ปนเปื้อน (contaminate) กับ ปนปลอม (adulterate) อาจต่างกันได้เป็นร้อยเท่า เป็นหมื่นเท่า หรือเป็นล้านเท่า

 

ภาพโครงสร้างทางเคมีของ melamine (ที่มา: Wikipedia)

โครงสร้างนี้ มีไนโตรเจนอยู่เยอะมาก ถึง 68 % หรือทุกเนื้อสาร 3 กรัม เป็นเนื้อไนโตรเจนถึง 2 กรัม

ในการวิเคราะห์โปรตีนโดยวิธีตรวจราคาไม่แพงนักเช่นวิธีตรวจแบบ Kjeldahl method (http://en.wikipedia.org/wiki/Kjeldahl_method)  ก็วัดปริมาณไนโตรเจน ไม่ใช่วัดโปรตีนโดยตรง เพราะวัดโปรตีนโดยตรง วัดยาก ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนราคาแพง ๆ การวัดไนโตรเจนทำได้ง่ายกว่า ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่า

ดังนั้น มีคนหัวใส ใช้สารนี้ปลอมปนเข้าไปในสารอาหารประเภทโปรตีน เพราะหลอกวิธีตรวจทั่วไปได้ เพราะทำให้ปริมาณไนโตรเจนที่วัดได้ สูงขึ้นมาก ทำให้เวลาตรวจสอบคุณภาพอาหาร แล้วมีสารนี้ปนปลอมใส่เข้าไป คนตรวจโดยวิธี Kjeldahl อาจนึกว่า โห ! ครั้งนี้มีเนื้อโปรตีนเยอะจัง (โปรตีนเยอะเพราะตัวเองโดนตุ๋นซะเปื่อยนะสิ จะอะไรซะอีก เพราะจริง ๆ แล้วที่เขาเห็นคือ เห็นไนโตรเจนเยอะ)

จริงอยู่ว่าสารนี้ละลายน้ำดีมาก ดูเผิน ๆ น่าจะขับออกทางไตได้โดยไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือ มันโดนร่างกายเปลี่ยนโครงสร้างโดยปฎิกิริยา hydrolysis ได้ไม่ยาก

ร่างกายมีกลไกในการทำ hydrolysis อยู่แล้ว เป็นกระบวนการทางเคมีพื้นฐานของชีวิตประเภทหนึ่ง เมื่อมีสารที่เกิด hydrolysis ได้ ร่างกายก็ไม่ได้แยกแยะว่าเกิดแล้วจะน่ารักหรือเกิดแล้วจะน่าเกลียด ก็ทำหน้าที่ตามปรกติ คือจับมาเจี๋ยนโดยการ hydrolysis

เมื่อโดนร่างกาย hydrolysis แล้ว เกิดสารที่เรียกว่า cyanuric acid ซึ่งโครงสร้างคล้ายเดิมมาก และอยู่เดี่ยว ๆ ก็ละลายได้ดี (http://en.wikipedia.org/wiki/Cyanuric_acid) ดังภาพ

Cyanuric acid (ที่มา: Wikipedia)


แต่ปรากฎว่า ตัวสารตั้งต้น (เมลามีน) สามารถจับกับสารที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงไปในร่างกาย (cyanuric acid) เกิดเป็นโครงสร้างใหม่ที่ละลายแย่มาก แถมเป็นพิษสูง ก็จะไปตกตะกอนในไต (ดังที่มีรายงานข่าวว่า ไตวายกันเป็นเบือ) [ซึ่งหน้าที่หลักของไตคือกรองทิ้งสารที่ไม่ต้องการที่ละละลายน้ำได้]

ภาพmelamine จับกับ cyanuric acid เกิดสารประกอบเชิงซ้อนที่ไม่ละลายน้ำ

ที่มา:ภาพจาก Royal Society of Chemistry (http://www.rsc.org/ej/CS/2001/b008033k/b008033k-f6.gif)

 

