ผจญภัย (ภาค non- วิชาการ)
สัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสไปไต้หวัน ไม่ได้ไปเที่ยวนะ ไปดูงาน พานักเรียนไปดูงานที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไต้หวัน มีเรื่องสนุกเยอะแยะ และมีประสบการณ์ติดพายุไต้ฝุ่นอีกต่างหาก
ไปวันอาฑิตย์ บิน ไชน่าแอร์ไลน์ ไปกัน 17 คน เป็นอาจารย์หลายคน เป็นนักเรียนไม่กี่คน ถือเป็นการพัฒนาอาจารย์ไปด้วยในตัว จุดประสงค์ก็คือไปแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องโรคจากการทำงานและอาชีวอนามัย ที่ National Taiwan University นั่นเอง เคยไปมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่ได้ไปใหน ได้แต่นั่งฟังการสอนและพูดคุยเรื่องงานกัน ไปแล้วก็กลับ ไม่ได้ทัศนศึกษาอะไรมาก มาครั้งนี้เลยถือโอกาสมาเตรียมตัวก่อน เดื๋ยวจะเล่าให้ฟัง.....
มาถึงสนามบินเถาหยวน (เจียงไคเช็คเดิม เขาว่า เฉินสุยเปี่ยนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า เป็นประธานาธิบดี เปลี่ยนทุกอย่างที่เป็นก๊กมินตั๋งไปหมด .......ไกด์ว่าไว้ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง) เวลาบ่ายโมง ไกด์มายกป้ายรับคิดว่าเข้าเมืองจะมีปัญหา เพราะมีผู้หญิงหลายคน ปรากฏว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เข้าสบายมาก มาขึ้นรถบัสคันใหญ่นั่งสบายมาก เก้าอี้คนละตัวก็ยังเหลือ ไกด์ก็เล่าเรื่องต่างๆ แต่จะเยอะเรื่องการเมืองระหว่างสองพรรคนี้ รู้สึกว่าที่ไต้หวันจะเลือกข้างชัดเจน ถ้าไม่อยู่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ก็อยู่ก๊กมินตั๋ง เป็นเรื่องสำคัญ ที่คุยกันไม่ได้ ทะเลาะกันจะตายแน่นอน ไปทเที่ยวอุทยานหินก่อน เขาเรียกอะไรไม่รู้ แต่จะขอเรียกอุทยาน แย่แล้ว ก็แล้วกัน (จริงๆมันชื่อ เหยเหลี่ยว) มีก้อนหินรูปร่างประหลาดคล้ายเห็ด เกิดจากการม้วนตัวของแผ่นดินเนื่องจากเป็นเพลทของแผ่นดิน และมีน้ำเซาะ มีหินรูปหนึ่งเป็นคล้ายหน้าราชินีอียิปต์ แต่เขาเรียกหินอาลิซาเบท คนถ่ายรูปกันตรึม ต่อมาก็ไปที่ตึก 101 ที่คุยว่าเป็นตึกสูงที่สุด ก็ไปเดินดู ปรากฏว่าต้องเสียเงินขึ้น 400 NT เลยไม่ขึ้น (เคยขึ้นมาแล้ว) ด้านล่างมีศูนย์การค้าก็ธรรมดาเป็นสินค้าแบรนด์เนมทั้งหมดไม่ซื้อ..... เลยไปเดินเล่นด้านล่าง มีศูนย์การค้า New york, New york ซึ่งเป็นศูนย์การค้าชาวบ้าน สนุกดี สินค้าก็เหมือนของเราไปหมด เพียงแต่ป้ายบอกราคาและคนเข้าพูดภาษาจีนเท่านั้น แล้วก็กินข้าว อาหารจีนอย่างดี (รู้สึกดีกว่าจีนแดงมาก) แต่เฉพาะมื้อแรกนะ แล้วก็กลับโรงแรมที่อยู่ไกลที่ดูงานมาก เกิดจากการเข้าใจผิดซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญทีเดียว เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง
