่แป้ คือ คนสวมเสื้อเหลือง และยิ้มอันสดใส พี่นางนั่งข้างพี่แป้ ...

ส่วนพี่อ๋อย คือ คนที่แต่งชุดพยาบาล

-----------------------------------