การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
การเรียนการสอนเป็นกระบวนการเพื่อหวังผลเชิงคุณภาพ ให้ได้ผู้เรียนที่มีคุณภาพ การพัฒนาการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สอนต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียน คือ ครู อาจารย์ ทั้งนี้ใน พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีจุดเน้นที่ครู อาจารย์ จะต้องมีความรอบรู้ในด้านต่างๆเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน คือ หลักการจัดการศึกษา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การประกันคุณภาพ หลักการจัดการเรียนรู้ในมโนทัศน์ใหม่เพื่อมุ่งสู่คุณภาพการศึกษา ครู อาจารย์ต้องมีบทบาทเป็นทั้งนักวิจัย และพัฒนาหลักสูตร เพื่อจะนำผลที่ได้ไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งการพัฒนาการเรียนการสอนจะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการ ตั้งแต่การหาปัญหา การกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา การทดลองปฏิบัติการแก้ปัญหาหรือการพัฒนา รวมทั้งการสรุปและรายงานผลเพื่อเป็นการยืนยันผลการกระทำซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็คือการวิจัยนั่นเองการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ หรือการวิจัยในชั้นเรียน เป็นการวิจัยที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อหานวัตกรรมสำหรับแก้ปัญหาหรือเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งเน้นในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีปัญหาการเรียนรู้เป็นจุดเริ่มต้น ผู้สอนหาวิธีการ หรือนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา มีการสังเกตและตรวจสอบผลของการแก้ปัญหา/การพัฒนา แล้วจึงบันทึกและสะท้อนการแก้ปัญหาหรือการพัฒนานั้นๆ การวิจัยในชั้นเรียนมักเป็นการวิจัยขนาดเล็ก (Small scale) ที่ดำเนินการโดยผู้สอน เป็นกระบวนการที่ผู้สอนสะท้อนการปฏิบัติงาน และเสริมพลังอำนาจให้ครูผู้สอน ( Field ,1997) หรือเป็นกระบวนการวิจัยที่ผู้สอนทำการทดลองวิธีการต่างๆ โดยตรวจสอบผลและปรับวิธีการที่ใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลกับผู้เรียนมากที่สุด (Mclean, 1995) ทั้งนี้ในปัจจุบันนิยมใช้ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้แทนการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อให้มีความครอบคลุมขอบเขตการวิจัยที่กว้างขวางขึ้น และให้ความชัดเจนว่าเป็นการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อที่แก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนหรือเป็นการนำประโยชน์การวิจัยมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนอย่างแท้จริง การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทำได้ในหลายลักษณะ ซึ่งผู้สอนสามารถดำเนินการในลักษณะต่างๆได้ดังนี้
1. การวิเคราะห์วิจัยเพื่อสำรวจสภาพปัจจุบัน ปัญหาการจัดการเรียนการสอน หรือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอน เช่น การศึกษาระดับเกรดเฉลี่ยของนักศึกษาปี ที่ 1การศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา สภาพปัญหาในการสอนในวิชาการศึกษาทั่วไป ปัญหาการใช้สื่อการสอนในการสอนวิชา......... ฯลฯ
2. การสังเคราะห์หรือหาข้อสรุปเกี่ยวกับวิธีสอน เทคนิคการสอน เทคนิคการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ต่างๆ โดยสรุป หรือสังเคราะห์จากประสบการณ์ตรงของผู้สอน •วิธีการสอนของอาจารย์ที่นักศึกษามีความพึงพอใจ เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความคิดของนักศึกษา ฯลฯ
3. การพัฒนาเทคนิคการสอน • การสร้างรูปแบบการสอนด้วยวิธีเพื่อนช่วยเพื่อน •วิธีการสอน สื่อการสอนใหม่ เช่น •บทเรียนแบบโปรแกรมสำหรับวิชา......... วิธีการสอนที่ช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฯลฯ
