กินเจ 9 วันเดือน 9 ตัวเลขนี้มีที่มา
กินเจ 9วันเดือน9 ตัวเลขนี้มีที่มา
|
|

หากกล่าวถึงเจในเรื่องของอาหารเรารับรู้กันว่า อาหารเจ เป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท ที่สำคัญอาหารเจจะงดเว้นการปรุงการเสพผักฉุน 5 ประเภท ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว (คือกระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม) กุยช่าย ใบยาสูบ ข้อมูลเหล่านี้คนส่วนใหญ่ รับรู้ กลุ่มคนที่กินเจอย่างเคร่งครัด จะนุ่งขาวห่มขาว ทำกายใจให้บริสุทธิ์

แต่ความเป็นมาเป็นไปของเทศกาลเจ ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดนัก อีกทั้งยังไม่กระจ่างชัด ในความรู้สึกของผู้คนทั่วไป รองศาสตราจารย์ พรพรรณ จันท โรนานนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาบอกเล่าถึง การกำเนิดขึ้นของเทศกาลเจ ว่ามีหลากหลายความเชื่อ จากการศึกษาพบว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ มีเทศกาลกินเจ 9 วันเหมือนบ้านเรา จะมีก็ช่วงวันตรุษจีนที่กินเจหนึ่งวันของชาวจีนกวางตุ้ง จีน ไหหลำ แต่ไม่ได้กินเจ 9 วัน ชาวจีนนำเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีน จนมีเรื่องเล่าขานต่อมาแตกต่างกันไป ชาวจีนเชื่อว่าการที่ชนกลุ่มน้อย เช่นชาวแมนจูมามีอำนาจเหนือชาวฮั่น ในปลายสมัยราชวงศ์หมิง เป็นความทุกข์โศกอันยิ่งใหญ่ พวกต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูจึง มีคำติดปากว่า “ฝั่นชิงฝูหมิง” คือล้มราชวงศ์ชิงฟื้นฟูราชวงศ์หมิง เมื่อครั้งราชวงศ์ชิงยึดราชวงศ์หมิงที่ปักกิ่ง ข้าราชการที่มีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงต่างหนีการจับกุม โดยตั้งกลุ่มศาสนาเป็นการบังหน้าตามหัวเมืองต่าง ๆ และบางกลุ่มย้ายมาทางเอเชียอาคเนย์ กลุ่มเหล่านี้หวังจะฟื้นฟูราชวงศ์หมิง จึงจัดเทศกาลทางศาสนาตามที่พวกตนนับถือ โดยเลือกวันที่ 9 เดือน 9 เป็นวันทำพิธี ในประเทศจีนก็มีเทศกาลวันที่ 9 เดือน 9 เรียกว่า “ฉงหยางเจี๋ย” แปลว่า วันที่เป็นหยางซ้อนกัน 2 วัน จึงเรียกว่า “ฉงหยางเจี๋ย”