วันรุ่งขึ้นตื่นแต่ ไก่โห่ ตื่นตี 4 (ตี 5 ไต้หวัน) กินข้าว 6 โมง (ตี 5 เมืองไทย) และออกจากโรงแรม 7 โมง (6 โมงเช้าเมืองไทย) ไปถึงมหาวิทยาลัย 8 โมง โปรเฟสเซอร์มาต้อนรับ นั่งฟังบรรยายทุกวันตั้งแต่ 8.10-16.45 เต็มเหยียดแต่มีประโยชน์ดี วันจันทร์เย็นเนื่องจากมีเลี้ยงของกระทรวงต่างประเทศ เพราะทางมหิดลของเราไปเซ็นสัญญาแลกเปลี่ยนนักเรียนกัน เลยได้กินเลี้ยงฉลองร่วมกัน อาหารดีมาก รู้จักกันหมดทุกคนเนื่องจากในวงการเดียวกัน เป็นโต๊ะจีนจริงๆ ถ่ายรูปหมูแล้วก็กลับที่พัก สลบไสลไปหมด ที่นี่ดีเพราะโรงแรมมีอินเตอร์เน็ทให้ใช้ฟรี เลยนำ eeepc ไปตัวเล็กดี ซื้อรุ่นแรกราคาย่อมเยาไม่ถึง 8000 ใช้ได้ดีทีเดียว (จากเมืองไทยนะ ที่นี่คอมแพงกว่าเมืองไทย) วันที่สองพอเรียนเสร็จ ก็ไปเที่ยวตลาด ซื่อหลิน เดินจนเย็นย่ำ ดึกเลย (ไปกินข้าวเย็น 17.30 น) เป็นตลาดเสื้อผ้า 95% คนเยอะมาก มีตำรวจเทศกิจ เดินไปมา พอตำรวจเดินมาทีก็ยกของหนี พอตำรวจไป ก็ยกของมาตั้ง ไม่ได้ซื้ออะไรหรอก แต่พวกผู้หญิงก็ได้ของมาเยอะแยะเลย
วันพุธหลังจากเรียนเสร็จ ก็ไปไหว้เจ้าแม่กวนอิม มีตลาดเล็กๆ อยู่ข้างๆ เลยเดินกันต่อจนดึก เป็นตลาดเก่า จำชื่อไม่ได้แล้ว มีคนเยอะเหมือนกันแต่เป็นคนกลางคนถึงแก่แล้ว ตลาดเสื้อผ้า เก่าๆ มีตลาดอาหารป่า เป็นตะพาบ เต่า และสัตว์ป่า ก็แปลกดี มีเซ็กส์ช็อปด้วย แสดงว่ารสนิยมไปด้วยกันหมด ตั้งแต่ตลาด 200 ปี ของป่า เซ็กส์ช็อป และเจ้าแม่กวนอิม คนมาไหว้เยอะมากเลย กลางคืนก็เปิด
วันพฤหัสไปดูงาน ไปนิคมอุตสาหกรรม มีคลินิก ซึ่งโรงงานหนึ่งในสามในนิคม มีคนงานประมาณ 60000 คนแต่ละคนเสียเงิน 30 NT (new Taiwan dollars) มาบริหารคลินิก คล้ายประกันภัย เป็นเอกชนมาดูแล และใช้ที่ของนิคม มีการตรวจร่างกายประจำปีฟรี แต่ถ้าเป็นโรคมาก็ใช้ประกันสุขภาพ และมีการให้บริการอาชีวอนามัยในรูปแบบการฝึกอบรม ต่อมาก็ไปดูโรงงานอีเลคโทรนิก ได้ดูจริงๆ ผมจัดเองยังดีกว่า ไม่มีอะไรพูดถึงมาก แล้วไปต่อที่ National Research Center เวลาทำงานวิจัย เขาจะรวมว่าใครทำอะไร แล้วมาจัดกลุ่มช่วยกันร่วมมือทำ ซึ่งดีกว่าของเรา ที่แย่งกันทำ ซ้ำกันไปซ้ำกันมา แล้วกลับมาที่มหาวิทยาลัย รับประกาศนียบัตร มีการ comment หลักสูตร ซึ่งก็ comment กันเยอะแยะ เขาต้องการฟังคำแนะนำไม่ใช้คำชม เพื่อไปปรับปรุง ที่ไต้หวันนี้ มีอุปสรรคสำคัญคือ เป็นประเทศที่ต้องการการยอมรับ จึงพยายามหาพันธมิตร น่าจะเป็นโอกาสในการร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน โดยเราอาจได้ประโยชน์จากเขามากกว่าที่เขาได้จากเรา หลังจากนั้นเขาก็พาไปหัวลำโพงไต้หวัน แจกเงินคนละ 200 NT (สังเกตุว่าอาหารแย่ลงทุกวัน) ไป fast food ซื้อกินเองตามอัธยาศัย ข้างๆ มีศูนย์ขายคอม มีห้าง Mitsukoshi ขนาดใหญ่ แต่ของก็ไม่ได้ถูกกว่าเรา ใต้ดินมีของขายมากมาย เป็นของจุกจิกเล็กน้อย แต่มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตมาก เดินจนเบื่อ แล้วก็กลับ
วันศุกร์ เช็คเอาท์พร้อมข่าวไต้ฝุ่นเข้า ฝนเริ่มตกมาก ทั้งวัน แต่ไม่มีลม ไปเที่ยวอนุสาวรีย์วีรชน มีทหารยืนนิ่งเป็นตุ๊กตา ไปดูเขาเปลี่ยนเวร ตอน 9.00 น เป็นเวรชุดใหญ่ มีการควงปืน เดินไปมา พร้อมเพรียงกันดี ฝนตก แล้วไปดูพิพิธภัณฑ์กู้กง ซึ่งเจียงไคเช็คขนสมบัติล้ำค่ากว่า 600000 ชิ้นมาจากเมืองจีน มาตั้งที่นี้ โดยมี highlight คือ หยกผักกาดขาว หยกรูปหมูสามชั้น ซึ่งเหมือนจริงมาก และสวยมาก มีของเยอะแยะ ดูได้ ทั้งวัน แต่ดูแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง ตามที่ไกด์พาไป (อธิบายประวัติศาสตร์) มีของผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอด มีของสำคัญที่ตั้งประจำ แลว้ไปกินข้าว ไปแวะเดินย่อยอาหารที่ห้างสรรพสินค้าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์ตั้งอยู่บนห้าง เดินฆ่าเวลาเฉยๆ ประมาณ บ่ายสองโมงก็เดินทางต่อไปภาคกลาง ไปยังทะเลสาบสุริยันจันทรา รถติดตลอดเลยในชั่วโมงแรกเนื่องจากเป็นเทศกาลใหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่ทุกคนในครอบครัวมาอยู่ร่วมกันและกินของปิ้งย่าง ปีนี้ไต้หวันประกาศห้ามปิ้งย่าง เนื่องจากก่อมลพิษ แต่ประชาชนไม่ยอมเพราะโรงงานปล่อยมลพิษมากกว่า และปล่อยทุกวัน ระหว่างทาง พบของแปลกคือสาวขายหมาก มีตู้กระจกคล้ายคอนเทนเนอร์ ใส มีไฟแดงติด เป็นระยะเหมือนขายของริมถนน สาวขายหมากจะแต่งตัวทูพืช พับหมากขาย คนขับรถซึ้อกินเนื่องจากติดหมาก นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง ไกด์แกล้งเรียกซื้อ แล้วไปนั่งท้ายรถ เขาก็เดินขึ้นมาในรถ ไปที่ท้ายรถเพื่อขายไกด์ มีคนถ่ายรูปมาเยอะ เหมือนกัน ไปพักที่โรงแรมต่างจังหวัด โรงแรมเล็กๆ ไปถึงมืดมาก เลยไม่ได้ทำอะไร นอกจากเดินเล่นรอบๆ