4. การวิจัยเชิงประเมินประสิทธิผล หรือประสิทธิภาพการสอน เช่น •การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้เทคนิคการสอนสองรูปแบบ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักศึกษาที่ศึกษาด้วยวิธีการเชิงวิจัย ฯลฯ การเลือกทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ว่าจะทำเรื่องใดขึ้นอยู่กับผู้สอน อาจเริ่มต้นจากการศึกษาสภาพปัญหาโดยทั่วไปก่อน ว่าอะไรคือสภาพปัญหาที่แท้จริง เพื่อจะนำไปสู่การแก้ปัญหาและ พัฒนา เช่นการศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษา เมื่อพบว่านักศึกษามีพฤติกรรมการเรียนใดที่ น่าจะเป็นเหตุนำไปสู่ปัญหาการเรียนรู้ จึงหาแนวทางที่คิดว่าจะสามารถแก้ปัญหานั้นๆ โดยทำการ ทดลองใช้วิธีการหรือเทคนิควิธี ตลอดจนการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาผสมผสาน หลังจากนั้นจึงทำ การตรวจสอบผลที่ได้รับว่าวิธีการใดจะก่อให้เกิดประสิทธิผลหรือประสิทธิภาพในการพัฒนาการ เรียนรู้สูงสุด การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อาจทำที่ละขั้นตอน จาก 1 - 4 หรือเป็นการผสม ผสานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามถ้าถือว่า การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ดังนั้นการหาเพียงสภาพปัญหาโดยมิได้นำไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาและการตรวจสอบ จึงมิน่าจะถือได้ว่าเป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่สมบูรณ์นัก เพราะยังไม่ถึงเป้าหมายที่แท้จริง คือ การพัฒนาการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนในที่สุด จุดเริ่มต้นของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จะเกิดจากผู้สอนตระหนักถึงปัญหาการเรียนรู้ เช่น ผลการเรียนของนักศึกษาไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นักศึกษาไม่สนใจในการเรียน ไม่ศึกษา ค้นคว้า ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดผลการเรียนของนักศึกษาจึงไม่เป็นตามที่คาดหวัง วิธีการสอนไม่ เหมาะสม ? วิธีการเรียนของนักศึกษาไม่ดี ? สื่อการสอนไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ? ลำดับเนื้อหาวิชาที่ สอนไม่เหมาะสม ? บรรยากาศการเรียนรู้ไม่เหมาสม ? ซึ่งข้อคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ จะเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับการเรียนรู้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเด็นสำคัญที่จะนำสู่การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มี •ประเด็นหลักๆ คือ ตัวผู้เรียน โดยมีคำถามที่อาจเกี่ยวข้อง อาทิ เช่น ผู้เรียนมีพฤติกรรมการเรียนอย่างไร ผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้อย่างไร ผู้เรียนควรมีการพัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง ฯลฯ ตัวผู้สอน โดยมีคำถามที่อาจเกี่ยวข้อง บุคลิกภาพของผู้สอนควรเป็นอย่างไรที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้ อาทิ เช่น สัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนเป็นอย่างไร ผู้สอนมีการเตรียมตนเองพอเพียงหรือไม่ทั้งในด้านความรู้ ประสบการณ์ ฯลฯ พฤติกรรมการสอนของผู้สอนเป็นอย่างไร ฯลฯมีการให้คำปรึกษาพอเพียงหรือไม่ เทคนิควิธีการสอน โดยมีคำถามที่อาจเกี่ยวข้อง อาทิเช่น เทคนิควิธีการสอนรูปแบบใดจึงจะเหมาะสม จะผสมผสานเทคนิควิธีการสอนอย่างไรที่จะเพิ่มการเรียน เทคโนโลยี โดยมีคำถามที่อาจเกี่ยวข้อง อาทิ เช่น จะใช้เทคโนโลยีอะไรบ้างที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เทคโนโลยีที่ใช้อยู่เหมาะสมหรือไม่ ควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ฯลฯ หลักสูตร โดยมีคำถามที่อาจเกี่ยวข้อง อาทิ เช่น เนื้อหาวิชาตอบสนองวัตถุประสงค์ของหลักสูตรหรือไม่ อย่างไร การจัดลำดับของเนื้อหาของรายวิชามีความต่อเนื่องช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีหรือไม่ ฯลฯ การได้มาซึ่งปัญหาต่างๆอาจได้มาจากผู้สอนสังเกตเห็น จากการบันทึก การตรวจสอบ การ ทดสอบ การประเมิน รวมทั้งจากการสัมภาษณ์ หรือจากการสอบถามผู้เรียน ทั้งนี้ผู้สอนต้องนำ ปัญหาต่างๆที่พบมาทำการวิเคราะห์ วินิจฉัยถึงที่มาของปัญหา เพื่อหาแนวทางหรือนวัตกรรมในการ เรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ คือ การวิเคราะห์ ปัญหา ว่าอะไรคือปัญหาที่มีผลกระทบต่อการเรียนของนักศึกษาและศึกษาถึงแนวคิดทฤษฎีเพื่อหานวัตกรรมที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว นำมาผลิตหรือพัฒนานวัตกรรมหรือกำหนดวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหา แล้วจึงนำไปทดลองใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนหรือผู้เรียน สุดท้ายจะต้องทำการบันทึกผลการนำไปใช้ซึ่งนั่นก็คือการเขียนรายงานการวิจัยนั่นเอง ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้มักเป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นการวิจัยขนาดเล็ก ดังนั้นสถิติที่ใช้ในการวิจัยจึงอาจไม่จำเป็นต้องใช้สถิติขั้นสูงนักอาจเป็นเพียงสถิติบรรยายเท่านั้น อีกทั้งการเขียนรายงานการวิจัยก็ไม่จำเป็นต้องเขียนเต็มตามรูปแบบรายงานการวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ที่ต้องมีอย่างน้อย 5 บท ทั้งนี้รายงานการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างน้อยต้องมีสาระที่เกี่ยวข้องกับ สภาพความเป็นมาของปัญหา แนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างนวัตกรรมที่จะใช้แก้ปัญหา วิธีการแก้ปัญหา สุดท้ายที่สำคัญ คือ ผลของการดำเนินการแก้ปัญหาที่ได้จากการศึกษาทดลอง จะเห็นได้ว่ารายงานการวิจัย ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ ผลลัพธ์ของการดำเนินการแก้ปัญหาที่ใช้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ทั้งนี้หลักการสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่ผู้สอนจะต้องคำนึงถึง คือ
1. งานวิจัยเป็นงานเสริมงานหลัก โดยงานหลักคือการสอนของผู้สอน เพราะงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จะต้องเกิดควบคู่กับการเรียนการสอนเสมอ
2. เป็นการทำวิจัยตามสภาพความจริง ปัญหาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และต้องการแก้ไข
3. เป็นการสอดแทรกให้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
4. งานวิจัยที่ทำนี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนาการเรียนรู้ของมนุษย์ ผู้ทำต้องนึกถึงประโยชน์หรือคุณค่าต่อผู้เรียนเป็นสำคัญ
5. การทำวิจัยเป็นสิ่งที่ตระหนักรู้ โดยอาจารย์ผู้สอนเอง ด้วยความรู้สึกห่วงใยต่อนักศึกษา ปรารถนาที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน
6. สิ่งสำคัญประการสุดท้าย และเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน คือ งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้จะสำเร็จมิใช่อยู่ที่ความคิดอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การลงมือทำ สุดท้ายอาจกล่าวได้ว่าการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน คุณภาพการเรียนการสอนที่ต่อเนื่องจะเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าขาดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ขาดการดำเนินการโดยใช้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดความคิดในการพัฒนาการเรียนการสอนของครู อาจารย์เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมขึ้น และเป็นการดำเนินการเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของครู อาจารย์อย่างแท้จริง ซึ่งผลก็คือ คุณภาพของผู้เรียนนั่นเอง
แวะมาอ่านค่ะ ขอบคุณที่แบ่ง ปัน
สวัสดค่ะพี่อุไร
มาอ่านงานวิจัยค่ะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ที่นำมาแบ่งปัน