ที่มาของบทความ จากบันทึก โหยไห้หาครู (รักวัวไม่ผูก รักลูกไม่ตี?)



Q : สวัสดีค่ะ คุณกวิน..ใบไม้ตามมาอ่านในฐานะที่ถูกพาดพิง..ในประเด็นของการใช้อำนาจโดยทำให้กลัวนั้น ใบไม้เข้าใจค่ะ แต่ยังขอยืนยันว่า ให้คนปรับพฤติกรรมด้วยความเข้าใจย่อมดีกว่าให้เขายอมทำอะไรโดยมีความกลัวเป็นแรงขับ นั่นหมายความว่า เมื่อใดที่ไม่ขู่ให้กลัว ก็จะไม่ทำ ใช่หรือไม่ ในขณะที่ หากสามารถสร้างความเข้าใจให้เขาได้ เขาก็ทำต่อไป เพราะเห็นในประโยชน์ จริงไหม ไม่ได้ปฏิเสธการใช้อำนาจ แต่ต้องใช้ให้ถูกกาละเทศะ ใช้เพื่อควบคุมคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน หรือใช้เพื่อเป็นกรอบในวงกว้างได้ค่ะ แต่ถ้าใช้ไม่ดูตาม้าตาเรือ นอกจากจะไม่ได้ใจคนแล้ว ระวังคนใช้จะบ้าอำนาจโดยไม่รู้ตัวนะเออ.. เห็นด้วยกับครูอ๋อยค่ะ.. ตีเด็กต้องดีด้วยใจ..เติมเต็มด้วยเหตุผล..ใส่รอยยิ้ม..ไม่ใช่ใส่อารมณ์ การลงโทษด้วยความปรารถนาดีและสร้างความเข้าใจควบคู่ไปด้วยนั้น ย่อมมีประสิทธิภาพ และปรับพฤติกรรมนักเรียนได้มากกว่าการลงโทษเฉย ๆ เด็ก ๆ รับรู้ได้ค่ะว่า โดนลงโทษด้วยความรัก..^__^.. การถูกลงโทษด้วยความรักดีกว่าโดนปล่อยปละละเลย ไม่สนใจใยดีเป็นไหน ๆ อย่างน้อยเขาก็ต้องการให้มีคนเห็นความสำคัญของเขาบ้าง.. 

 

A : ครับคุณ ใบไม้ย้อนแสง  ปรับพฤติกรรมด้วยความเข้าใจย่อมดีกว่าให้เขายอมทำอะไรโดยมีความกลัวเป็นแรงขับ นั่นหมายความว่า เมื่อใดที่ไม่ขู่ให้กลัว ก็จะไม่ทำ ใช่หรือไม่ ที่คุณใบไม้ฯ เสนอมานั้นดีมากๆ เลย กวินขอเสริมว่าควร ปรับพฤติกรรม ไปพร้อมๆ กันกับการใช้ความกลัว และความอยาก (ได้รางวัล/คำชมเชย) เป็นแรงขับ ไปพร้อมๆ กัน 


ความกลัว นั้นคือเครื่องมือใช้สร้าง วินัย อย่างหนึ่ง คำว่า วินัย ก็ คล้ายๆ กับ คำว่า สันดาน คือถ้าเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะความกลัวก็ดี เพราะความอยาก ก็ดี ทำจนกระทั่งติดเป็น สันดาน (คำว่าสันดานเป็นคำไทย ถ้าเป็นภาษาบาลี ตรงกับคำว่า อุปนิสัย) ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ความกลัว/ความอยาก เป็นแรงขับอีกต่อไป ครับผม

ตามปกติแล้ว คนโดยทั่วไป มักง่าย คือชอบทำอะไรที่ง่ายๆ (symply) สะดวกสะบาย ถ้าไม่มีบทลงโทษ เช่น เขียนไว้ลอยๆ ว่า ห้ามฉี่รดกำแพง ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามทิ้งขยะ ห้ามเดินลัดสนาม ห้ามฝ่าฝืนกฎจราจร

คนเราทุกคนรู้ผิดชอบชั่วดี แต่ อันว่า ความ มักง่าย/ความสะดวกสะบาย นั้นคือเครื่อง ล่อใจ ให้ คนเรากระทำการละเมิด ความถูกต้องดีงามนั้นๆ อยู่เนืองๆ เราจึงยังเห็น คนยืนฉี่รดกำแพง พอฉี่เสร็จ ก็เดินลัดสนามหญ้า เพื่อไปซื้อบุหรี่มาสูบ พอสูบบุหรี่หมดมวน ก็ทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้น (ไม่ทิ้งลงถังขยะ) พร้อมๆ กันกับเดินขึ้นรถ แล้วขับฝ่าไฟแดงไปในทันที 

