จุดประสงค์ของการแต่งงานในศาสนาอิสลาม
โดย ทั่วไป ศาสนาอิสลามมองว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของการแต่งงานตาม หลัก ศาสนาคือ การมอบความปรองดองรักใคร่แก่กันและกัน การให้กำเนิดบุตร และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกตามพระบัญชาของพระอัลเลาะห์
"การแต่ง งาน เป็นผลที่สนองตอบทางด้านอารมณ์และจิตใจ ที่มาจาก ความรักใคร่ และความเสน่หาทั้ง จากรูปลักษณ์ภายนอก และความดีงามภายใน และยังเป็นวิถี ทางของการดับ อารมณ์เครียดในตัวมนุษย์ที่พึงจะมี อีกทั้ง การแต่งงานยังถือเป็น หนทางของการพัฒนาจากระดับความใคร่ ไปสู่ความรักอันกลมเกลียวในครอบครัว ศาสนิกชนบางท่านอาจเลือกที่จะไม่แต่งงาน แต่ในความเป็นจริง หากใครที่มีโอกาส ได้แต่งงาน ผู้นั้นถือว่าเป็นผู้ที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระอัลเลาะห์ได้อย่างสมบูรณ์"
การแต่งงานในศาสนาอิสลามถือเป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่ใคร จะมาล้อเล่น กันง่ายๆ เพราะการแต่งงานคือ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เกิดจากการ ยินยอม อย่าง แข็งขัน ของทั้ง ฝ่ายชาย และหญิงในการอยู่ร่วมกัน ไม่เหมือนกับการซื้อเสื้อผ้า ที่สามารถขอเปลี่ยน ตัวใหม่ได้ ทันที ถ้ารู้สึกว่าตัวนี้ไม่ชอบเอาซะเลย เพราะศาสนา อิสลามถือว่า คู่ครอง ที่แต่งงานด้วยคือเนื้อคู่ที่จะอยู่ด้วยกันจนวันตาย "การแต่งงาน ถือว่าเป็นการปฏิบัติ ตาม คำสอน ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ไปแล้ว ครึ่งหนึ่ง"
สำหรับการแต่งงานตามหลักศาสนาอิสลาม จะดำเนินไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ค่ะ
- เป็นการยินยอมในการอยู่กินฉันสามีภรรยา ของคู่แต่งงานเอง และญาติๆ ทั้งสองฝ่าย
- มีการมอบสินสอด เพื่อเป็นของกำนัลที่เจ้าบ่าวพึงมีต่อเจ้าสาว
- ประกอบด้วยพยานในพิธี อย่างน้อย 2 คน ชายหรือหญิงก็ได้
- มีการประกาศเพื่อเฉลิมฉลองพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ ให้สังคมรับรู้
เมื่อ การแต่งงาน คือเรื่องของการยินยอม หากการแต่งงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ ของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นผู้จัดการให้ หรือบงการเองทั้งหมด (หรือที่เรียกว่า คลุมถุงชน นั่นล่ะค่ะ) ทำให้ลูกหลานที่จะต้องเข้าร่วมพิธีวิวาห์ ไม่มีโอกาสเลือก เป็นอย่างอื่นได้ แต่หารู้ไม่ค่ะว่า ความเป็นจริงแล้ว การแต่งงาน คือพิธีการ ที่เกิดขึ้นจากความยินยอมของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงนั้นๆ เป็นสำคัญมากกว่าค่ะ
