วันที่ 9 - 12 กันยายน 2551 มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศไต้หวัน ขอเล่าให้ฟังย่อๆนะ มี powerpoint หลายตัวประกอบด้วย แต่ใครสนใจให้ขอมา จะส่่งไปให้
ตารางการศึกษาดูงาน
1. Introduction to epidemiology and casual inference – Dr. Wang JD
2. Biomarkers in occupational and environmental Medicine- Dr. Cheng TJ
3. Introduction to industrial hygiene: hazard communication , monitoring , and control-Dr. Chan CC
4. Introduction to ergonomics- Dr. Huang YH
5. Recognition and diagnosis of occupational cancer-Dr. Wang JD
6. Pollution prevention and implementation of ISO 14000 and/or ILO/OSH 2001-Dr. Wang JD
7. Health risk assessment: principles and examples-Dr. Lee Lukas
8. Occupational neurological diseases-Dr. Chang YC
9. Reproductive Hazards in the Occupational and Environmental Health-Dr. Chen PC
10. Occupational skin diseases- Dr. Guo Leon
11. Principles of management of occupational diseases: prevention, compensation, and return-to-work – Dr. Du Donald
12. Faculty visited – E. Wang JD
13. Principle and practice of recognition of occupational and environmental diseases- Dr. Guo Leon
14. Industrial park visit
Introduction to epidemiology and casual inference
เริ่มต้นชั่วโมง มีการแนะนำตัว และ Prof. Wang ให้แต่ละคนบอกความต้องการในการมาศึกษา
ดูงานเพื่อหาคำตอบให้ และมีการบรรยาย
Criteria for diagnosis of occupational diseases
- Evidence of disease
เป็นโรคนั้นจริง การวินิจฉัยโรคแน่นอน
- Evidence of Exposure
มีสารก่อให้เกิดโรคอยู่ในสภาพแวดล้อมในการทำงา น มีการสัมผัส
- Appropriate temporal sequence : after minimal induction time/within maximal latency period
มีลำดับการสัมผัสชัดเจน คือหลังจากระยะแฝงที่พอเพียงที่จะทำให้เกิดโรค
- Consistency: Schedules of occupational diseases
โรคที่เป็นนั้นอยู่ในบัญชีโรคจากการทำงานของประเทศ หรือต้องมีการพิสูจน์
- Largely rule out other causes
ต้องมีการวินิจฉัยแยกโรคอื่นออกไปก่อน
ยกตัวอย่างโรงเรียนมีนักเรียนเป็น leukemia 4 ราย และ โทษว่าเป็นจากสายไฟฟ้าแรงสูงที่พาดผ่านโรงเรียน ขั้นแรก ดูว่าเป็นโรคจริงหรือไม่ ปรากฏว่ามีรายหนึ่งเป็น myeloproliferative disease ต่อมาใช้หลัก temporal sequence ปรากฏว่ามีสองรายที่วินิจฉัยจากที่อื่นก่อนมาเรียนที่โรงเรียนนี้ ทำให้เหลือเพียงรายเดียว
Types of inference in Epidemiology
ในเรื่องระบาดวิทยานั้นเป็นเรื่องของ
Descriptive: หาโรค มีคนที่เป็นโรคอยู่ในมือ พยายามหา inference
Casual : หาสาเหตุของโรค พยายามหา confounder หรือ สาเหตุอื่นๆ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าไม่มีสาเหตุอื่นที่ทำให้เป็นโรค ก็ต้องเป็นจากการทำงาน (control of confounding factor)
Decisional : เอาข้อมูลมาทำการตัดสินใจ
Biomarkers in occupational and environmental Medicine- Dr. Cheng TJ
วัตถุประสงค์ของการบรรยายคือเพื่อให้คุ้นคยกับ biomarkers และนำไปใช้ในการป้องกันและควบคุมโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม
คำจำกัดความของ biomarkers: การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเซลล์ ชีวเคมี หรือ โมเลกุล ซึ่งวัดได้ในสารชีวภาพ เช่นในเนื้อเยื่อ เซลล์ และสารคัดหลั่งของมนุษย์
