พ่อสอนลูก

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโรมหาเถระ)
๑. พ่อสอนลูก


๑) การทำงานทำการ มันก็ต้องเหน็ดเหนื่อย การแสวงหาวิชาความรู้ไปเรียนหนังสือมันก็ต้องมีความลำบาก ถ้าหากว่าเราไม่ทนลำบาก และไม่ทนเหน็ดเหนื่อย เรากลายเป็นคนโง่กลายเป็นคนยากจน ต้องเป็นทาสรับใช้ เราจะมีความทุกข์มาก ฉะนั้น ลูกหลานทั้งหลาย จงมีความมานะพยายามในการศึกษามีความ กตัญญูรู้คุณ ต่อ บิดา มารดา รู้คุณของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก็ปวงชนชาวไทย ที่ให้ความสุขแก่เรา อย่าลืมในอดีตว่า บรรพบุรุษของเรา กว่าจะได้พื้นที่นี้มาให้เราอยู่ ต้องหลั่งชีวิตและเลือดเนื้อของท่านหาพื้นที่มาให้เราเพื่อต้องการให้เราทั้งหลายมีอิสรภาพไม่เป็นทาสใครลูกหลานที่รัก พยายามเรียนหนังสือให้มาก ๆ มีปัญญามาก ๆ มีความกตัญญูรู้คุณมากๆ มีความขยันหมั่นเพียรมาก ๆ เราจะมีความสุขลูกหลานอย่าลืมนะว่า ความเป็นผู้ใจดี มีความโอบอ้อมอารี มีความกตัญญูรู้คุณคนเขารักแบบนี้ ถ้าลูกหลานทุกคนมีจริยาอย่าง พระมหาชนก เป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา รู้คุณต่อครูบาอาจารย์ มีความเมตตาปรานี เอื้ออารีต่อคนทั้งหลายลูกหลานก็จะเป็นที่รักของคนทั้งหลายอย่าง พระมหาชนก เหมือนกัน จะอยู่ที่ไหนก็จะมีแต่ความเป็นสุข

๒) ลูกหลานจงฟังให้ดีนะ ความสุขของเราจะมีได้ เพราะไม่มีการทุจริตคิดไม่ชอบ เห็นใครเขามีการทุจริตโกงคนนั้น ข่มเหงคนนี้ ลูกหลานอย่าเอาอย่างนะ นั่นมันเป็นความเลวเขาเป็นคนแต่กาย แต่ว่าใจเป็นสัตว์ อย่างที่พระบาลีท่านว่า มนุสสติรัจฉาโน ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ว่า ใจเป็นสัตว์ มนุสสเปโต ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ ใจเป็นเปรต อย่างนี้ลูกหลานอย่าทำ มันเป็นความเลว เวลานี้มีเยอะ ไม่ช้าเขาก็ตายไปหมด บ้านเมืองของเรากำลังจะเจริญขึ้น ไม่ช้าคนเลวก็ตายหมด ก็จะเหลือแต่คนดี

๓) เมืองเรานี่ มีคนแบบนี้บ้างหรือเปล่านะ เวลาคนอื่นเขาทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ก็ติโน่น ตินี่ ตินี่ ตินั่น อวดตัวว่า วิเศษ ลูกหลานที่รัก ถ้ามีละก็จำไว้นะ ถ้าคนที่มีลีลาอย่างนั้นเกิดขึ้นจงอย่าคบ และลูกหลานที่รัก จงอย่าทำตนเป็นคนเช่นนั้น ต่อไปลูกหลานทุกคนที่จะเป็นผู้บริหารประเทศ แล้วก็ข้าราชการที่โกงที่กิน ข่มเหงชาวบ้าน ลูกหลานเห็นว่าเขาเลว จงอย่าเอาความเลวมาเป็นเครื่องประพฤติปฏิบัติตามเขา ไม่เช่นนั้นลูกหลานทุกคนจะกลายเป็นคนเลวตามไปด้วย

