เด็กๆจะรับรู้ถึงความรู้สึกเครียดในตัวเขาได้ ซึ่งแบ่งลักษณะของความเครียดในเด็กได้ เป็น 2 แบบง่ายๆดังนี้
ลักษณะความเครียดอย่างแรกคือ ความเครียดในสภาวการณ์ปกติ (normative stress) ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนพัฒนาการตามวัยของเด็ก เช่น การหัดเดิน หัดพูด การฝึกการขับถ่าย และการเข้าโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งเด็กแต่ละคน เมื่อถึงวัยของเขา จะพยายามทำให้ผ่านขั้นตอนพัฒนาการเหล่านี้ไปให้ได้ตามธรรมชาติ ความรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองยังเดินไปไกลๆไม่ได้ หรือยังปีนเก้าอี้ไม่ได้ หรือยังพูดสื่อสารเพื่อให้คุณแม่เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้ จะทำให้เด็กมีความเครียดบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิ่งสร้างสรรค์เพื่อให้เขาปรับตัวทางด้านพัฒนาการได้ดีขึ้น และมากขึ้นไปตามวัยของเขาที่ควรจะเป็น และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องคอยพึ่งคุณพ่อคุณแม่ให้อุ้มพาเขาไปเที่ยวอีกต่อไป
-
1. การหย่าร้าง แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่เพียงแค่ทะเลาะกัน ยังไม่ทันได้หย่าร้างกัน ก็สามารถทำให้ลูกเกิดความเครียดได้ เนื่องจากลูกจะเกิดความวิตกกังวล (anxiety)อย่างมากในด้านความมั่นคงของชีวิตของเขา (sense of security) ลูกจะกลัวการถูกทอดทิ้งและไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขาต่อไป ลูกอาจจะเข้าใจไปว่าเป็นเพราะตนเองทำอะไรผิด ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดการทะเลาะกัน และตนเองเป็นตัวการทำให้เกิดการหย่าร้างขึ้น
-
2. การย้ายถิ่นฐาน เด็กที่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ต้องจากบ้านที่เขาคุ้นเคย จากเพื่อนๆที่โรงเรียน ทำให้ต้องปรับตัวอยู่เสมอ มักจะเกิดความรู้สึกสับสน ไม่มั่นคง และมีความวิตกกังวล ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาอีก
-
3. การเสียชีวิต (death) ของคนใกล้ชิดที่เด็กรู้จักดี เด็กจะยังไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องความตายที่เกิดขึ้นกับคนที่เขารู้จัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เขารัก เด็กอาจจะเข้าใจว่าเขาเองเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิด (feeling guilty) และมีความเครียดมาก
-
4. มีกิจกรรมต่างๆมากเกินไป (activity overload) ในปัจจุบันมีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่จะพยายามให้ลูกได้มีกิจกรรมต่างๆมากมายตลอดสัปดาห์ จนลูกเองไม่มีเวลาว่างเป็นของตนเอง การที่จะต้องรีบเรียน รีบทำการบ้าน รีบไปเรียนเปียโน เรียนว่ายน้ำ ทำงานส่งคุณครู เตรียมตัวสอบ ฯลฯ เมื่อทุกอย่างมีตารางเวลาที่ค่อนข้างแน่น และต้องทำให้ได้ดี ให้ทันเวลา ก็จะทำให้เด็กเกิดความเครียด และรู้สึกไม่อยากทำ ไม่อยากเรียน ทำไปก็ไม่ได้ดี มีแต่คนคอยจี้ให้ทำโน่น ทำนี่ คุณพ่อคุณแม่จึงควรคอยดูแลอย่าให้ลูกต้องทำกิจกรรมต่างๆมากจนเกินไป และได้มีเวลาพักทำอะไรสบายๆอย่างที่ตนเองอยากทำบ้าง
-
5.ความกดดันจากเพื่อนๆ (peer pressure) เด็กตั้งแต่วัยเตรียมอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย จะได้รับแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อนๆที่เขาคบหาอยู่ เด็กจะพยายามทำตัวให้เข้ากลุ่มให้ได้ ไม่อยากแปลกแยกไปจากลุ่ม กลัวถูกเพื่อนทิ้ง หรือไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม ก็สามารถทำให้ลูกเกิดความเครียดได้เช่นกัน