การควบคุมในสิ่งแวดล้อมเปรียบกับในสิ่งมีชีวิต (TLV vs BEI)
BEI: Biologic Exposure Index
หมายถึงระดับของตัวชี้วัดซึ่งเก็บจากคนทำงานที่แข็งแรงสัมผัสกับสารเคมีที่มีการสัมผัสทางการหายในระดับ TLV-TWA
Biological monitoring
มีการเก็บตัวแสดง (biomarker) ในระยะต่างๆ ตั้งแต่สารเข้าร่างกาย วัดปริมาณสารในร่างกาย (internal dose) ต่อมาจะมีผลทางชีววิทยา (effective biological dose) ต่อมาจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการตอบสนอง (early response) และจะมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของอวัยวะ (altered structure/function) ในที่สุดก็จะเกิดโรค มีการหาตัวแสดงในระยะต่างๆ ยิ่งหาได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีการแก้ไข ไม่ให้เริ่มมีอาการ หรือไม่มีอาการมากขึ้น
- การสัมผัส เป็นตัวแสดงถึงปริมาณสารในร่างกาย ตัวแสดงถึงขนาดที่มีผลทางชีววิทยา
- ผล เป็นตัวแสดงถึงขนาดที่มีผลทางชีววิทยา ตัวแสดงถึงการตอบสนองระยะแรก ตัวแสดงของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือหน้าที่ ตัวแสดงถึงการเป็นโรค
- Susceptibility เป็นตัวแสดงถึงปริมาณสารในร่างกาย
- ปริมาณของสารเคมีที่ดูดซึมเข้าร่างกายเร็วๆนี้ เช่นปริมาณอาร์เซนิกในปัสสาวะ
- ปริมาณของสารเคมีที่สะสมในร่างกาย เช่น ตะกั่วในกระดูก
- จำนวนของสารเคมีที่จับกับตำแหน่งที่สำคัญที่มันออกฤทธิ์เช่น COHb
เกี่ยวกับตัวแสดงของปริมาณสารในร่างกายนั้นจะขึ้นกับเป็นสารหรือสารประกอบอะไร เก็บตัวอย่างเมื่อไร เก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างอย่างไร ทำไมจึงต้องแปรผลอย่างนั้น
ค่าครึ่งชีวิตของสารเคมีมีความสำคัญ ถ้าค่าครึ่งชีวิตสั้น ต้องมีเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างสารเคมี ถ้าค่าครึ่งชีวิตยาว จะเก็บเมื่อไรก็ได้
นอกจากนี้ยังมีการตรวจในระดับ chromosome โดยดู chromosome aberration และ sister chromatid changes, Micronuclei (MN), Single strand break (SSB), Mutation (hprt, GPA) ซึ่งสามารถตรวจหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มตอบสนอง (early response)
มีการหาตัวแสดงของ Reversible Effects เช่น Inhibition of acetylcholinesterase ในพิษ Organophosphate, Carboxyhemoblobin ในพิษ CO, Zinc protoporphyrin (ZPP) ในพิษตะกั่ว
กล่าวโดยสรุป ถ้ามี Biomarker ซึ่งสามารถค้นหาการเกิดโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ก็จะมีประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้โรคเป็นมากขึ้น และสามารถวินิจฉัยการเกิดผลกระทบต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็วทำให้สามารถป้องกันคนทำงานคนอื่นๆได้
Introduction to industrial hygiene: hazard communication , monitoring , and control-Dr. Chan CC
โปรเฟสเซอร์ชานได้เริ่มต้นการสอนอย่างน่าสนใจ โดยให้มีการจับกลุ่มกันเพื่อแนะนำตัวกันและให้ออกมานำเสนอหน้าชั้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 3-4 คน มีแผนที่ประเทศไทยให้ และให้มาชี้ว่าแต่ละคนมาจากส่วนใหนของประเทศไทย หลังจากนั้นก็มีการเข้าเรื่องโดยกล่าวว่าอาชีวอนามัยจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีการวัด โดยจะต้องมีการตระหนักถึงสิ่งคุกคามว่าจะมีผลต่อสุขภาพได้อย่างไร (recognition) จะมีการประเมินผลนั้นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะมีวิธีการประเมินที่เป็นมาตรฐาน (evaluation) ทำอย่างไรจึงจะมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมในการทำงาน การติดตามผล (Control) และทำอย่างไรจึงจะมีการสื่อสารให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งคุกคาม ผลต่อสุขภาพและการป้องกัน (Communication) ในการควบคุมนั้นจะต้องมี Management Control มีการยกเลิกสารที่เป็นต้นเหตุ หรือมีการสับเปลี่ยนสารที่เป็นต้นเหตุถ้าเป็นอันตรายให้เป็นสารที่เป็นอันตรายน้อยกว่า หรือมีการกั้นไม่ให้สารนั้นไปหาตัวคนทำงาน และในวิธีสุดท้ายคือการให้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล และมีการทำ Engineering control โดยมีการตรวจตราเครื่องจักรซ่อมแซม ป้องกันไม่ให้มีมลพิษฟุ้งกระจาย ถ้าไม่ได้ผลก็ต้องใช้ administrative control โดยการจัดการทำงานให้เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามเรื่องการสื่อสารก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่สุด แม้จะทำได้ดีแต่ถ้าไม่มีการถ่ายทอดไปถึงคนทำงานก็ไม่มีประโยชน์
Introduction to ergonomics- Dr. Huang YH
โปรเฟสเซอร์หวงได้นำเสนอมุมมองใหม่ในเรื่องเออร์โกโนมิกส์ โดยนำเสนอในรูปแบบของการทำงานให้สบายเหมาะสมกับคน โดยการนำเสนอเออร์โกโนมิกส์ในรูปของ
1. Physical Ergonomic ซึ่งมีรูปแบบในด้านกายภาพการปรับงานให้เหมาะกับกระดูกและกล้ามเนื้อของคนทำงาน การดูเรื่องเสียง แสง ความอบอุ่น ความชื้น การระบายอากาศ
2. Cognitive Ergonomic ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้าน mental ได้แก่ Mental workload, Decision Making, skill performance, man -technology interface, work stress
3. Organization Ergonomic ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงาน การจัดองค์กร การบริหาร การทำงานเป็นทีม การพิจารณาความดีความชอบ
ทั้งหมดนี้จัดเป็นมุมมองใหม่ ซึ่งในประเทศไทยจะนึกถึง ในเรื่องโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อเท่านั้น
Recognition and diagnosis of occupational cancer-Dr. Wang JD
โปรเฟสเซอร์หวังได้กล่าวถึงหัวข้อสำคัญได้แก่
§ Clues for early recognition
§ Criteria for diagnosis of occupational diseases (including cancer)
§ Principle of appropriate temporality and examples
§ Begin with finding the exposed agents : Hazards recognition
§ Begin with focusing on symptoms: Strategy for database search
โดยมีข้อสังเกตุในการตระหนักถึงโรคได้แก่
§ เป็นหลายคน มีคนมีอาการเดียวกับหลายคน
§ มีลำดับเวลาก่อนหลัง โดยหลังจากการเปลี่ยนกระบวนการหรือวัตถุดิบในการทำงานหรืออาการดีขึ้นเมื่อหยุดงาน
§ มีความสม่ำเสมอเช่นพบโรคเดียวกันในโรงงานที่ผลิตเหมือนกัน หรือใช้สารเคมีตัวเดียวกัน
ในแต่ละขั้นตอนจะต้องค้นหา
- ช่องทางเข้าสู่ร่างกายของสารเคมี
- การดูดซึม และวิธีการค้นหา internal dose
- ขนาดของสารนั้นที่อวัยวะเป้าหมาย หรือเมตาโบลิซึ่ม
- การประเมินการขับถ่าย
- อะไรเป็น early biological effect
§ อะไรเป็น late biological effect และเมี่อไรจึงจะเกิด
โปรเฟสเซอร์หวังได้ยกตัวอย่างการเติบโตของก้อนเนื้องอก โดยใช้วิธีรวบรวมจากวารสารต่าง ๆ และพิสูจน์ว่าเนื้องอกนั้นมี latency period และหลังจาก latency period ก็จะเริ่มมีการเติบโตขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นก้อนขนาด 1 กิโลกรัมจะใช้เวลาเท่าไรเป็นต้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเกิดจากการทำงานหรือไม่
Pollution prevention and implementation of ISO 14000 and/or ILO/OSH 2001-Dr. Wang JD
โปรเฟสเซอร์หวังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 14000 ซึ่งเป็นการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานอื่นๆ โดยยึดหลักการรับผิดชอบต่อสังคมในการดำเนินการ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อคนทำงานด้วย ทั้งนี้ได้ยกบทหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเพื่ออ้างอิงคือบทในมาร์ค 12:30-31 ซึ่งกล่าวว่า ให้รักพระเจ้าด้วยหัวใจและจิตวิญญาณและความพยายามด้วยกำลังของเราทั้งหมด ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเราเอง "Love your neighbor and people of future generation"
สิ่งที่แพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะช่วยเหลือได้คือการทำให้เกิดความตระหนักว่ามีสิ่งคุกคามและการสื่อสารสิ่งคุกคามให้ทราบทั่วกัน ลดการใช้สารพิษ รักษาพลังงานทุกชนิด รวมทั้งน้ำ และวัตถุดิบในวงจรอุตสาหกรรม รวมถึงการนำกลับไปใช้ใหม่ มีการยกตัวอย่างถึงสารพิษที่ทำให้เกิดอาการตับอักเสบและมีพิษต่อไต ซึ่งมีการเข้าไปดูในโรงงานและจัดการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยการเพิ่มการระบายอากาศและจำกัดการแพร่กระจายที่แหล่ง การประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคในคนทำงาน การลดสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยการคำนวนทางระบาดวิทยา
Health risk assessment: principles and examples-Dr. Lee Lukas
เกี่ยวกับ HRA นั้นด๊อกเตอร์ลีได้ให้คำนิยามคำว่า ความเสี่ยงโดยดูจากพจนานุกรมของเวบสเตอร์โดยกำหนดว่าความเสี่ยงคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสูญเสียหรือการบาดเจ็บ "Risk is the possibility of loss or injury" ถ้าจะเปรียบเทียบด้านคุณภาพ ความเสี่ยงคือ ความเป็นไปได้ X ผลที่ได้ (Quantify the risk: Probability X Outcome)
การประเมินความเสี่ยง การหาลักษณะของสิ่งคุกคามที่มีแนวโน้มจะมีผลเสียต่อสุขภาพเมื่อมนุษย์สัมผัส การประเมินความเสี่ยงได้แก่ การพรรณาแนวโน้มของผลเสียที่จะมีได้ต่อสุขภาพจากการประเมินข้อมูลทางระบาดวิทยา คลินิก พิษวิทยาและการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม นำสิ่งที่ได้จากการประเมินนี้มาทำนายชนิดและคาดการขอบเขตของผลกระทบต่อสุขภาพในมนุษย์ที่มีหลักฐานว่ามีการสัมผัสสิ่งคุกคามนั้น ตัดสินจากจำนวนและลักษณะของประชาการที่สัมผัสกับความเข้มข้นต่างกัน ระยะเวลาต่างกัน และสรุปการตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริง การประเมินความเสี่ยงยังรวมถึงการบรรยายคุณลักษณะของความไม่แน่นอนที่พบในกระบวนการที่มีในความเสี่ยงนั้นด้วย ความเสี่ยงต่อสุขภาพ ขึ้นกับ ความรุนแรงของผลต่อร่างกาย โอกาศที่จะมีผลนั้น ความถี่ของจำนวนครั้ง การกระจายของโอกาสที่จะเกิดและความรุนแรงในประชากร และในเวลาที่แตกต่างกัน จำนวนของประชากรที่ได้รับผลกระทบ
แนวคิดของการประเมินความเสี่ยงได้แก่ การค้นหาสิ่งคุกคาม (Hazard identification) การค้นหาขนาดที่เป็นผลเสีย (Dose response relationship) การประเมินการสัมผัส (Exposure assessment) และ การพรรณาความเสี่ยง (Risk characterization)
ในการค้นหาความเสี่ยงมีการพูดถึง IARC classification ซึ่งแบ่งง่ายๆเป็น
Group 1 : Carcinogenic to humans (105).
