|
ในปัจจุบัน มุสลิมได้ตั้งหลักแหล่งของตนในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยโดยมีที่มาและเหตุผลอันแตกต่างกันออกไป มุสลิมได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย โดยมีผู้ขุดพบเหรียญจารึกภาษาอาหรับต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มุสลิมได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมาย
ในต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีมุสลิมจำนวนหนึ่งอพยพมาจากมาลายูโดยถูกจับเป็นเชลยของกองทัพไทยเป็นต้นตระกูลของชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่ซึ่งตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เช่น สี่แยกบ้านแขก, พระโขนง, มีนบุรี, หนองจอก, ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, นนทบุรี เป็นต้น
บางส่วนก็ตั้งรกรากอยู่ในถิ่นกำเนิดเดิมของตนแต่ไทยได้ปกครองถิ่นนั้นมาตั้งแต่เดิม เช่น จังหวัดต่างๆ ของชายแดนภาคใต้เป็นต้น
บางส่วนเป็นเชื้อสายอินเดียที่อพยบเข้ามาตั้งหลักแหล่งประกอบอาชีพมีอยู่ที่ฝั่งพระนครและธนบุรีบางส่วนเป็นจีนมาจากมณฑลยูนานแผ่นดินใหญ่จีนหลังการปฏิวัติใหญ่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, ตาก, เป็นต้นบางส่วนเป็นชาวอาหรับได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งประกอบการค้าในตัวเมืองใหญ่ เช่นในกรุงเทพฯ ปัตตานี, หาดใหญ่, เป็นต้น
บางส่วนอพยพมาจากอินโดนิเซีย ด้วยเงื่อนไขทางการค้า ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งรกรากอยู่ในปัจจุบันนี้ที่ ทุ่งวัดดอน, มักกะสัน, ลุมพินี เป็นต้น
อิสลามเป็นศาสนาสากลสำหรับมนุษยชาติซึ่งปัจจุบันมีประชาชนชาวโลกนับถือเป็นจำนวนกว่า 1,000 ล้านคนกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลกทั้ง 5 ทวีป ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแอฟริกาเหนือตะวันออกกลางตอนเหนือของคาบสมุทรอินเดีย ตอนกลางของทวีปเอเซีย หมู่เกาะอินโดนิเซียกับคาบสมุทรมาลายู และมีอยู่ในยุโรป อาฟริกาใต้ และออสเตรเลีย
ฐานะของมุสลิมในด้านศาสนาเท่าเทียมกันหมด ในอิสลามไม่มีนักบวช ไม่มีฆราวาสทุกคนต้องปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ของตนโดยเสมอภาคภายใต้บทบัญญัติจากคัมภีร์เล่มเดียวกันบทบัญญัติต่างๆมีผลในทางปฏิบัติแก่มุสลิมทุกคน แม้กระทั่งศาสดาผู้ประกาศอิสลามก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัตินั้น
อิสลามเริ่มมาตั้งแต่มนุษย์คนแรก คือท่านศาสนทูตอาดัม อะลัยฮิสลามในยุคต่อมาๆพระผู้เป็นเจ้าทรงคัดเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นศาสนทูตหรือศาสดาทำการประกาศหลักการแห่งอิสลามแก่มนุษยชาติในยุคนั้นๆสืบต่อจากท่านศาสดาอาดัมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นยุคแห่งการประกาศของท่านศาสดามุฮัมมัด
ศาสนาอิสลามในสมัยสุโขทัย
ราว พ.ศ. 1781 (ค.ศ. 1248) หัวหน้าพวกไทยคนหนึ่งคือพ่อขุนบางกลางท่าวหรือพระเจ้าศรีอินทราทิตย์ ได้ตั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี โอรสองค์ที่ 3 ของพระองค์ทรงพระนามว่า พ่อขุนรามคำแหงได้เผยแพรอาณาจักรเขตของสุโขทัยไปกว้างขวางทางทิศใต้จดแหลมมาลายูตลอดไปจนสุดปลายแหลมศักราชในประวัติศาสตร์แสดงว่าศาสนาอิสลามได้แพร่เขามาในอินเดียและแหลมมาลายูนี้ก่อนที่คนไตจะอพยบมาจากยุนนานในสมัยของพระเจ้าขุนรามคำแหงมหาราชนั้น ปรากฎว่าชาวนครศรีธรรมราชนับถือศาสนาอิสลามกันอยู่จำนวนมากครั้งโบราณพวกอินเดียเดินทางตัดข้ามแหลมมาลายูที่ตะกั่วป่าข้ามเขามาลงที่แม่น้ำตาปีแสดงว่าได้มีหลักแหล่งมานานแล้ว
