ข้าพเจ้ามีเรื่องเล่าส่วนตน เรื่องเล่าของทางเดินชีวิตที่อาจจะน่าสนใจสำหรับบางคนและไม่น่าสนใจเอาเลยสำหรับอีกหลายๆคน แต่ก็เป็นเรื่องเล่าที่อาจจะไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ข้าพเจ้าใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตในการอยู่บนโลกนี้ ใช้ชีวิตแบบที่ใครๆ ก็ทำกัน คือเติบโต เข้าศึกษาเรียนรู้วิชาการต่างๆ ของทางโลก ได้ความรู้ส่วนหนึ่งมาใช้ในการดำรงชีวิตแบบโลกๆ แถมเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ที่รู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย และไม่ได้เป็นคนโง่คนเขลาในเรื่องใดๆ ข้าพเจ้าคิดผิด...มีเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่รู้เลย จะเรียกว่าโง่เขลามากๆก็คงได้ คือเรื่องราวของพุทธศาสนา เรื่องราวในวิชาของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามีชื่อว่านับถือศานาพุทธ ตามใบทะเบียนบ้านเท่านั้นแถมคิดเห็นไปว่าการอ่านหนังสือธรรมะ ก็ถือว่าคือชาวพุทธ ถือว่าคือคนที่รู้เรื่องรู้ราวในทางพุทธศาสนาแล้ว นับว่าเห็นผิดไปเยอะทีเดียว
วันหนึ่งข้าพเจ้าก็รับรู้ว่า ที่ผ่านมานั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เรียนรู้เรื่องใดเลยที่เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง การเข้าสู่วิถีแห่งการปฎิบัติธรรมทำให้ข้าพเจ้ารับรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นอะไร เป็นใคร และกำลังเดินไปทางไหน และต้องการอะไรที่แท้จริงในชีวิต
ขอบคุณกัลยาณมิตร ทั้งหลาย ขอบคุณเวลาและโอกาส ขอบคุณเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุน ให้หนึ่งปีกับแปดเดือนที่ผ่านมากลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต
นี่คือเรื่องเล่าตามเส้นทางของข้าพเจ้าที่ได้ก้าวเดินมา จนถึงวันนี้

มกราคม 2550 ข้าพเจ้าได้เข้าสู่การอบรมปฎิบัติธรรมแบบพุทธสายเถรวาท ที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นต่างๆ ของข้าพเจ้ามากมาย คำสอนของท่านอาจารย์ได้จุดประกายความสนใจใฝ่รู้เรื่องราวในทางพุทธศาสนาอย่างมาก ทั้งด้านภาคปฎิบัติและภาคทฤษฎี รวมไปถึงประวัติศาตร์และความเป็นมาของพุทธศาสนา และพยายามสืบเนื่องการปฎิบัติมาตลอด
พฤษภาคม 2550 ได้มีโอกาสพบและได้เข้าไปกราบหลวงปู่อูเตชนียะ ที่เดินทางมาจากเมืองย่างกุ้ง เพื่อมาสอนกรรมฐานให้ลูกศิย์ชาวไทยของท่านที่เชียงใหม่
ในเดือนเดียวกันนี้ หลวงปู่ติช นัทฮันห์ เดินทางมาเมืองไทยในรอบสามสิบปีของท่าน พร้อมกับมีจัดงานภาวนาที่เชียงใหม่ เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเข้าเรียนรู้เรื่องราวและการปฎิบัติธรรมในแนวพุทธ สายเซน มหายาน และข้าพเจ้าก็สืบเนื่องการปฎิบัติด้วยการไปเข้าร่วมกิจกรรมวันแห่งสติกับกลุ่มสังฆะพลัมน้อย ในช่วงเวลาเหล่านั้นก็ไปรับไปส่งกัลยาณมิตรหลายท่านไปปฎิบัติธรรมที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่อยู่เป็นระยะๆ
ตุลาคม 2550 ได้เข้าร่วมงานภาวนากับสมณนักบวชจากหมู่บ้านพลัมลูกศิษย์ของหลวงปู่ติชอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็ยังศึกษาเรียนรู้เรื่องราวในทางเถรวาทไปด้วย