Group 2A : Probably carcinogenic to humans (66)
Group 2B : Possibly carcinogenic to humans (248)
Group 3 : Not classifiable as to its carcinogenicity to humans (515)
Group 4: Probably not carcinogenic to humans (1)
ในเรื่องขนาดและการตอบสนอง นั้น การประเมินประกอบด้วยสองส่วนคือการประเมินข้อมูลที่สำรวจได้ และการเทียบกับข้อมูลการเกิดพิษที่มีอยู่เช่นการหาค่ามาตรฐานต่างๆ ได้แก่
Cancer Risk = Exposure x Slope Factor , Non-cancer risk: Reference dose (RfD) = NOAEL / UF
No-Observed-Adverse-Effect Level (NOAEL)( การสัมผัสในปริมาณสูงสุดซึ่งไม่มีผลต่อร่างกาย) นอกจากนี้ยังมี Uncertainty factors (UFs): สะท้อนถึงความแตกต่างที่เป็นไปได้ระหว่างสัตว์ทดลองและคน (ปกติเป็น 10X) และยังมีความแตกต่างกันในประชากรมนุษย์ด้วย (เป็นอีก 10X) รวมกันแล้วผลจากการทดลองในสัตว์เมื่อใช้ในคนอาจแตกต่างกันถึง (100X)
การประเมินสัมผัส เป็นการค้นหากลุ่มประชากรที่อาจสัมผัสกับสิ่งคุกคามจำเพาะจากการทำงานและในกิจวัตรประจำวัน การประมาณขนาดของการสัมผัสอาจประเมินได้ตั้งแต่ External dose (การตรวจวัดสิ่งแวดล้อมในการทำงาน )àInternal dose (ขนาดของสารเคมีในร่างกาย โดยดูตั้งแต่ระดับโมเลกุล)àTarget organ dose
การพรรณาความเสี่ยง เป็นการทบทวนพิษวิทยาของสิ่งคุกคามและการประเมินขนาดของการสัมผัส ความเสี่ยงสามารถบรรยายในรูปของปริมาณเป็นหลัก วัตถุประสงค์ของการพรรณาความเสี่ยงคือการบ่งชี้กิจกรรมที่เป็นความเสี่ยงสูงและความเสี่ยงต่ำเพื่อมาจัดลำดับความสำคัญในการจัดการความเสี่ยง
เราสามารถเปรียบเทียบการประเมินความเสี่ยงหรือไม่? เราอาจเปรียบเทียบโดยใช้ Survival curve, Quality of life estimation
ในช่วงหลังด็อกเตอร์ลีได้นำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา
Occupational neurological diseases-Dr. Chang YC
ด๊อกเตอร์ชางได้สรุปเป็น powerpoint ที่สมบูรณ์เกี่ยวกับโรคทางระบบประสาทจากการทำงาน โดยในการบรรยายเริ่มจากกายวิภาคของสมอง หน้าที่และการทำงานของสมอง การนำกระแสไฟฟ้าของเส้นประสาท ความสำคัญของ myelin sheet ซึ่งเมื่อถูกสารพิษจะทำให้การลำเลียงอาหารไปยังเส้นประสาทที่ยาวเสียไปก่อน คือมีอาการชาขา แล้วจึงมีอาการชามือ หลังจากนั้นก็บรรยายเป็นโรคของระบบประสาทต่างๆ ที่เกิดจากโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง เส้นประสาทถูกกดทับ และอาการทางจิตประสาท โรคของประสาทตา ประสาทหู เช่นโรคหูเสื่อม ซึ่งเป็นการสรุปที่ดีมาก
Reproductive Hazards in the Occupational and Environmental Health-Dr. Chen PC
ในเรื่องระบบสืบพันธ์กับอาชีวอนามัย นั้น มีสาระสำคัญมากมายเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่แพทย์มองข้าม และในการเก็บข้อมูลก็ยากเนื่องจากมีความอายในการตอบคำถาม มีจุดที่น่าสนใจในเรื่องการเก็บข้อมูลผลต่อระบบสืบพันธ์ เช่นภาวะมีบุตรยาก ที่น่าจะเกิดจากสารเคมี สามารถเก็บโดยการนับระยะเวลาไข่ตก หรือรอบประจำเดือน โดยนับเป็น cycle time ซึ่งสามารถนับได้ทั้งฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย (ฝ่ายชายจะดูภาวะเสปิร์มน้อย) การบรรยายส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยของด๊อกเตอร์เชน
Occupational skin diseases- Dr. Guo Leon