ขณะที่กลุ่มภักดีต่อราชวงศ์หมิงที่ย้ายมาทางเอเชียอาคเนย์พวกเขาได้เซ่นไหว้พระมหากษัตริย์ของราชวงศ์หมิง 9 พระ องค์สืบต่อกันมา พวกเขามีบทสวดมนต์ที่เรียกว่า “ไท้หยางจิง” คำว่า “จิง” แปลว่าบทสวดมนต์ คำว่า “ไท้หยาง” แปลว่าพระอาทิตย์ หมายถึงบทสวดมนต์ พระอาทิตย์และมีบทสวดมนต์ที่เรียกว่า “ไท้อันจิง” เรียกว่าบทสวดพระจันทร์ พระอาทิตย์กับพระจันทร์รวมกันอ่านว่า “หมิง” ซึ่งไปพ้องกับคำว่า “หมิง” ของราชวงศ์ นอกจากนี้ในบทสวดมนต์ดังกล่าวยังเอ่ยคำว่า “ไท้หยาง หมิง หมิง จูกวงโฝว” คำว่า “จูกวงโฝว” ตัวนี้แปลว่า พระรัศมีของพระศรีศากยมุนี มีเสียงไปพ้องกับพระนามพระเจ้า จูหยวนจาง ซึ่งเป็นปฐมบรมกษัตริย์ของราชวงศ์หมิง นอกจากนี้คำว่า “จูกวงโฝว” ยังแปลได้อีกความหมายหนึ่งว่า แสงแห่งราชวงศ์จู ซึ่งหมายถึงแสงแห่งราชวงศ์หมิง กำลังจะฟื้นคืนมานั่นเอง อีกด้านหนึ่งของความเชื่อว่า การกินเจวันที่ 9 เดือน 9 เกี่ยวกับพระโอรสองค์ที่ 9 ของทายาทราชวงศ์หมิง ที่เรียกกันว่า “จิ่ว หวาง” มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ข่าวว่า ราชวงศ์ชิงยกทัพมาปราบกบฏที่มณฑลฮกเกี้ยน พระโอรสองค์ที่ 9 จึงชวนสมัครพรรคพวกไปซุ่มดูอยู่บนภูเขา ระหว่างที่ไพร่พลของราชวงศ์ชิงเข้ามา พรรคพวกยังหาวิธีกำจัดทหารแมนจูไม่ได้ โอรสองค์ที่ 9 เกรงว่าจะไม่ทันการ กลัวว่าทหารแมนจูจะเข้าไปฆ่าฟันผู้คน จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายก่อนที่ทหารราชวงศ์ชิงจะมาถึงตัว หลังจากนั้นทหารได้จัดงานศพให้โอรสองค์ที่ 9 โดยอ้างว่าเป็นการจัดงานศพของเจ้าอาวาสของวัดที่อยู่บนภูเขา เมื่อทหารราชวงศ์ชิงมาถึง ไม่พบหลักฐานการก่อกบฏ ประชาชนก็ปลอดภัย เพื่อเป็นการระลึกถึงโอรสองค์ที่ 9 ประชาชนจึงใส่ชุดขาว กินเจ เพื่อส่งผลบุญให้กับทายาทราชวงศ์หมิง เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อที่เกิดขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า ประเพณีกินเจแท้จริงแล้วกำเนิดขึ้นในเมืองไทยนั่นเอง มีหลักฐานว่าหมู่บ้าน “เซิ่ง อันไจ่” อยู่ในอำเภอเฉิงไห มณฑลกวางตุ้ง มีพิธีกินเจ แบบบ้านเรา ทั้งนี้เล่ากัน มาว่าในช่วง ค.ศ.1473 หรือ รัชศกเฉียนหลงปีที่ 8 มี ชาวแต้จิ๋วอพยพเข้ามาในแผ่น ดินไทยมาก และได้นำรูปของ “จิ่วหวางต้าตี้” หรือพระเจ้าองค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์หมิงกลับไปด้วย อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งประเพณีกินเจบ้านเราอาจเกิดขึ้นที่ภาคใต้ ช่วงยุคทองของการทำเหมืองแร่ จะมีกุลีจีนมาจากแผ่นดินจีนบ้าง มาเลเซียบ้างเข้ามารับจ้าง ปรากฏว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เกิดโรคระบาดกุลีจีนล้มตายจำนวนมาก ผู้หลักผู้ใหญ่ชาว จีนที่เหล่ากุลีจีนนับถือ แนะนำว่าวิธีแก้โรคระบาดต้องนำคณะงิ้วมาเล่นเพื่อปัดเป่า และก่อนที่คณะงิ้วจะเล่นจะมีพิธีที่คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ป่วงเซียง” หรือการแสดงชุดงิ้วเบิกโรงที่อัญเชิญเทพเจ้ามาคุ้มครอง จีนกลางเรียกว่า “ป่างเซียง” แต่ถ้าเป็นศาลเจ้าเปิดใหม่ก็จะมีพิธีปัดเป่ารังควานขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายเพื่อให้สะอาดหมดจด คนแต้จิ๋วเรียกว่า “ชุกสั่ว” ทำพิธี ล้างศาลเจ้าให้สะอาดหมดจด ผู้คนจะใส่ชุดขาว กินเจ ปรากฏว่าหลังทำพิธีโรคระบาดก็หายไป ปีต่อมาจึงจัดพิธีฉลอง ทำบุญให้วิญญาณชั่วร้าย การกินเจในเมืองไทยอาจ จะมีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ ผู้รู้ด้านจีนบอกอีกว่า พูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าขณะนี้ประเพณีกินเจที่จัดอย่างยิ่งใหญ่มี ขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น ประเทศสิงคโปร์ หรือมาเลเซียที่คนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่หนาแน่นก็ไม่มีประเพณีกินเจ 9 วัน และจัดได้ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนกับประเทศไทย และถือว่าเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างดีเข้ากับคนไทยและคนเชื้อสายจีน อีกทั้งยังเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทย ที่เห็นชัดใน จ.ภูเก็ต หรือหาดใหญ่เมื่อถึงเทศกาลกินเจจะมีนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์และมาเลเซียมาร่วมงานจำนวนมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในเทศกาลกินเจ คือการทรงเจ้า แสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะใช้เหล็กแหลมแทงลิ้น ลุยไฟ ปีนบันไดดาบ เป็นต้น “เมื่อเดือนที่แล้วเดินทางไปสิงคโปร์ สิงคโปร์มีความเป็นสมัยใหม่มาก ศาลเจ้าซึ่งเป็นความเชื่อของศาสนาเต๋าถูกรื้อ ไปหมด กลายเป็นว่าศาสนาพุทธมหายานเข้ามาแทนที่ มีรูปพระโพธิสัตว์วางจำหน่ายเต็มตลาดไปหมด สิงคโปร์ไม่มีให้ดูแล้วเรื่องลุยไฟ ปีนบันไดดาบ เอาดอกไม้พลาสติกเสียบเข้าในปาก เขาต้องมาดูที่บ้านเรา” อาจารย์พรพรรณบอกเล่า หลากข้อสันนิษฐานกำเนิดเทศกาลการกินเจ แต่ที่แน่ ๆ แก่นแท้การกินเจที่เราสืบทอดกันมายาวนาน นอกจากสุขภาพดีแล้ว คือความเชื่อเรื่องของจิตใจ ปีละครั้งในเทศ กาลกินเจ เมื่อได้นั่งสมาธิจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ สั่งสมบารมี ทุก อย่างที่เป็นอุป สรรคของชีวิตจะหายหมดไป.
ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ www.dailynews.co.t
|