มกราคม 2551 ตั้งใจกลับไปฝึกเข้มอีกครั้งที่ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ แต่ไม่อาจลางานได้ในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้าต้องเลื่อนโปรแกรมนี้ออกไปก่อน
กุมภาพันธ์ 2551 เดินทางไปท่องเที่ยวที่สิกขิม ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจจะไปเที่ยวสังเวชนียสถาน แต่โปรแกรมได้เปลี่ยนแปลงไปในภายหลัง ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน แต่ข้าพเจ้าก็คิดเห็นในใจว่า การได้ไปที่นั่นคงมีอะไรสักอย่าง อาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปยังสถานที่แห่งนั้น และที่สิกขิมนี่เอง คือการเข้าสู่ดินแดนของพุทธวัชรยาน เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมวัดแบบพุทธวัชรยาน จึงเกิดความสนใจขึ้นมาอย่างมาก ในสายการปฎิบัติ แถมได้รับรู้ว่าที่สิกขิม คือที่อยู่แห่งสุดท้ายของประมุขสายการปฎิบัติพุทธวัชยาน ( สาย Kagyu) ที่ได้ลี้ภัยมาอยู่ที่นี่ หลังจากธิเบตแตก
กลับมาจากสิกขิม ข้าพเจ้าสนใจใฝ่รู้เรื่องราวของวัชรยานมากขึ้น และกัลยาณมิตรที่นับถือท่านหนึ่ง ได้มอบหนังสือมาให้อ่านสองเล่มคือ ปัญญาญานแห่งการให้อภัย กับ หนังสือที่ชื่อว่า บนเส้นทางแห่งการฝึกตน ซึ่งเขียนโดย เรจินัลย์ เรย์ เรียบเรียงโดย วิจักขณ์ พานิช ที่น่าสนใจก็คือ คุณวิจักขณ์ เป็นหลานท่านพุทธทาส ในประวัติกล่าวว่า เคยบวชเรียนที่สวนโมกข์ เคยไปฝึกปฎิบัติธรรม จากคุณแม่สิริ กรินชัยด้วยด้วย (ที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ สอนโดยท่านอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของคุณแม่สิริ เช่นกัน )
สิงหาคม 2551 ได้มีโอกาสเข้าฝึกการปฎิบัติแบบพุทธวัชรยาน กับคุณวิจักขณ์ พานิช ในหัวข้อภาวนาคือชีวิต ซึ่งจัดขึ้นที่เชียงใหม่ นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีกเช่นกัน เพราะหลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วชอบใจมาก และคิดเห็นไปว่า นี่อาจจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะนำคนหนุ่มสาวที่กลัวการเข้าวัดปฎิบัติธรรม หันมาสนใจการปฎิบัติสมาธิภาวนากันได้บ้าง นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าเรียนรู้เรื่องราวของสายวัชรยาน เป็นเบื้องต้น และได้รับรู้ในช่วงที่ไปปฎิบัติธรรมว่า คุณตั้ม (วิจักขณ์ ) เป็น Meditation instructor ของพุทธวัชรยาน สาย Kagyu
ในเวลาไม่ถึงสองปี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสที่ดีมากๆ ในการเรียนรู้ฝึกฝนแนวทางปฎิบัติธรรมของพุทธทั้งสามสายสำคัญ คือเถรวาท มหายาน และวัชรยาน เป็นจังหวะและโอกาสอันเหลือเชื่อ และรู้สึกขอบคุณโอกาสเหล่านี้ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ข้าพเจ้าได้พบกัลยาณมิตรมากมายหลายท่าน ที่ส่งเสริม ให้กำลัง ให้คำแนะนำ ให้ปัจจัยทางธรรม อันประกอบด้วยหนังสือธรรมะ ซีดีธรรมะ ทำให้ข้าพเจ้ามีหนังสือดีๆหลายเล่มอ่าน ทั้งทางเถรวาท มหายาน วัชรยาน แถมได้พบครูบาอาจารย์สายต่างๆ ที่แต่ละท่านดูธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา เลย