การบรรยายของโปรเฟสเซอร์เกา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสำคัญของปฏิกิริยาภูมิแพ้ รูปแบบต่างๆ ที่มีผลต่อผิวหนังใน irritant contact dermatitis และ allergic contact dermatitis ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่พบมากในทางอาชีวเวชศาสตร์ การทำ patch test รวมทั้งผลต่อร่างกายจากสารเคมีนอกเหนือจากผิวหนัง
Principles of management of occupational diseases: prevention, compensation, and return-to-work - Dr. Du Donald
โปรเฟสเซอร์ตู้ ได้บรรยายเกี่ยวกับวิธีการดูแลผู้ป่วยที่ทำที่คลินิกอาชีวอนามัยของเขา โดยใช้หลัก Prevention Compensation และ Return to work หรือ PCR โดยเน้นตามชื่อได้แก่การป้องกันเมื่อพบผู้ป่วยก็ย้อนกลับเข้าไปดูในสถานที่ทำงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข การวินิจฉัยโรคเพื่อการชดเชย และการเตรียมผู้ป่วยเพื่อกลับเข้าทำงาน ซึ่งในการวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่ผ่านการประเมินและดูแลเพื่อให้กลับเข้าไปทำงาน สามารถทำงานเดิมได้ ในเวลาอันรวดเร็ว มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้าโครงการ
การอบรมแพทย์ประจำบ้านอาชีวเวชศาสตร์ที่ไต้หวันนั้นอบรม 3 ปีเช่นกัน โดยในปีแรกจะอบรมพื้นฐานตามความต้องการด้านเวชกรรมของแพทย์โดยการ Turn ไปยังหน่วยงานต่างๆ ปีที่สองให้เรียน Master degree ปีที่สามจึงเป็น factory base เดิมเคยมีการอบรมระยะสั้นแต่ก็ให้ยกเลิกทั้งหมด เหลือแค่เรียน แพทย์ประจำบ้านเท่านั้น
Faculty visited - E. Wang JD
มีการพาไปดูหน่วยงานอาชีวเวชกรรมในโรงพยาบาลแห่งชาติประเทศไต้หวัน ซึ่งหน่วยงานนี้อยู่ภายในโรงพยาบาล (สถานที่ฝึกอบรมอยู่ที่ภาควิชา colledge of Public Health) มีคลินิกอาชีวเวชกรรม ซึ่งเป็นคลินิกรับ walk -in ส่งต่อ หรือรับผู้ป่วยที่ต้องการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจากการทำงานที่แน่นอนมา
ในคลินิกมี common room ซึ่งมีตำราต่างๆตั้งอยู่ และมีห้องตรวจแยกออกไปสามห้อง มีห้องตรวจพิเศษทางอาชีวในเรื่องหูและปอด ข้อดีของคลินิกคือ มีการเก็บบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ มี resource ให้แพทย์ค้น มีแพทย์ออกตรวจสองคน ขณะที่ไปดู มีผู้ป่วยวันละ 20 คน
Principle and practice of recognition of occupational and environmental diseases- Dr. Guo Leon
โปรเฟสเซอร์เกา ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาได้มาพูดในภาพรวมของ occupational and environmental medicine โดยพูดถึงผลกระทบของอาชีพต่อร่างกายในส่วนต่างๆ เช่นกระดูกและกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หัวใจและหลอดเลือด เช่น คาร์บอนไดซัลไฟด์ คาร์บอนมอนออกไซด์ ฮาโลเจนเนตเตด ไฮโดรคาร์บอน ไนโตรกลีเซอร์ลีน ความร้อน เป็นต้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงโรค กาโรชิ (Karoshi過労死) ซึ่งเป็นคำญี่ปุ่นแปลว่า ตายจากทำงานหนัก เป็นการตายแบบทันทีทันใดจากการทำงาน ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจวาย และ โรคหลอดเลือดสมอง โดยมี criteria สำคัญคือ ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ ทำงานติดกัน 24 ชั่วโมง ทำงานมากกว่าหรือเท่ากับ 16 ชั่วโมงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำงานล่วงเวลา 100 ชั่วโมงในหนึ่งเดือน ทำงานล่วงเวลา 80 ชั่วโมง/สัปดาห์ใน 2-6 เดือนก่อนเกิดเหตุ
