"เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้...นอกจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง"

           อ่านบันทึกของอาจารย์ประพนธ์ Leadership – ภาวะผู้นำ กับการสร้างความแตกต่าง แล้ว  เลยนำมาคิดต่อ  และนำสิ่งที่คิดต่อนั้นมาเรียบเรียง  รายละเอียดก็เขียนตามสิ่งที่เคยพบพบเห็น มุมมองอาจจะอยู่ในวงจำกัดหรือให้น้ำหนักแก่หน่วยงานของรัฐ เพราะอยู่และเห็นอยู่ในวงการนี้มากที่สุด  อาจจะไม่ถูกต้องหรือตรงใจท่านผู้อ่านมากนัก/บางท่านก็ต้องกราบขออภัย

           เท่าที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าภาวะผู้นำนั้น  ไม่ได้ขีดกรอบหรือขีดวงจำกัดอยู่แต่ผู้บริหารขององค์กรเท่านั้นที่จะมีภาวะผู้นำ  เราๆ ท่านๆ ทุกคนต่างล้วนมีอยู่ในตัวในตน  และเป็นผู้นำกันได้ทุกคน  โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งแห่งหน  ก็การเป็นผู้นำตนเองนั่นก็แบบหนึ่งที่ทุกคนสามารถเป็นได้ เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ / ในหรือนอกระบบ  คือมีได้ในทุกระดับไม่ว่าจะในระดับบุคคล-ปัจเจก  นำในระดับกลุ่ม-ฝ่าย  จนถึงนำองค์กรในระดับที่สูงขึ้นไป

          แต่จากประสบการณ์อันน้อยนิดที่อยู่ในวงการ-ระบบงานของรัฐนั้น  ผมคิดว่าการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร  ไปสู่ทิศทางที่ถูกที่ควร   หรือสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับองค์กรได้นั้น ผู้บริหารในทุกระดับ(ที่เป็นทางการ)ควรจะมีภาวะของผู้นำ-ผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวสูงตามไปด้วย(ตามบทบาทและความรับผิดชอบ)  เพราะวัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐนั้น  ยังดำเนินอยู่อย่างเดิมและเหนียวแน่น  คือการทำงานตามระบบ   มีสายงานการบังคับบัญชาที่ตายตัว  สิ่งใหม่แม้จะเป็นสิ่งที่ดี-ถูกต้องและเป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาปรับวิธีการทำงาน  หากไม่เป็นไปตามระบบ หรือสอดคล้องกับรูปแบบที่มีอยู่เดิมแล้ว หรือคนคิดไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงแล้วไซร้...ยากที่จะสามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้

         จึงไม่แปลกเลยที่เรามักจะเคยได้ยินคนทำงานบ่นเสมอว่า  "มีความสุขมากหากได้ทำในสิ่งที่เขา(คนอื่น)ไม่ได้สั่ง(คิดเอง)...แต่ไม่มีความสุขมากนักกับงานที่ต้องทำตามเขาสั่ง(ทำให้เสร็จๆ)"  อาจจะอ่านแล้วงง ทั้งๆ ที่เป็นการทำงานเหมือนกัน   ขออธิบายเพิ่มเติมว่าที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าคนทำงานทุกคนนั้นล้วนมีความสามารถที่จะคิด-วิเคราะห์งาน แล้วนำไปสู่การปฏิบัติได้เองทุกคน  แต่ไม่สามารถที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้-ปรับเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ได้ (แต่บรรลุเป้าหมายของงานตามหน้าที่ไม่บกพร่อง น่าจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำในหลายๆ ด้าน)  โดยธรรมชาติคนเราไม่ต้องการการควบคุม ชอบการเป็นอิสระ และเราก็จะได้ยินผู้มารับบริการหรือคนทั่วๆ ไปบ่นเสมอว่า

  • งานล่าช้า 
  • ยังไม่ปรับปรุงวิธีการทำงานกันเลย
  • ไม่มีรูปแบบที่หลากหลายเหมือนบริษัท-หรือหน่วยงานอื่นที่เคยไปใช้บริการมา
  • งานมักจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล  ไม่สามารถทำแทนกันได้ คนนั้นไม่อยู่คนนี้ก็ทำให้ไม่ได้
  • ฯลฯ

         สิ่งเหล่านี้เราสามารถที่จะแก้ได้  แม้อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง  และจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นก็ต้องโยงไปหาผู้นำอีกนั่นแหละครับ  เพราะนอกจากคนทำงานจะเป็นผู้นำในระดับบุคคลกันแล้ว   ในงานของหน่วยงานนั้นผู้นำองค์กรมีความสำคัญอย่างสูงมากต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร  เพราะจุดสูงสุดนี้สามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาได้ใหม่  และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล-กลุ่มคนได้นั้น  ล้วนอยู่ที่ผู้นำ/ผู้บริหารแทบทั้งสิ้น

        แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมองแต่มุมภายในนั้นยังไม่น่าจะเพียงพอ   สิ่งที่ต้องปรับไปคู่ขนานกันก็คือปัจจัยที่ส่งผลกระทบมาจากภายนอกด้วย(คิดต่อ) จึงจะส่งผลในทางบวกต่อการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรด้วย

          นั่นคือมุมมองที่นำมาคิดต่อและเรียบเรียงเพราะ  "นายเลือกลูกน้องไม่ได้  และลูกน้องก็เลือกเจ้านายไม่ได้" นี่คือความเป็นจริงของหน่วยงานภาครัฐ  ผู้นำ/ผู้บริหารที่เก่งๆ ก็มีมากมายแต่ลูกน้องอาจตรงกันข้าม  หรือลูกน้องทำงานดีแต่เจ้านายไม่ใส่ใจงานก็มี

          แต่ข้อสรุปสุดท้ายเราก็คงหันกลับมาที่ตนเองนั่นแหละครับ   เพราะหากทุกคนพัฒนาตนเอง  เรียนรู้และปรับปรุง-พัฒนาตนเองอยู่เสมอ  ปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ก็คงแก้ไขได้ไม่ยากเย็น  การสร้างวัฒนธรรมใหม่ไม่ใช่เรื่องยากในการทำงานในองค์กร  ที่สรุปเช่นนี้ก็เพราะว่า "เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้...นอกจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง" หากทุกคนเปลี่ยนแปลงตนเอง (ในทางที่ถูก-ดี)  คงจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับสังคมแห่งนี้อีกมากมาย

          วันนี้เราอาจจะยังหาส่วนผมผสมของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ลงตัว  แต่หากว่าทุกคนไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาแล้ว  วัฒนธรรมใหม่ของการทำงานคงจะมาถึงหน่วยงานเราได้สักวัน

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ

วีรยุทธ  สมป่าสัก  2  ตุลาคม  2551