รู้เท่าทันในอารมณ์ตนเอง

 

ธรรมะคือคุณากร (หลักบริหาร) : สุขภาพจิตในพระพุทธศาสนา

โดย ศจ.แสงจันทร์งาม

การรักษาจิต คือ หัวใจของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งในโลกที่ให้ความสำคัญอย่างสูงแก่จิตใจธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฏก 45 เล่ม เมื่อสรุปลงแล้วมี 3 คือ

ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีลที่แท้จริงได้แก่ วิวัติเจตนา หรือ ความคิดงดเว้นจากความชั่วซึ่งเป็นเรื่องของจิตใจ สมาธิ การทำใจให้สงบก็เป็นเรื่องของใจ และ ปัญญาการสร้างความรู้ทั่วไปให้เกิดขึ้นในใจ ก็เป็นเรื่องของจิตใจ

ฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงรวมอยู่ที่จิตใจ ถ้าเรารักษาใจตัวเดียวได้ ก็ชื่อว่าปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้าได้ทั้งหมด

ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุใหม่องค์หนึ่ง เกิดความท้อถอยในการปฏิบัติธรรม เพราะเหตุว่าธรรมวินัยในพระพุทธศาสนามีมากข้อมากมาตราปฏิบัติไม่ไหวพระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้รักษาจิตเป็นสำคัญซึ่งต่อมาไม่นานหลังจากที่พระภิกษุองค์นั้น ได้ถือปฏิบัติรักษาจิตอย่างเคร่งครัดก็ได้บรรลุพระอรหันต์ แสดงว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ การรักษาจิต

โรคจิตในทางพระพุทธศาสนา

หมายถึง กิเลส หรือ ตัวประกอบทางจิตต่างๆที่มาทำให้จิตเสียคุณภาพ และ เสียสุขภาพ ทำใจให้เศร้าหมอง บางทีก็เรียกว่า อาสวะแปลว่า สิ่งที่หมักหมมทับถมอยู่ในใจ บางครั้งก็เรียก อนุสัย แปลว่าสิ่งที่เกาะจับจิตใจ

โรคจิตตัวที่ละเอียดที่สุด เรียกว่า อวิชชา คือความโง่ ความไม่รู้ความจริง ไม่รู้ใน อริยสัจ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ และมรรค

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา จำแนกโรคจิตไว้อย่างละเอียดถึง 1608 ชนิด เช่นตัณหา ความอยาก อุปาทาน ความยึดถือ โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลงเป็นต้น

การแบ่งประเภทของคนตามโรคจิต

พระพุทธศาสนาจัดประเภทตามขนาดโรคจิตเป็นชั้นๆ คือ

1.
อันธพาลชน คือคนที่มีปริมาณของโรคที่เข้มข้นมาก มีพฤติกรรมเป็นอันตราย ต่อสังคม
2.
พาลชน คือคนที่มีปริมาณของโรคเข้มข้นปานกลาง
3.
ปุถุชน คือพวกที่มีทั้งคุณและโทษต่อสังคม
4.
กัลยาณชน คือ พวกที่มีคุณมากกว่าโทษ
5.
อริยชน ขั้นโสดาบัน คือ บุคคลที่ละโรคจิตได้เด็ดขาด ร้อยละ 25
6.
อริยชนขั้นสกิทาคามี ละขาดได้ ร้อยละ 50
7.
อริยชน ขั้นอนาคามี ละขาดได้ ร้อยละ 75
8.
อริยชน ขั้นอรหันต์ ละขาดได้เต็มร้อย คือ ไม่มีโรคจิตเหลืออยู่อีกเลย

การแยกโรคจิต ตามระดับความละเอียด

1.
ละเอียดที่สุด เรียกว่าอวิชชา ความไม่รู้ความจริง ความโง่ ความมืดมัวของจิต ที่ไม่รู้ ใน อริยสัจ 4 คือไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ และ ไม่รู้วิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ส่วนความจริงที่ไม่รู้นั้นมีหลายประเภท คือ

สมมติสัจจะสภาวสัจจะ ปรมัตถสัจจะ และ อริยสัจจะ ทางพระพุทธศาสนา ต้องรู้อริยสัจจะจึงจะกำจัดอวิชชาได้ และเป็นพระอริยเจ้า

2.
ละเอียดขนาดกลาง มี 2 ประเภทคือ ตัณหา และ อุปาทาน ประเภทแรก ตัณหา แปลว่า ความอยากได้ มี 2 อย่าง คือ ภวตัณหาคือ ได้มาแล้วอยากให้มีอยู่ กับ วิภวตัณหา คือ มีแล้วเบื่อ อยากให้พ้น ประเภทที่สองอุปาทาน แปลว่า ความยึดถือ ติดอยู่ในสมบัติสัจจะ สภาวสัจจะ และปรมัตถสัจจะติดอยู่ในเรา ในเขา และ ของเรา ของเขา

3.
หยาบขนาดกลาง ได้แก่โรตจิต 3 ประการ ที่เรียกว่า อกุศลมูล คือ

เหตุแห่ง ความชั่ว มี โลภะ ความโลภอยากได้โทสะ ความโกรธเคือง ขุ่นแค้น โมหะความหลงใหลมัวเมา

4.
หยาบที่สุด มี 3 ประเภท คือ อภิชฌา คือ ความเพ่งเล็งอยากได้ จนจิตใจมืดมัว ไม่มีเหตุผลใดๆ เหลืออยู่ความพยาบาท ความคิดมุ่งร้ายต่อผู้อื่น มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด เช่น เห็นถูกเป็นผิดเห็นดีเป็นชั่ว เห็นจริงเป็นเท็จ เป็นต้น เป็นพฤติกรรมทางจิต

เมื่อใจถูกโรคจิตเหล่านี้บ่อนทำลายแล้ว จิตก็เสียสุขภาพ เศร้าหมองเดือดร้อน วุ่นวายกระสับกระส่าย เมื่อจิตเช่นนี้ แสดงพฤติกรรมออกมาทางวาจาคำพูดก็จะเป็นไปเพื่อทำลาย เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดกระแทกแดกดันเมื่อแสดงออกมาทางกาย ก็จะเป็นการฆ่า ทรมาน เบียดเบียน ลัก ปล้น จี้ โกงประพฤติผิดกามประเวณี ดื่มยาดองของเมา

เมื่อโรคจิตแสดงพฤติกรรมออกมาทางกายวาจา ใจ ครบทั้ง 3 แล้ว ผู้ป่วยโรคจิตก็จะได้ผล 3 ประการ คือ ผลทางใจจะได้รับความเดือดร้อน ความโศก ความทุกข์ระทมตรมใจ ความสะดุ้ง
หวาดกลัว เป็นต้น

ผลทางกาย จะถูกทำลายตอบ จะถูกจับ จำขัง ถูกทรมาน หมดอิสรภาพ

ผลทางสังคม จะถูกคนเกลียดชัง ถูกตำหนิติเตียน เสื่อมจากลาภ ยศสรรเสริญถูกตัดญาติขาดมิตร เป็นต้น

วิธีรักษา ควบคุม และ แก้ไข

เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพจิตเป็นปกติ ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงวิธีจัดการกับโรคจิตไว้หลายวิธี ตามระยะต่างๆ ของโรค คือ

1.
วิธีระงับผลทุกข์วิธีนี้ใช้เมื่อคนตกเป็นทาสของจิตจนกระทำความชั่ว และได้รับผล คือ ความทุกข์แล้วเช่น นักโทษที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ คนอกหัก ผู้ที่ประสบภัยต่าง ๆ ซึ่งในขั้นนี้