ชาเขียวมีประโยชน์ต้องชงดื่ม ไม่ใช่ดื่มจากขวด
กระแสการบริโภคชาเขียวกำลังเป็นที่นิยม
ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากชาเขียวกลายเป็นสินค้าที่มียอดขายสูง
ปัจจุบันกระแสการบริโภคชาเขียวกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ทำให้มีการนำชาเขียวมาดัดแปลงเป็นสินค้าที่มีอยู่ตามท้องตลาดมากมายหลายชนิด ซึ่งส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจาก</span>
การนำชาเขียวมาใช้
มีด้วยกันทั้งหมด 15
วิธี
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว
การดื่มชาเขียวให้ถูกต้องและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น
จะต้องดื่มให้ถูกวิธีจึงจะได้รับสารสำคัญต่างๆ ที่มีอยู่อย่างครบถ้วน
ที่สำคัญคือ มีข้อมูลจากทางการแพทย์แผนจีนยืนยันด้วยว่า
การดื่มจากขวดนั้นเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง
มานพ เลิศสุทธิรักษ์ นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทย
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
การนำชาเขียวมาใช้ควบคู่กับพืชชนิดอื่น ๆ
จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้
สำหรับวิธีการใช้มีด้วยกันทั้งหมด 15 วิธี
คือ
</span>
1.การใช้ชาเขียวร่วมกับใบหม่อน
ที่ช่วยป้องกันโรคหวัด ลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
2.การใช้ชาเขียวกับส่วนหัวของต้นหอม จะช่วยขับเหงื่อ
แก้ไข้หวัด
3.การใช้ชาเขียวร่วมกับขิงสด
ช่วยรักษาอาการอาหารเป็นพิษและจุกลม
4.การใช้ชาเขียวร่วมกับตะไคร้แห้งจะช่วยขับไขมันในเส้นเลือด
5.การใช้ชาเขียวร่วมกับคึ่นฉ่ายจะช่วยในการลดความดันโลหิต
6.การใช้ชาเขียวร่วมกับไส้หมาก
ลดน้ำตาลในเส้นเลือด
7.การใช้ชาเขียวร่วมกับดอกเก๊กฮวยสีเหลือง
จะช่วยแก้วิงเวียนศีรษะ ตาลาย
8.การใช้ชาเขียวร่วมกับลูกเดือย จะลดอาการบวมน้ำ ตกขาว
และมดลูกอักเสบ
9.การใช้ชาเขียวร่วมกับเม็ดเก๋ากี้ จะช่วยลดความอ้วน
แก้ตาฟาง
10.การใช้ชาเขียวร่วมกับโสมอเมริกา ทำให้สดชื่น บำรุงหัวใจ
แก้คอแห้ง
11. การใช้ชาเขียวร่วมกับเนื้อลำไยแห้ง จะบำรุงสมอง
เสริมความจำ
12. การใช้ชาเขียวร่วมกับบ๊วยเค็ม จะช่วยบรรเทาอาการคอแห้ง
แสบคอ เสียงแหบ</span>
13.
