ชาดก
เป็น วรรณกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นำมาจากพระไตรปิฎก โดยมีเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่ พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารีมีต่าง ๆ ในทุก ๆ ชาติ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๕๕๐ เรื่อง ชาดกแต่ละเรื่องจะมุ่งสอนคติธรรมและจริยธรรม ในทางอ้อม โดยใช้บทบาทของตัวแสดงในนิทาน ซึ่งมีทั้งเทวดา คน และสัตว์ต่าง ๆ แสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันทั้งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ ในชั้นนี้จะนำชาดกมาแสดง ดังนี้

กุฏิทูสกชาดก
ลิงกับนกขมิ้น
ใน อดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นนกขมิ้น เจริญวัยแล้ว กระทำรังที่แน่นหนามั่นคง อยู่ในป่าพิมพานต์
ครั้ง นั้นมีลิงตัวหนึ่ง เมื่อฝนตกหนักในฤดูฝน ได้รับความเหน็บหนาวนั่งกัดฟันอยู่ในที่ไม่ไกลรังของนกขมิ้น นกขมิ้นเห็นลิงนั่งหนาวตัวสั่นยู่อย่างนั้น จึงกล่าวกับลิงว่า "ท่านวานรท่านมีศีรษะ มือและเท้าเหมือนมนุษย์ทำไมท่านไม่ทำรังอยู่เล่า"
ลิงตอบว่า "ท่านนกขมิ้น ศีรษะ มือ และเท้าของเราเหมือนของมนุษย์ก็จริง แต่ปัญญาที่ว่า ประเสริฐสุดของหมู่มนุษย์ ของเราไม่มี"
นกขมิ้นตอบว่า "ผู้มีจิตไม่มั่นคง มีจิตกลับกลอก มักทำร้ายเพื่อนฝูง ไม่อยู่นิ่ง ๆ ก็ย่อมไม่ได้รับความสุข" และกล่าวต่ออีกว่า "ท่านจงเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เสีย ท่านจงทำที่อาศัยเป็นที่ป้องกันความหนาวและลมเถิด"
ลิงคิดว่า "เจ้านกนี้ด่าเรา เพราะตัวเองจับอยู่ในรัง เราจักทำให้มันออกจากรัง" ลำดับนั้น ลิงได้กระโดดหมายจะจับนกขมิ้น ๆ จึงบินหนีไปที่อื่น ลิงได้ทำลายรังของนกขมิ้นจนแหลกละเอียดเสร็จแล้วก็กระโดดหนีจากไป
พระ ศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ลิงในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้เผากุฎีในครั้งนี้ ส่วนนกขมิ้นในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล จบ กุฏิทูสกชาดก

มหาอุกกุสชาดก
เป็น ชาดกที่พระพุทธเจ้าทรงพระปรารภเรื่องของอุบาสกมิตตคัณฐกะ และได้ตรัสเทศนาแก่พระภิกษุ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ดังนี้
ดัง ได้ฟังเล่ามาว่า อุบาสกมิตตคัณฐกะนั้นเป็นบุตรแห่งตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ณ เมืองสาวัตถี ได้ส่งสหายไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอสตรีที่เป็นธิดาของตระกูลหนึ่งที่มีชื่อเสียง เช่นกัน นางนั้นจึงถามสหายซึ่งเป็นเถ้าแก่ว่า "อุบาสกนั้นมีมิตรสหายซึ่งสามารถช่วยกิจการงานอันเป็นประโยชน์แก่อุบาสกนั้นมีอยู่บ้างหรือไม่" สหายผู้เป็นเถ้าแก่จึงตอบไปว่า "มิตรและสหายเช่นนั้นของอุบาสกยังไม่มีเลย"

สตรี งามนางนั้นจึงกล่าวว่าถ้าเช่นนั้นขอให้เถ้าแก่กลับไปบอกอุบาสกว่าขอให้ไปคบ หาผู้ที่จะเป็นมิตรสหายที่ดีให้ได้เสียก่อน จึงจะยอมแต่งงานด้วยตามที่อุบาสกนั้นปรารถนา
เถ้าแก่ก็ได้กลับมาบอกให้อุบาสกทราบความตามที่นางได้สั่งมาทุกประการ ซึ่งอุบาสกมิตตคัณฐกะก็ยินดีปฏิบัติตาม
เริ่ม แรกอุบาสกได้ไปผูกมิตรไมตรีจิตกับนายประตู ๔ คนก่อน ต่อมาจึงได้ไปผูกมิตรไมตรีจิตกับบุคคลหลายประเภท ล้วนเป็นคนดีมีชื่อเสียง เช่น มหาอำมาตย์ ฝ่ายนายทหารผู้ปกปักรักษาพระนคร เป็นลำดับ จนกระทั่งผูกไมตรีจิตเป็นที่พอพระทัยกับพระมหากษัตริย์
ครั้น กาลต่อมาก็ไปผูกมิตรกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ทั้ง ๘๐ องค์ รวมทั้งพระอานนท์เถระและกาลต่อมาได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้อุบาสกรับไตรสรณคมน์และเบญจศีล

ข้างฝ่ายพระมหากษัตริย์ได้ทรงโปรดปรานประทานอิสริยยศแก่อุบาสกเป็นอันมากโดยอุบาสกมิตตคัณฐกะมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว โดยอาศัยการผูกมิตรไมตรีจิตกับบุคคลทั่วไปและบรรพชิตให้เป็นมิตรสหาย
ต่อ มาพระมหากษัตริย์ก็ได้ทรงโปรดพระราชทานเคหสถานใหญ่หลังหนึ่งแก่อุบาสก ให้เขาได้ใช้เป็นเรือนหอ และได้เข้าพิธีแต่งงานกับสตรีงามที่ได้สู่ขอไว้แต่เดิม
ฝ่าย บรรดามิตรสหายต่างพากันส่งเครื่องบรรณาการไปช่วยอุบาสกฝ่ายสตรีงามผู้เป็น ภรรยาซึ่งเป็นผู้มีปัญญาได้ส่งเครื่องบรรณาการที่พระมหากษัตริย์พระราชทานไป ถวายอุปราช เอาเครื่องบรรณาการที่อุปราชส่งมานั้นส่งไปให้แก่เสนาบดีได้ส่งเครื่อง บรรณาการต่อ ๆ กัน ไปโดยใช้อุบายอย่างนี้ จึงนับว่าได้ผูกสัมพันธไมตรีสนิทกับมหาชนจนตลอดทั่วมหานคร
ครั้น ครบ ๗ วัน ทั้งสองคนสามีภรรยาก็ได้แต่งเครื่องสักการบูชาไว้เป็นอันมากแล้ว ได้ไปอัญเชิญสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาสู่เคหสถาน ถวายทานเป็นอันมากแด่พระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธานครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว อุบาสกก็ได้บรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผล

ภาพนี้เดินขึ้นเขา(หน้าผาเทวดา)จ.พะเยา
ระยะทาง๘กิโลเมตรพระสามรูป
โยม๑๕คนแต่ถึงยอดเขาเพียง๒คน
โยมเปิ๊ล(กทม)โยมหน่อย(หนองคาย)

ขอบคุณครับ ที่นำรูปภาพสื่อความหมายดีดีมาให้ดู
นมัสการพระคุณเจ้า
แบบนี้ก็ได้เป็นสื่ออีกแล้วนะคะ
ถ้าเป็นนิทานหรือเรื่องเล่าที่มีตัวละครเด็ก ๆ จะชอบค่ะ
ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงเจ้าค่ะ