ตึกที่แม้จะสวยงามเพียงใดจะไร้ค่า ถ้าไม่มีอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และกิจกรรมการเรียนการสอน

                 หลังจากที่รับปากไว้ว่าถ้าว่างเมื่อไหร่จะได้เขียนตอนใหม่ของลาวศึกษาให้อ่านกัน คราวนี้มาเริ่มที่การไปศึกษาดูเมื่อวันที่ 3-8 กันยายน ที่ผ่านมาเลยล่ะกัน

                หลังจากที่ได้ตั๋วรถโดยสารเชียงใหม่-อุดรธานีเสร็จก็ตั้งตารอคอยวันเดินทาง สองทุ่มตรง รถปรับอากาศVIP (ซึ่งมีอยู่บริษัทเดียวเนี่ย) ออกเดินทางจากสถานีขนส่งเชียงใหม่แวะเรื่อยไปจนไปถึงที่อุดรธานีประมาณเจ็ดโมงครึ่ง (ไปคราวนี้มีลูกศิษย์ติดตามไปด้วยคนหนึ่งคือเจ้าก๊อด-อริยะ เพ็ชรสาคร ซึ่งก็กำลังขมักเขม้นทำวิทยานิพนธ์ที่ มพย.อยู่) พอถึงอุดรฯ เราก็คุยกันว่า แล้วเราจะตามไปหาคณะทันมั้ยเนี่ย เพราะยังต้องเดินทางต่อไปยังหนองคายซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 50 กิโลฯ ขืนถ้าไปรถสาธารณะเห็นจะไม่ได้กาลเลยเหมารถไปกันเพื่อให้ทันไปสมทบกับพี่น้องร่วมทริปที่ด่านมิตรภาพฯ ซึ่งก็คิดถูกแล้ว ไม่งั้นคงช้าไปกว่านี้แน่นอน...แต่แพงจังอ่ะ ;'(

                พอถึงที่ด่านพบปะกับคณะผู้ร่วมเดินทางทั้งหมดต้องสารภาพตรงๆ ว่าไม่รู้จักใครเลย แต่มีน้องคนหนึ่งมาแนะนำตัวกับเรา ชื่อปรากรณ์ กำลังเรียนโทที่ มธ. เคยเป็นลูกศิษย์เรา (เฮ่อ...ค่อยยังชั่ว ยังพอมีคนรู้จักบ้าง) แต่ทราบมั้ยครับว่า จากที่ไม่รู้จักใครเลยในวันนี้ แต่พอถึงวันกลับมิตรภาพที่เกิดขึ้นมาช่างแตกต่างกับวันแรกเหลือเกิน...ติดตามต่อนะครับ

                พอถึงด่านมิตรภาพฯ ก็ทำพิธีการตรวจคนเข้าเมืองออกเมือง โดยมีคุณแต้ม จนท.จากบริษัททัวร์คอยดูแลให้จนเสร็จสิ้น จากนั้นเราก็ได้ไปเยี่ยมหน่วยงานแรกของ สปป.ลาว นั่นก็คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งสปป.ลาว ซึ่งก็ได้รับการต้อยรับอย่างดีตามอัธยาศัยไมตรีของคนลาว ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยถึงหลักเกณฑ์การเข้าออกเมืองลาว ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่พบเจอซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับพวกเรา เพราะปัจจุบันการเคลื่อนย้ายของคนหรือประชากรมีจำนวนมากขึ้น ทั้งแรงงานข้ามถิ่น ผู้ลี้ภัย นักท่องเที่ยว หรือไปเยี่ยมญาติที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำโขง ดังนั้น การควบคุม การดูแลข้อมูลประชากรที่ไปมาระหว่างพรมแดนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมีกรณีของคนที่ข้ามแดนไปอย่างไม่ถูกต้องแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย การแก้ไขปัญหาก็จะเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ดังนั้น ควรที่จะทำเสียให้ถูกต้องที่ต้นทางซึ่งก็จำต้องอาศัยความร่วมมือของประเทศที่มีพรมแดนติดกันในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย (Reciprocity)

                จากนั้น ก็ได้มาเยี่ยมนมัสการพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเขา ใครที่มาที่นี่ก็ต้องแวะมา เหมือนไปเชียงใหม่ไม่ได้ไปไหว้สาพระธาตุดอยสุเทพก็เหมือนมาไม่ถึงเชียงใหม่ พวกเราก็ใช้เวลาเยี่ยมชม นมัสการขอพรกันอยู่นานพอควรใครอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ http://www.laos-discovery.com/watthatluang.html

                เสร็จแล้วก็ไปรับประทานอาหารมื้อแรกที่ร้าน “ครัวลาว” ซึ่งร้านนี้ก็ตกแต่งได้สวยงามตามสไตล์ลาวปนแบบฝรั่งเศส อาหารที่นี่ใกล้เคียงกับที่บ้านเรา จะต่างก็แต่รสชาติที่จืดกว่าไม่จัดจ้านเหมือนอาหารไทยที่ดังไกลทั่วโลก ที่นี่เราพบกับอาจารย์แหวว ที่ปรึกษาโครงการดูงานครั้งนี้ที่(แอบ)ขึ้นเครื่องบินมากับอีกสองสามท่าน(อิจฉาอ่ะ) คราวนี้คณะของเราก็ครบซักที เริ่มไปที่ต่อไปได้