นี่ล่ะคือความจำเป็นว่าด้วยเรื่องของการใช้อำนาจ/ความรุนแรง/บทลงโทษ  ด้วยเหตุนี้เอง นิโคโล มาเคียวเวลลี่ (Niccolo Machiavelli) จึงได้แสดงทรรศนะของตนเองไว้ในหนังสือที่ชื่อ The Prince  (ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ แปลเป็นภาคภาษาไทยในชื่อ เจ้าผู้ปกครอง) ว่า กฎหมาย (บทลงโทษ/ความรุนแรง) คือความชั่วร้ายที่จำเป็น 

ส่วนมรรควิธีในการ ได้ใจ/ชนะใจ/นั่งในใจคนทั้งปวงนั้นเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง ขอให้คุณใบไม้ย้อนแสง สังเกต ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราช (ราชามีอาญาสิทธิ์โดยสมบูรณ์) ราชามีอำนาจอาชญา กุมชะตาชีวิตของคนทั้งปวงเอาไว้  แต่ไฉนจึงยังได้ใจ/ชนะใจ/นั่งในใจคนทั้งปวง ได้ หากคุณใบไม้ย้อนแสง อยากรู้ก็ขอจงติดตามอ่านต่อ ในย่อหน้าถัดๆ ไป


ว่าด้วยเรื่องความบ้า ความบ้ามีด้วยกันหลายรูปแบบ ยกตัวอย่าง  บ้าคลั่ง  บ้ากาม บ้าหอบฟาง บ้ายศบ้าตำแหน่ง บ้ายอ บ้ายุ บ้ายี่ห้อ บ้าแต่งตัว บ้าแต่งกลอน บ้าถ่ายรูป บ้าวาดภาพ และบ้าอำนาจ คำว่า บ้า อาจจะมาจากคำว่า (ไหล) บ่า (ไปอย่างเชี่ยวกราก) ซึ่งตรงกับสุภาษิตที่ว่า น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ นั้นหมายถึงเมื่อคนผู้ใดก็ตามมีพฤติกรรมที่ มีความเชี่ยวกราก(ขากถุย)  เอ้ย มีพฤติกรรมที่ไหลบ่ารุนแรง ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ก็ย่อมมีความยากลำบากที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมนั้นๆ (เขื่อนกักเก็บพฤติกรรม แตก พฤติกรรมจึงไหลบ่าไปอย่างเชี่ยวกราก)

อะไรคือ เขื่อน  ของพฤติกรรม ตามทรรศนะของ กวินคิดว่า เขื่อนกักเก็บพฤติกรรม ก็คือ ความเหมาะสม/ความพอดี/ศีลธรรม/วิถีชาวบ้าน/รวมถึงบทลงโทษทางสังคมนั่นเอง (สุดท้ายก็โยงมาเข้าเรื่องจนได้ จะว่ากวินว่า บ้าน้ำลาย ล่ะสิ รู้นะคิดอะไรอยู่)

สิ่งที่คุณใบไม้ฯ เป็นห่วงก็คือเรื่อง อาการหลงอำนาจ/บ้าอำนาจ ไม่ต้องเป็นกังวลครับ กวินสอนให้คุณรู้จักผูก ก็ย่อมที่จะสอนให้ให้คุณรู้จักแก้? ด้วย  วิธีการแก้? ไข อาการหลงอำนาจ/บ้าอำนาจนั้น แก้? ด้วย หลัก ทศพิธราชธรรม แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ. (ขุ.ชา.28/240/86)  

สิ่งที่กวินคิดว่าน่ากลัวกว่าเรื่อง ความบ้าอำนาจ/หลงอำนาจ น่าจะเป็นเรื่องว่าด้วยความ sadism and masochism นะครับ ที่กวินกลัวก็เพราะว่าเมื่อ ผู้ใดเมื่อใช้อำนาจ/ความรุนแรง ไปแล้วไซร้ ผู้นั้นย่อมถูกคนในสังคมมองว่า เป็นคนชอบใช้ความรุนแรง ( sadism) และยิ่งหากใช้ความรุนแรง (ทางกาย/ทางวาจา) ไปแล้ว ผู้ที่ถูกกระทำ/ผู้ที่ได้รับผลของความรุนแรง (ทางกาย/ทางวาจา) กลับไม่แสดงทีท่า สะทกสะท้าน ในทางตรงกันข้ามอาจจะรู้สึกชอบ (masochism) ก็จะกลายเป็นเรื่อง โอละพ่อ