แล้วยังไงต่อ .....หลายคนอาจตั้งคำถาม คำตอบก็คือ..ข้าพเจ้ายังอยู่ในระหว่างเดินทาง เดินทางศึกษาไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าเลือกที่จะรับเอาแนวทางของสายต่างๆ มาปฎิบัติฝึกฝน และนำมาใช้ในแต่ละสถานการณ์และแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ข้าพเจ้ายังคงต้องเรียนรู้แนวทางการปฎิบัติของเถรวาท ข้าพเจ้ายังต้องปฎิบัติเพิ่มเติมในสายเซน มหายาน และอาจต้องเรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นในแนวทางของวัชรยาน
เส้นทางเดินของข้าพเจ้าจึงอาจจะแตกต่างจากคนอื่นๆ ข้าพเจ้ากำลังอยู่ในระหว่างเดินทางอยู่ แต่ความปรารถนาของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป เมื่อเริ่มต้นเดินทางนั้น ข้าพเจ้ามีความต้องการอย่างแรงกล้า ถึงเรื่องนิพพาน และหลุดพ้น แต่เมื่อได้ฟังคำสอนของหลวงพ่อชา ท่านสอนว่า เราไม่ควรปรารถนาสิ่งใด เพราะที่เราปฎิบัติทั้งหมดนี้คือการปฎิบัติเพื่อการปล่อยและวางทุกสิ่งทุกอย่างลง
หลวงปู่ติช ท่านก็กล่าวว่า การแสวงหานิพพานก็เสมือนปลาแสวงหาน้ำ เพราะอันที่จริง เราทั้งหลายกำลังอยู่ในนิพพานอยู่แล้ว (แต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้น )
และก็ต้องเห็นด้วยกับครูตั้ม -วิจักขณ์ พานิช ว่า The path is the goal ...... หนทางนั่นแหละคือเป้าหมาย
ปิติล้นเห็นชนผู้หาญกล้า ประวารณาเพียรธรรมกรรมฐาน
ด้วยความเพียรจะพบปัญญาญาณ ณ ปัจุบันกาล คือ นิพพาน ไม่ห่างไกล
Good morning ค่ะ
อ่านแล้วขนลุกซู่...หวลระลึกถึงกลิ่นไอของการภาวนาค่ะ :)
สวัสดีค่ะคุณโชคธำรงค์
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมทายทัก พร้อมกับถ้อยคำภาษาที่สวยงามและให้กำลังใจค่ะ
Good morning ค่ะพี่เกียว
อยากจะกล่าวว่า การพบกันของเราทั้งหลายในงานภาวนา อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะคะ เราต่างมีเหตุและปัจจัย ให้โคจรมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง อันนี้อาจจะออกแนว นอกเหตุเหนือผลไปสักหน่อย แต่ก็เคยมีกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง บอกกล่าวกันไว้นานมาแล้วทำนองนี้ โดยบอกว่า อันที่จริงเราไม่ได้พบกันโดยบังเอิญหรอก ... เมื่อเหตุและปัจจัยพร้อม เราก็จะได้พบกันค่ะ
3. sunny
Good morning ค่ะ
เห็นด้วยกับยานะ อาจจะเรียกว่า... ธรรมะจัดสรร.. อย่างที่เรียกกันได้มั้ยนะ :D
รู้สึกได้เรียนรู้อะไรมากมาย...เหลือจะเอ่ยทางวาจา :)
Good morning ค่ะพี่เกียว
งานนี้ ธรรมะจัดสรร จริงๆด้วย
สวัสดีค่ะคุณขจิต
ขอบคุณเช่นกันค่ะที่แวะมาเยี่ยมชมและทักทายกัน
สาธุๆ พี่ยา ขอให้จิตเบิกบานในธรรมยิ่งๆขึ้นไปค่ะ เขียนมาเล่าให้อ่านเรื่อยๆนะคะ
หวัดดีจ้าหมอนิด
เราไม่ได้พบกันโดยบังเอิญ...นิดเคยบอกไว้นานแล้ว จำได้ป่ะ
เพิ่งอ่านเล่ม ปัญญาญาณแห่งการให้อภัย
ชอบจังเลยครับ
คุณวิจักขณ์ พานิช จบที่นาโรปะใช่ไหมครับ
คุ้นๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน ใช่แปลหนังสือดังๆ ช่วงหลังนี่หรือเปล่าครับ
สวัสดีค่ะ คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
ปัญญาญานแห่งการให้อภัย เป็นเล่มที่ตัวเองชอบมากเช่นกันค่ะ ส่วนคุณวิจักขณ์ พานิช จบจากนาโรปะค่ะ รู้สึกเป็นคนไทยคนที่สอง ที่จบมาจากที่นั่น ( ถ้าจำไม่ผิด ) หนังสือที่คุณตั้ม ( วิจักขณ์ ) แปล และเป็นที่รู้จักกัน ก็คือ บนเส้นทางแห่งการฝึกตน อีกเล่มที่เขียนเอง ก็คือ เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ แถมมีบทความที่เขียนลงหนังสือต่างๆด้วยค่ะ