ใน Occupational injury นั้นเกิดเหตุแล้วมีผลเลย มีเพียง 30% ที่รุนแรง แบ่งเป็นสามระยะคือก่อนเกิดเหตุ มีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้ว่าน่าจะเกิดขึ้น ต้องรีบป้องกัน เช่น nearmiss ขณะเกิดเหตุต้องรีบรักษา หลังเกิดเหตุต้องทำให้สูญเสียน้อยที่สุด และป้องกันแก้ไข นอกจากนี้ได้มีการทบทวนหลักการเบื้องต้นในการวินิจฉัยโรคจากการทำงานและยกตัวอย่างโรคจากการทำงานให้ฟัง
Industrial park visit
ได้ไปเยี่ยม Shinju Scientific Park ซึ่งเป็นสถานพยาบาลภายในนิคมอุตสาหกรรม ซินจู ห่างจากตัวเมืองไต้หวันไป 60 กิโลเมตร เป็นสถานพยาบาลสองชั้นขนาดใหญ่ มีบริการตรวจร่างกาย รักษาโรคทุกชนิด ฝากครรภ์ ทำหมัน มีห้องแล็บและห้องเอ๊กซ์เรย์ ที่ดินเป็นของการนิคม แต่ให้เอกชนมาเช่าช่วง ดำเนินงานโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ภายใต้การดูแลของ NTU และโรงพยาบาลเอกชนที่มาเช่าช่วง งบประมาณได้จากโรงงานในนิคม โดยโรงงาน 1 ใน 3 ของโรงงานทั้งหมดจ่ายเงินให้คลินิก คนละ 30 NT ให้กับคลินิกทุกเดือนเป็นค่าดำเนินงาน (มีคนงานประมาณ 60,000 คนที่อยู่ในความรับผิดชอบของคลินิก มีการตรวจร่างกายให้ฟรี แต่การรักษาพยาบาลจะต้องเสียเงินตามประกันสังคมของเขาต่างหาก หน้าที่อย่างอื่นของคลินิกคือการออกไปอบรมให้ความรู้เรื่องอาชีวอนามัยและการสร้างเสริมสุขภาพ
ไปเยี่ยมโรงงานอีเลคโทรนิก แต่ไม่ได้เข้าไปดูใน line ผลิตเนื่องจากเป็นเขตสะอาดและคณะผู้เยี่ยมชมมีมากเกินไป อย่างไรก็ดีได้เห็น well being clinic ของเขา เป็นคลินิกที่เน้นให้คนทำงานมีสุขภาพดี มีบริการให้คำปรึกษา คลินิกในโรงงาน มีห้องฑันตกรรมด้วย สำหรับด้านการรักษาพยาบาลนั้นใช้บริการของคลินิกในนิคมชินจูเป็นหลัก มีพยาบาลเป็นหัวหน้า ไม่มีแพทย์ประจำ มีแพทย์หมุนเวียนมาตรวจตามกฏหมายเช่นเดียวกับในประเทศไทย
ไปเยี่ยม National Health Research Institute ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดจูหนาน ก่อตั้งเมื่อปี 2004 ทำหน้าที่วิจัยในเรื่องPOPULATION HEALTH SCIENCES ได้แก่ Epidemiology, Systems Biology, Mental Health และ Drug addiction, Knowledge Translation, Clinical Trials, Geriatric Medicine, Health Policy และด้านอื่นๆ ในเรื่อง MOLECULAR, CELLULAR,AND GENOMIC MEDICINE ได้แก่ Cancer Biology, Immunology, Stem Cell Biology and Therapy, Environmental and Occupational Diseases, Infectious diseases, Vascular Biology and Medicine, Aging-Related Skeletal Diseases และด้านอื่นๆ และในเรื่อง BIOTECHNOLOGY AND PHARMACEUTICAL RESEARCH ได้แก่ Drug discovery, Vaccine Research and Development, Biomedical Engineering, Nanomedicine และด้านอื่นๆ โดยเป็นศูนย์กลางในการรวบรวม ให้ทุนและฝึกอบรมในการทำวิจัยให้แก่มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ในไต้หวัน ทั้งหมด ซึ่งมีข้อดีคือทำให้ทราบทิศทาง และสามารถกำหนดทิศทางการวิจัย การให้ทุนเพื่อให้เกิดการวิจัยร่วมกัน
อยากจะรบกวนขอข้อมูล สองเรื่อง เพื่อประกอบการศึกษาคะ
Biomarkers in occupational and environmental Medicine- Dr. Cheng TJ
Introduction to industrial hygiene: hazard communication , monitoring , and control-Dr. Chan CC
ขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ (เป็นนักศึกษา สุขศาสตร์อุตสาหกรรม ป.โท ที่มหิดลคะ)