ลองนึกถึงแผ่นกรองในระบบกรองน้ำ ถ้าป้อนน้ำใสเข้าไป กรองได้นานมาก แต่ป้อนน้ำสกปรกเข้าไป เดี๋ยวเดียวแผ่นกรองก็อุดตันเพราะตะกอน โมเลกุลยักษ์ของสารประกอบเชิงซ้อนนี้ ก็ทำตัวเหมือนตะกอนที่ว่า

คนที่โดนสารพิษตกตะกอนในไตนี่น่าสงสารมาก ชีวิตนี้ เหมือนจบสิ้นแล้ว เพราะต้องล้างไตกันตลอดชีวิต ค่าใช้จ่ายไม่ใช่ถูก ๆ เพราะล้างไต ไม่เหมือนถอดแผ่นกรองในตัวกรองมาใส่ตระกร้าล้างน้ำ

ดังนั้น สาระหลักของเรื่องในกรณีนี้ อาจไม่ใช่ปัญหาเรื่องปนเปื้อน (contaminate) แต่เป็นปัญหาเรื่องปนปลอม (adulterant)

ปนเปื้อนคือการที่มีหลุด มีหลงมา จากสาเหตุที่ไม่ตั้งใจ มักมีน้อย แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องมีการควบคุมโดยมาตรฐานอุตสาหกรรม ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ล้วนพยายามคุมให้มีน้อยที่สุด และมักมีมาตรฐานรองรับที่มักใช้การได้พอสมควรว่า ไม่ก่อปัญหาต่อสุขภาพเมื่อใช้ในสภาวะทั่วไป เช่น ภาชนะที่ใส่อาหารสำหรับเข้าไมโครเวฟ ก็จะผ่านการทดสอบมาตรฐานมาแล้วว่ามีเมลามีนหลุดออกมาได้ไม่มากถึงขั้นอันตราย (แต่ขนาดนั้น คนที่กลัวมะเร็ง ก็จะไม่กล้าใช้ภาชนะแนวนี้อยู่ดี - แต่ผมเองก็ใช้นะ เพียงแต่ใช้แบบกล้า ๆ กลัว ๆ คือเวลาจะนึ่งอาหารในไมโครเวฟ ผมใส่น้ำในถ้วยเมลามีน แล้วถ้วยอาหารแบบกระเบื้องเคลือบวางในน้ำอีกที แล้วปิดฝาครอบเมลามีนที่เจาะรู ก็จะเป็นเครื่องนึ่งที่อุ่นอาหารได้เร็วมาก โดยลดการที่อาหารสัมผัสกับพลาชนะพลาสติก ทั้งที่โดยเหตุและผลแล้ว มันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่)

แต่ปนปลอม เป็นการใส่โดยตั้งใจ กลับแหกกฎเกณฑ์ ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยไม่แยแสถึงชีวิตคน สามารถสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าอย่างมหาศาล

สมัยผมเด็ก ๆ กินข้าวเจอกรวดทราย ถ้ามีน้อย รู้ว่า เกิดจากการปนเปื้อนดินเปื้อนทราย กระสอบหนึ่ง อาจมีไม่กี่เม็ด แต่ถ้ามีมาก เกิดจากพ่อค้าหัวใส ใส่ดินใส่ทรายปนปลอม กระสอบหนึ่ง อาจปนได้เป็นกิโลกรัม (สมัยก่อนเป็นกระสอบร้อยกิโลกรัม)

ปนปลอม น่ากลัวกว่าปนเปื้อน เพราะใส่โดยเจตนา ไม่ใช่หลุดออกมาจากภาชนะ จึงรุนแรงกว่าได้นับล้าน ๆ เท่า

ผลกระทบ จึงไม่ต่างจากการที่ฆาตกรโรคจิต พยายามสังหารหมู่คนทั้งเมือง โดยโรยใส่ยาพิษให้คนกินในอาหาร

แต่ละปี ทั้งโลกผลิตเมลามีนไม่รู้กี่หมื่นตันไว้ใช้ในอุตสาหกรรมพื้นฐาน ใครจะไปรู้ว่ามีหลุดมาใช้เพื่อปลอมปนอาหารเท่าไหร่ ?

ประเด็นนี้ คงต้องขอเชิญอ่านต่อที่นี่

เนื้อหาที่เขียน ใช้ข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Melamine เป็นหลัก