ตอนที่รู้ว่าจะได้ไปดูงานที่สปป.ลาวกับคณะนักศึกษาปริญญาโท สาขากฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในใจก็แอบดีใจว่า ในที่สุดก็ได้โอกาสที่จะได้กลับไปที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง... พร้อมกับคำถามที่ครุ่นคิดว่า ไปคราวนี้ที่นั่นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เธอยังจะน่ารักเหมือนเคยมั้ย?
ย้อนกลับไปธันวาคม 2547 ข้าพเจ้ามีโอกาสเดินทางไปสปป.ลาวครั้งแรกในฐานะนักศึกษาปริญญาโทที่กำลังเร่งทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้เสร็จทันตามเส้นตายที่กำลังใกล้เข้ามา วิทยานิพนธ์ข้าพเจ้าพัวพัน (เกี่ยวพัน) กับสปป.ลาว ดังนั้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปเก็บข้อมูลนอกสถานที่ด้วยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ทั้งของไทยและลาว ก่อนไปคราวนั้นแอบกังวลใจไม่น้อยเพราะไม่รู้ว่าจะไปเจออะไรบ้าง จะคุยกันรู้เรื่องมั้ย ผู้คนที่โน้นจะเป็นอย่างไร ไม่เคยมีข้อมูลของสภาพสังคมและวัฒนธรรมของประเทศนี้มาก่อนเลย
และแล้วเครื่องบินใบพัดขนาดสองเครื่องยนต์ลำเล็กๆ สีแดงของภูเก็ตแอร์ ก็พาข้าพเจ้าจากเชียงใหม่มายังสนามบินอุดรธานี จากนั้นก็ต่อรถต่อไปยังจังหวัดหนองคายเพื่อข้ามฝั่งโขงไปยังเวียงจันทร์ นครหลวงราชธานีแห่งสปป.ลาวที่อยู่ห่างจะหวัดหนองคายแค่ 22 กิโลเมตรเท่านั้น...ใกล้จริงๆ
สี่วันสามคืนในตอนนั้น เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ดีในชีวิต สิ่งที่ได้พบได้เจอในประเทศนี้ประทับใจยิ่งนัก ชีวิตผู้คนเรียบง่ายทั้งๆ ที่อยู่ในเมืองหลวง รถราไม่ขวักไขว่วุ่นวายเหมือนกรุงเทพ สังคมน่าอยู่ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรคอยอำนวยความสะดวกเหมือนที่บ้าน ไม่มีเซเว่นฯ ไม่มีห้างขนาดใหญ่ แต่ที่นี่ก็มีเสน่ห์ที่หาไม่ได้อีกแล้วจากที่ไหน...ความสงบเงียบเรียบง่ายสไตล์เวียงจันทร์
ปีต่อมา หลังจากสำเร็จเสร็จสิ้นจบการศึกษาเป็นมหาบัณฑิตรั้วจามจุรี ก็เลยคิดให้รางวัลตัวเองด้วยการไปเที่ยวAustralia ซักหนึ่งอาทิตย์ให้หายอยากหลังจากเล็งมานานสองนาน พอกลับมาจากเมืองจิงโจ้ก็ยังรู้สึก “ไม่อิ่ม” จากการไปพักผ่อนคราวนั้น ยังมีความ “อยาก” ไปที่ไหนอีกซักที่เพื่อเติมเต็มส่วนนั้นที่ขาดหายไป เลยโทรหาสมัครพรรคพวกสี่ห้าคน ในที่สุดก็ลงเอยว่า...เราจะกลับไป “ลาว” อีกครั้งหนึ่ง
การเดินทางกับคนรู้ใจ สถานที่สวยงาม ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างหนึ่งในชีวิตของผม และคราวนี้สิ่งที่ว่ามานั้นอยู่ครบจริงๆ ครั้งที่สองกับ สปป.ลาว กับเพื่อนสนิทห้าคน กับเวลา สี่วันสามคืน เพียงพอแล้วที่จะเติมเต็มความรู้สึกในตอนนั้น และคราวนี้มีโอกาสได้เดินทางเข้าไปรู้จักสปป.ลาวลึกกว่าครั้งก่อน มีโอกาสได้ไปวังเวียง เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของ สปป.ลาวที่ช่างเงียบสงบ น่าหลงใหลยิ่งนัก บางคนเปรียบที่นี่ดั่งสวรรค์ของ Backpacker เพราะมองทางไหนก็มีแต่นักท่องเที่ยวที่นิยมการเดินทางเช่นนี้เต็มไปหมด ประมาณด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีคนหลายเชื้อชาติ หลายสัญชาติไม่ต่ำกว่ายี่สิบประเทศแน่นอน โอ...เป็นการรวมกลุ่มสหประชาชาติจริงๆ
วังเวียงเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างเมืองหลักสองเมืองของสปป.ลาว นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเวียงจันทร์นิยมพักค้างคืนที่นี่ก่อนจะเดินทางต่อไปยังหลวงพระบาง บางคนตั้งใจจะพักค้างคืนที่นี่เพื่อแค่จะต่อไปยังอีกเมืองปลายทาง แต่ไปๆ มาๆ อยู่นานเสียยิ่งกว่าเมืองปลายทางที่ตั้งใจไว้ซะอีก วังเวียงมีภูมิประเทศที่สวยงาม มีภูเขาหินปูนสูงตระหง่านมากมายราวกับเป็น “กุ้ยหลิน” แห่งสปป. ลาว มีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำมากมาย หรือใครที่ไม่ชอบความวุ่นวายอยากจะพักผ่อนนอนดูภาพยนตร์ที่ฉายตาม Guesthouse ก็มีบริการหลากหลาย สมกับเป็นเมืองพักผ่อนจริงๆ
เสียดายคราวนั้นที่ไม่มีโอกาสเดินทางต่อไปยังหลวงพระบางที่ว่ากันว่าเหมือนเชียงใหม่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เพราะเวลาไม่เอื้อแถมที่เชียงใหม่ยังประสบเหตุน้ำท่วมซะอีก จึงต้องจำจรกลับบ้านพร้อมกับติดค้างไว้ในใจว่า...ซักวันพวกเราจะกลับมาอีก และจะนั่งไทม์แมชชีนไปดูเชียงใหม่เมื่อยี่สิบปีก่อนว่าเป็นยังไง
คราวนี้ มีโอกาสได้กลับไปสปป.ลาวอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่เหมือนคราวไหน เพราะจะไปแบบเป็นทางการ ไปดูงานที่ต่างๆ เพื่อสร้างจุดเกาะเกี่ยวระหว่างเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คราวนี้ผมอาศัยเกาะไปกับคณะพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ สาขากฎหมายระหว่างประเทศ มธ. ที่ไม่เคยพบเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนเลย รู้จักก็แค่คนเดียว...อาจารย์แหววเท่านั้น แต่ก็ได้ไหวพริบของอาจารย์แหววที่มีการส่งอีเมล์แลกเปลี่ยนเรียนรู้จักกันไปก่อนเดินทางให้พอให้หายกังวลใจ ส่วนการเดินทางทริปนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องมาติดตามกันในตอนต่อๆ ไปล่ะครับ
จะจัดเวทีลาวศึกษานะคะ
เริ่มต้นเรื่องอะไรดีคะ
รออ่านตอนต่อไปนะคะ