ดังนั้น ความสำคัญของการแต่งงาน จึงอยู่ที่ความสมัครใจของคนสองคนว่า พร้อมจะร่วมหอลงโรงกันหรือไม่ ไม่ใช่ว่า ผู้ใหญ่จะเป็นคนตัดสินใจให้ได้นะคะ และในกรณีที่ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เกิดไม่รู้สึกยินยอม การแต่งงานนั้นก็ไม่ สามารถ กระทำได้ อย่างในสมัยท่านศาสดานบี มูฮัมหมัด ท่านเคยถูก หญิงสาว นางหนึ่ง ร้องเรียน ว่าเธอถูกบิดาบังเกิดเกล้าจับให้แต่งงาน โดยที่เธอไม่สมัครใจ เลยแม้ แต่นิด ท่านศาสดาเห็นว่า การแต่งงานนี้ไม่ได้เกิดจากความยินยอมที่ถูกต้อง จึงให้ยกเลิกการแต่งงานนั้นไปโดยปริยาย
การปฏิบัติตนในฐานะสามีภรรยาที่ดี
ให้การเลี้ยงดูภรรยา
ตาม หลักคำสอนในพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ระบุไว้อย่างชัดเจนค่ะว่า หน้าที่สำคัญ ของสามีประการแรก คือการเลี้ยงดูภรรย าด้วยความรักและ ความเอาใจใส่ โดยไม่เกี่ยง ว่า ภรรยาของตนจะนับถือศาสนาใดก็ตาม จะรวยหรือจนแค่ไหน หรือสุขภาพร่างกายจะอ่อนแอสักเพียงใด สามีจะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบ ในตัวเธอ และทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย เมื่ออยู่ในความค้ำจุน ของสามี เพื่อเธอจะได้ ทำหน้าที่ ศรีภรรยา ได้อย่างสมบูรณ์
สิ่งที่สามีจะ ปฏิบัติต่อภรรยา ได้แก่ การจัดหาที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคให้กับเธอ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และไม่ว่าสามีจะต้อง เดินทางรอนแรมไป ณ ที่แห่งใด ก็เป็นหน้าที่อีกเช่นกันค่ะ ที่สามีจะต้อง ให้ภรรยาติดตามตนไปด้วย
นอกจากนี้ ในกรณีที่ภรรยา ต้องการคนรับใช้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ ของเธอ ในการดูแลทำความสะอาดบ้าน สามีก็จะต้องเป็นผู้จัดหาคนรับใช้นั้น มาให้ อย่างที่เธอต้องการ เพื่อไม่ให้เธอต้องลำบาก ท่านศาสดานบี มูฮัมหมัด เคยกล่าว ไว้ค่ะว่า การเป็นสามีที่ดี ก็คือการเป็นศาสนิกชนที่ประเสริฐยิ่ง
มอบสินสอดตามประเพณี
ศาสนา อิสลาม ให้ความสำคัญกับเรื่องสินสอดทองหมั้น ที่ฝ่ายชายต้องมอบ ให้กับฝ่ายหญิงเพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงานอย่างมากทีเดียวค่ะ ถ้าฝ่าย ชายละเลยในเรื่องของสินสอด การแต่งงานก็ถือเป็นอันต้องโมฆะไป ซึ่งตาม หลักแล้ว มูลค่าของสินสอดที่ว่า จะเป็นเรื่องที่ตกลงกัน ระหว่างผู้ปกครอง ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง และไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในรูปของเงินทอง เพชรนิลจินดาเสมอไป อาจแทนด้วยสิ่งมีค่าที่เป็นนามธรรม เช่น การสอนอ่าน พระคัมภีร์อัลกุรอ่านอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ สินสอดที่ฝ่ายชาย นำมามอบในพิธี จะถือเป็นสมบัติของฝ่ายหญิง ในทันที เมื่อทำการมอบให้แล้ว การมอบสินสอดของศาสนาอิสลาม ไม่เหมือน กับประเพณี ของบางศาสนา ที่จะต้องให้ผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เป็นผู้มอบสินสอด ให้กับฝ่าย ชาย เพื่อมาแต่งงานกับลูกสาวของตน ซึ่งค่านิยมเช่นนี้ ไม่มีให้เห็นใน ศาสนา อิสลาม และซ้ำยังถูกว่า เป็นการไม่ให้เกียรติ กับสตรีเพศ อีกด้วย