ในปัจจุบันนี้เราได้พบเครื่องถ้วยชามสังคโลก อันเป็นหัตถกรรมของกรุงสุโขทัยและเป็นสินค้าออกสำคัญยังประเทศมุสลิมหลายแห่ง เช่น ที่อินโดนีเซียซึ่งยังอยู่ในรูปเดิมดีกว่า ที่พบในเมืองไทยเสียอีกนอกจากนี้ยังได้พบในประเทศอิหร่านและในทวีปอาฟริกาอีกหลายแห่งและในประเทศฟิลิปิปินส์ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่1 ด้านที่ 3 บรรทัดที่ 1 มีคำว่า ปสาน ซึ่งหมายถึงตลาดขายของแห้ง และเชื่อกันว่ามาจากศัพย์เปอร์เซีย บาซาร์ (Bazar) หรือมาลายู ปะสัรซึ่งเพี้ยนมาจาก บาซาร์ ข้อความในหลักศิลาจารึกมีว่า "เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้มีปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่า หมากพร้าว มีป่าหมากกลาง มีไร่มีนา มีถิ่นมีถานมีบ้านใหญ่บ้านเล็ก........ "
ใน "ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์" ท่านกาญจนาคพันธ์เขียนว่า "นับเพียงชั้นสุโขทัยที่เกิดศาสนาอิสลามขึ้นแล้วแขกมะหะหมัดที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเรา เรารู้ไม่ได้ว่าเป็นชาติไหนภาษาไหนว่าโดยเฉพาะภาษาหรือชาติอาหรับตามโคลงภาพวัดโพธิ์ที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้จะได้เคยติดต่อหรือเข้ามาอยู่เมืองไทยเก่าแก่มาแล้วอย่างไรก็ไม่มีทาง ทราบได้แต่เมื่อว่าถึงถ้อยคำหรือภาษาที่มีปรากฎเป็นหลักฐานว่าเป็นภาษาแขกใช้เก่าแก่ที่สุดนั้นก็ได้แก่คำว่า "ปสาน" มีอยู่ในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง คำ "ปสาน"นี้ศาสตราจารย์ยอร์ชเซเดส์ ให้คำอธิบายว่า "ตลาดมีห้องแถว ภาษาเปอร์เซียว่า บาซาร์แปลว่าตลาดที่ตั้งประจำ หรือถนนที่มีห้องเป็นร้านค้าในภาษาไทยเขียน คำนี้หลายอย่างเช่นในศิลาจารึกเขียน "ตลาดปสาน"ในกฎหมายลักษณะลักพาของพระเจ้าอู่ทองเขียน "ตลาดพิศาล"เพี้ยนมาในยุคหลังๆเขียน "ตลาดยี่สาน"ลักษณะตลาดของไทยสมัยโบราณกล่าวกว้างๆ เห็นจะมีสองอย่างคือตลาดที่ตั้งประจำอย่างหนึ่ง กับตลาดตั้งชั่วคราว อย่างทึ่เรียกว่า "ตลาดนัด"อีกอย่างหนึ่งหลักฐานเหล่านี้แสดงว่าได้มีการค้าขายระหว่างกรุงสุโขทัยกับมุสลิมมาช้านานที่เดียว
อย่างไรก็ตาม นับเป็น เรื่องที่เมืองไทยเรายังไม่มีประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดถ้าจะกล่าวถึงระยะที่มีประวัติศาสตร์แน่ชัดลงมาก็จัดได้ว่า ความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ที่นับถือศาสนาอิสลาม นั้นมีอยู่ตลอดมาดูตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฎว่าในยุคนั้นคนไทยเป็นชาติที่เดินเรือเก่งกล้าอะไรนักเพราะฉะนั้นเรือสินค้าในสมัยนั้นน่าจะสันนิษฐานว่า เป็นของพวกอาหรับและเปอร์เซียมากกว่า
และการค้าในสมัยนั้นย่อมชักจูงให้มุสลิมมาตั้งหลักแหล่งในกรุงสุโขทัยเป็นธรรมดาแม้แต่คนเดินเรือทะเลของหลวง ในสมัยอยุธยาก็ใช้แต่คนเชื้อสายพวกแขกจามและแขกมาลายูเป็นพื้น ถึงพวกจามและชวา มาลายูแม้ที่สุดจีน ก็คงไปมาถึงกันแต่ก่อนมาช้านาน
|