การใช้ชาเขียวร่วมกับหนวดข้าวโพด จะลดความดันโลหิต
ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ลดอาการบวมน้ำ
14. การใช้ชาเขียวร่วมกับน้ำตาลกลูโคส
จะช่วยบรรเทาอาการตับอักเสบ
และ 15.การใช้ชาเขียวร่วมกับเม็ดบัว
จะช่วยบรรเทาอาการฝันเปียก
และยับยั้งการหลั่งเร็วชาเขียวกลายเป็นสินค้าที่มียอด
นอกจากนี้
นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทยยังบอกถึงคุณสมบัติหลักของชาเขียวด้วยว่า
นอกจากสรรพคุณในเรื่องของการขับพิษ ขับปัสสาวะ ขับไขมันในเส้นเลือด
ทำให้เย็น ชุ่มคอแล้ว รสขมอมหวาน หอม
ในชาเขียวยังให้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายโรค
ทั้งยังช่วยผ่อนคลายอารมณ์ สงบประสาท ระบายความร้อนตื้อ
จากศีรษะและเบ้าตา ช่วยให้สดชื่น ไม่ง่วงนอน ช่วยให้หายใจสดชื่น
เจริญอาหาร แก้เมาเหล้า ทำให้สร่างเมา ขับปัสสาวะ
ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต และสามารถขับเหงื่อ
แก้หวัด
ขณะเดียวกันชาเขียวยังช่วยแก้กระหาย ระบายร้อนจากระบบปอด
ขับเสมหะ ขับไขมัน ลดความอ้วน แก้ร้อนใน ขับพิษตกค้าง บิด ท้องร่วง
ท้องเสีย
ช่วยทำให้ฟันแข็งแรงและที่ได้ผลดีคือสามารถเป็นยาอายุวัฒนะ
อย่างไรก็ตาม นอกจากความมหัศจรรย์ของชาเขียวที่สามารถรักษาโรคภายในได้แล้วยังสามารถช่วยรักษาโรคภายนอกได้ด้วย เช่น พอกแผลอักเสบ พุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ ผื่นคัน ผิวร้อนแห้ง ช่วยให้ตาสว่าง เย็น ไม่อักเสบ สามารถดับกลิ่น เป็นยากันยุง และนำไปทำหมอนใบชาเพื่อลดอาการปวดหัวเวลานอนได้ขายสูงอีก</span>
ชาเขียวสามารถรักษาโรคต่าง ๆ
ได้หลายโรคแต่จะต้องกินให้ถูกวิธีและใช้ให้เหมาะสมกับร่างกาย
ทั้งนี้ ชาที่ดีจะต้องมีรสขมอมหวานและมีกลิ่นหอม
โดยในชาเขียวมีสารต่างๆ ที่อยู่ในใบชา 300-400 ชนิด
แต่มีสารสำคัญอยู่ 6 ชนิด คือ
1.กาเฟอีนซึ่งช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
ผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อ และสามารถขับปัสสาวะได้ดี
2.ทิโอฟิลีนช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น ส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยในการขับปัสสาวะ
3.ทิโอโบรมีนช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
ผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยในการขับปัสสาวะ
4.แทนนิน 5.มีวิตามินต่าง ๆ เช่น
B1,B2,B3,B5, A,D,E,K, C และ
6.มีแร่ธาตุ,ไขมันและน้ำตาล
นายกสมาคมแพทย์แผนจีนในประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
แม้ชาเขียวจะมีประโยชน์กับร่างกายมากมาย
แต่ในความจริงก็มีสารที่มีโทษกับร่างกายด้วยเช่นกันโดยสามารถส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย
แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายมากนัก
ส่วนมากจะเกิดกับคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง
โดยเมื่อดื่มแล้วอาจมีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
ทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ฟันดำ
และหากดื่มอย่างต่อเนื่องอาจเป็นการเสพติดได้
“สำหรับชาเขียวในที่นี้
ไม่ใช้เครื่องดื่มชาเขียวที่มีจำหน่ายเป็นขวดในท้องตลาด
แต่เป็นชาเขียวที่ต้องเป็นชาที่ชงเองแต่อย่าชงทิ้งไว้ควรดื่มตอนร้อน ๆ
และไม่ควรใส่น้ำตาลทรายขาวลงไปในการชงชาเพราะจะทำให้คุณสมบัติทางยาของชาเขียวหมดไป”มานพสรุปอย่างตรงไปตรงมา
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าชาเขียวสามารถรักษาโรคต่าง ๆ
ได้หลายโรคแต่จะต้องกินให้ถูกวิธีและใช้ให้เหมาะสมกับร่างกาย
จึงจะทำให้การดื่มชาเขียวเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
เพราะในการวิจัยผู้ดื่มชาเขียวเป็นประจำยังไม่พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้
ได้รับโทษจากการดื่มชาเขียว
แต่กลับกันกลุ่มคนเหล่านี้กับมีร่างกายที่แข็งแรง
และยังมีภูมิคุ้มกันในการต้านโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
แล้ววันนี้คุณดื่มชาเขียวแล้วหรือยัง
ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 15
ธันวาคม พ.ศ. 2548