๔) ถ้าสมบัติส่วนกลางคนทุกคนควรรักษาด้วยชีวิตเหมือนกับรักษาประเทศถ้าสมบัติส่วนกลางต่างคนต่างถือว่าไม่ใช่ของเรา เมินเฉย ไม่ช้าหรอกใจมันก็จะยาวไปถือว่าประเทศชาติไม่ใช่ของเราในที่สุดเราก็จะเป็นข้าเขาหมด ฉะนั้น ขอบรรดาลูกหลานทุกคน จงคิดว่า สมบัติส่วนกลางนั้นเป็นสมบัติของเราของที่ว่าเป็นของทางราชการนั้นก็คือ เป็นของภาษีอากรที่เราเสียไป เป็นของพ่อแม่ของเราเป็นของที่พวกเราทำขึ้น ฉะนั้น ทุกสิ่งจะเป็นวัตถุก็ดี แม้แต่ผืนแผ่นดินก็ดี ทุกตารางนิ้วที่เรานั่ง นอน ยืน เดินกันอยู่นี่อย่าลืมว่า เราเดินอยู่บนร่างกายและชีวิต และเลือดเนื้อของ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ต้นตระกูลที่ท่านหามาได้ด้วยชีวิต ร่างกายต้องทับถมพื้นแผ่นดิน เราเดินอยู่นี่มันสูงขึ้นเท่าไรเพราะท่านเอาชีวิตและร่างกายท่านแลกสมบัติให้เราไว้ ฉะนั้น ผืนแผ่นดินของไทยทุกเขตทุกตารางนิ้วจงถือว่าเป็นร่างกายของ ปู่ ย่า ตา ยายของเรา เราจงอย่ายอมให้ข้าศึกล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่หนึ่งตารางเซ็นต์ ถ้าล่วงล้ำเข้ามาเมื่อไร นั่นเราจะต้องยอมตายกันทั้งชาติ

๕) คนไทยทั้งชาติ ควรจะตั้งอยู่ใน สังคหวัตถุ ๔ และมี ศีล เสมอกัน มี จาคะเสมอกัน มีศรัทธา เสมอกัน มี ปัญญา เสมอกัน (สัมปรายิกัตถะ ๔) มี ศีล เสมอกัน หมายถึง ต่างคนต่างรักความเป็นสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มี จาคะ เสมอกัน หมายถึง การมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างความ รัก สร้างความเป็นปึกแผ่น มี ศรัทธา เสมอกัน คือ มีความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ มี ปัญญา เสมอกัน คือ ก่อนที่จะเชื่อ ใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อน ทุกคนถ้าอยู่ร่วมกันได้แบบนี้ก็หมายถึงว่า เราทั้งชาติมีความสุขและไม่มีใครสามารถทำอันตรายเราได้

๖) อย่าคิดว่าบวชพระดีนะ ถ้าลูกหลานเข้าใจดีจริง ๆ จึงให้บวช อย่าลงทุนซื้อนรก แต่ว่าเวลานี้ทำส่งเดช อยู่ ๆ ไปบอก ผมจะบวช ลูกฉันจะบวช แต่ลูกไม่เคยไปพบกับพระ การบวชนี่กรรมหนักมาก ถ้าพลาดนิดเดียว อาบัติปาราชิก อาบัติปาราชิกมี ๔ สิกขาบท สิกขาบทที่ขาดง่ายที่สุดคือ ลักของราคา ๑ บาทขึ้นไป ขาดจากความเป็นพระทันที อยากได้แก้วในกุฏิเขา เราไม่มีใช้ คว้าไปโดยเจ้าของไม่อนุญาตถ้าฆราวาสลักของเขาไปศีลขาด ถ้าพระลักของไปศีลไม่ขาดหรือ ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ฉะนั้นในการเข้ามาบวชต้องศึกษากันก่อน พระพุทธเจ้ามอบอำนาจแก่สงฆ์ คนที่จะเข้ามาบวชต้องอยู่ใน ติตถิยปริวาส ปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ก่อน ๓ เดือน ภายใน ๓ เดือน จังหวะไหนก็ได้ ถ้าไม่ดีเขาไม่ให้บวช ถ้า ๓ เดือน ยังไม่ดีก็อีก ๓ เดือน ถ้า ๓ เดือน ๓ หนยังไม่ดีอีก ไม่ให้บวชเลย เวลานี้ว่าอย่างไรลูกจะบวชแล้วลูกยังทำงาน ยังมาไม่ได้ที่วัดเคยมี ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันโยม ทำไมลูกมาพบพระไม่ได้ พบไม่ได้จะบวชได้อย่างไร ใช่ไหม แล้วก็ไม่ศึกษาอะไรเลย ถ้าห่มผ้าเหลือง จะเป็นพระหรือ เขาเสีย และเจ้าของวัดก็เสียด้วย คนแบบนั้นเราจะรับมาทำไม