วันเสาร์ ไต้ฝุ่นเข้าลมเริ่มแรงฝนตกมาก ไปเที่ยววัดมหายาน มีพระพุทธรูปมากมาย ตัวอาคารใหญ่โตมาก เหมือนห้างสรรพสินค้า ต่อมาไปทะเลสาบ สุริยันจันทรา เนื่องจากมีสองทะเลสาปรูปกลมและจันทร์เสี้ยวอยู่ติดกัน คงสวยมากถ้าฝนไม่ตก มีเมฆมาก ระภูเขา ทำให้ไม่ค่อยสวย แล้วขึ้นเขาไปดูวัดพระถังซำจั๋ง มีอัฐถิส่วนกระโหลกเก็บไว้ ไปสักการะ แล้วไปวัดกวนอู ระหว่างทางมีร่องรอยหินถล่มเป็นระยะหวาดเสียวมาก แล้วกลับเข้าไทเปเพื่อเตรียมขึ้นเครื่องบิน ระหว่างทางก็เงียบกันตลอดเนื่องจากมีข่าวปิดสนามบินตั้งแต่เช้าถึง สามทุ่มครึ่ง เครื่องบินเราออกสี่ทุ่มครึ่ง ไปแวะร้านขนมซื้อขนมไปมากมาย จนเงินหมด กันเกือบทุกคน ฝนตกมาก น้ำเยอะมาก ตอนขามาคลองแห้งหมด ขากลับน้ำเต็มและเชี่ยวมากจนไม่น่าเชื่อ ยิ่งเย็นเข้าใกล้ไทเป ลมยิ่งแรงมากฝนตกมาก เดินแล้วลมพัดจนตัวเกือบปลิว ร่มรูดจนเสียหมด ไปกินอาหารเย็นข้างสนามบินตอนนี้ทราบแล้วว่าไปไม่ได้ เนื่องจากสนามบินปิด ไฟท์ยกเลิก โรงแรมใกล้เต็มหมด เลยต้องไปโรงแรมเดิม เขาคิดเงินคนละ 2000 NT เนื่องจากถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ถึงตอนนี้เลยเห็นอะไรหลายๆอย่างของทุกคนในกลุ่มซึ่งก็ดูแปลกดี เป็นนิสัยที่แท้จริงของทุกคน อย่างไรก็ตามกลุ่มไม่ค่อยพอใจเนื่องจากคิดว่ามาแพง เหนื่อย และคาดหวังไม่ได้ว่าจะกลับเมื่อไร อย่างไรก็ตามตกลงพักที่เดิม ลมแรงมาก ที่ไต้หวันชาวต่างชาติจะไม่รู้เลยว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เนื่องจากไม่มีภาษาอังกฤษเลย เขาให้หยุดงานในวันเสาร์ และมีช่วงหนึ่งห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน แต่ดูในโทรทัศน์ (มีเกือบร้อยช่อง) มีแต่ภาษาจีน ไม่รู้เรื่องเลย พูดแบบดุเดือดมาก น่ากลัว ลมแรงมากต้นไม้เอนลู่หมดเลย ดูในข่าวมีอุบัติเหตุเยอะมาก โชคดีที่นั่งรถกลับมาไม่มีอะไร ตอนแรกคิดว่าจะต้องรอที่โรงแรมสองวันเนื่องจากพายุไม่ไปไหนเลยเคลื่อนที่ช้ามาก พอตอนเช้าไกด์ปลุก 7.00 น ให้ออกจากโรงแรม 8.30 น เนื่องจากต้องไป stand by เพราะต้องหาไฟล์ทเอง ไปที่สนามบินไกด์ติดต่อที่เคาน์เตอร์ นานมาก ในที่สุดก็ได้ไปไฟล์ท 11.30 น เนื่องจากเปลี่ยนเครื่องบินเป็นจัมโบ้ ทำให้มีเครื่องไปได้ในที่สุด
นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ได้ไปติดต่อ เรียน และติดไต้ฝุ่น มีประโยชน์มาปรับปรุงงานเพื่อสอน และ service ในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
จัดทัวร์เลยค่ะ ขอติดตามด้วยคน