                พอท้องอิ่ม ก็พาตัวเองกับสัมภาระเข้าโรงแรมก่อน (NOVOTEL Vientian เชียวนะจ๊ะ) เผื่อใครอยากจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดก็ตามสะดวก (แอบเผาตัวเองนิดหนึ่งว่าทำไมกระเป๋าอั๊วใหญ่กว่าคนอื่นว้า...อิอิ) ใจอยากจะงีบเอาแรงซักหน่อยเพราะเมื่อคืนนอนบนรถไม่ค่อยหลับ แต่เวลาไม่เอื้อเลยต้องพาร่างที่อ่อนเพลียและมอมแมมไปพบชาวคณะเพื่อเดินทางต่อ (ถึงตอนนี้ อยากให้ทุกท่านมาเห็นอาจารย์แหววในชุดแม่ญิงลาวในวันนี้ซะจริง...แหม สวยซะปิ๊งเชียว) คราวนี้เราจะไปที่คณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งก็ได้การประสานงานที่ดีจากคุณบุญมี อาจารย์ประจำของที่นี่ ซึ่งกำลังศึกษาป.โทที่ มธ. พอถึงก็พบนศ.จำนวนหนึ่งกำลังเรียนวิชาทหารกัน เห็นมีซ้อมท่ายิงปืนกัน สอบถามก็ได้ความว่าเป็นนศ.คณะนี้แหละ วิชาทหารก็เป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตร (โห...เท่เชียว) ระหว่างทางเดินไปห้องประชุมที่จัดเตรียมไว้สำหรับการพบปะ เราก็แอบสังเกตสภาพแวดล้อม ตึกเรียนของเขา ต้องยอมรับว่ายังสู้บ้านเราไม่ได้จริงๆ แต่ประเด็นของการศึกษาไม่ได้อยู่ตรงนั้น ตึกที่แม้จะสวยงามเพียงใดจะไร้ค่าทันทีถ้าไม่มีอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และกิจกรรมการเรียนการสอน ตึกที่สวยงาม หรือชื่อที่ไพเราะเป็นเพียงเปลือกนอกหรือปกหนังสือเท่านั้น

                ทางคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวให้การต้อนรับพวกเราดีมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกระทรวงป้องกันความสงบ (มหาดไทย) ที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบทะเบียนราษฎร์ของสปป.ลาวให้เรามีความเข้าใจที่ดี และศัพท์ใหม่ๆ เช่น ปื้ม (สมุด) เป็นต้น ระบบทะเบียนการราษฎร์ของที่สปป.ลาวมีระบบอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยพบเห็นในบ้านเราคือ การมีนายบ้านคอยดูแลลูกบ้านในกลุ่มของตน หากเปรียบกับบ้านเราก็คงประมาณกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากแต่ความใกล้ชิดของระบบนายบ้านลูกบ้านดูจะแน่นแฟ้นกว่ามาก ลูกบ้านจะออกไปไหนจากหมู่บ้านต้องมาแจ้งให้นายบ้านทราบ ใครจะเกิดจะตาย นายบ้านจะรับรู้เป็นคนแรกๆ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันและการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ไปๆมาๆ เอกสารปื้มบ้านอาจเป็นเพียงหลักฐานอย่างหนึ่งที่ควรมีเท่านั้น เพราะดูเขาจะให้ความสนใจที่ตัวคนมากกว่าเอกสาร

                หลังจากร่ำลากันพร้อมทั้งคำสัญญาที่เราจะกลับมาสานความสัมพันธ์กันต่อไป ทางคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวก็จัดแจงเลี้ยงอาหารเย็นเราที่ร้าน ดาวเงิน ซึ่งอาหารที่จัดมานับว่าชั้นยอดพร้อมทั้งเบียร์ลาวเครื่องดื่มประจำชาติของสปป.ลาวที่คนไทยมักจะอ่านว่า “เขยลาว” กินอิ่ม ดื่มด่ำรสชาติ เบียร์ลาว ได้ที พวกเราก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมร้องเพลง รำวงร่วมกับคณาจารย์ของทางฝั่งลาว เป็นที่สนุกสนานเฮฮา ผู้เขียนยังแอบหวังจะได้เห็นการเต้นบาสล๊อบ ซึ่งเขาว่าเป็นการรำวงประจำชาติลาวที่เต้นกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ก็อดจนได้เพราะไม่มีใครเริ่ม

                เสร็จสิ้นภารกิจในวันแรก หลายคนยังมีฤทธิ์ออกไปสำรวจเวียงจันทน์ ภาคกลางคืน แต่ผู้เขียนไม่ไหวแล้ว ขอพอร่างอันอ่อนเพลียไปชาร์ทแบตหน่อย พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปอีกหลายที อยากไปแบบมีสติสมประกอบ ไว้ติดตามใหม่ตอนต่อไปนะครับ...กู๊ดไนท์