การสร้างทีมงาน (Team Building)
Posted by ธานินทร์ on Mar 4, '07 1:23 AM for everyone
การสร้างทีมงาน (Team Building)หมายถึง กระบวนการพัฒนากลุ่มบุคคลที่ทำงานด้วยกันเพื่อที่จะให้บุคคลเหล่านั้นได้เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายของทั้งตนเองของกลุ่มหรือของหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล
องค์ประกอบที่เป็นพื้นฐานของทีมงานหรือการทำงานเป็นทีม (Teamwork)
|
1. T = Target - เป้าหมาย |
|
2. E = Empathy - ความเห็นอกเห็นใจ |
|
3. A = Application - การมีส่วนร่วม |
|
4. M = Moral - มีคุณธรรม |
|
5. W = Welfare - ความปลอดภัย |
|
6. O = Open Mind - เปิดใจกว้าง |
|
7. R = Responsibility - ความรับผิดชอบ |
|
8. K = Knowledge - ความรู้เชิงวิชาการ |
อ้างอิงจาก http://my2tum.multiply.com/journal/item/16
Team building การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)
"เมื่อกล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลง” แล้ว มนุษย์เรามักจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะจะเคยชินกับเรื่องเดิม ๆ หากจะต้องทำอะไรที่ไม่คุ้นเคย หรือเคยชินก็มักจะเกิดความรู้สึกต่อต้าน อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์ที่อยู่รอดจากยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่สายพันธุ์ที่เก่งที่สุด แต่เป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด
ทั้งนี้ W. Edwards Deming เคยกล่าวว่า มนุษย์เราไม่ควรถูกบังคับให้รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คือ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ เพื่อให้อยู่รอด โดยปรับไปเรื่อย ๆ จนเป็นธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องปกติของตัวเรา
“การเปลี่ยนแปลง” ในบริบทของการบริหารความเปลี่ยนแปลงนั้น ได้ให้นิยามไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนอารมณ์ หรือสถานที่อยู่ แต่เป็นการก้าวจากภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่ภาวะที่เรามุ่งหวังหรือต้องการให้เป็น ดังนั้น เราจะต้องมีจุดเริ่มในสภาพปัจจุบัน (As is) และเป้าหมายที่เราต้องการ (To be) และหาช่องว่าง (Gap) ระหว่าง 2 จุดนี้ นอกจากนี้ จะต้องมีภาพที่ชัดเจนว่าเป้าหมายที่เราต้องการจะไปให้ถึงนั้นคืออะไรสิ่งเราต้องการจะเป็น
อะไรคือสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
ในกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) และสภาวะธุรกิจไร้พรมแดน เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ขึ้นพร้อมกัน 3 ด้าน คือ
1. ด้านเทคโนโลยี (Technology)
2. ด้านเศรษฐกิจ (Economics)
3. ด้านการเมือง (Polities)
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านข้างต้น ส่งผลต่อ
- สภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร ได้แก่ สังคม ตลาดแรงงาน การแข่งขัน ฯลฯ
- สภาพแวดล้อมภายในองค์กรได้แก่ ทรัพยากรการบริหาร (คน เงิน วัสดุ และการจัดการ) ปรัชญา โครงสร้างองค์กร ฯลฯ
ดังนั้น ทุกคน ทุกองค์กร จึงจำเป็นต้องปรับตัวเนื่องจาก Change is always with us. การปรับตัวดังกล่าวคือ การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management
การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) คืออะไร
จากการประมวลความหมายของการบริหารการเปลี่ยนแปลงสรุปความหมายได้ว่า “การจัดการกับเหตุการณ์ทั้งภายในและภายนอกองค์การ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีเหมาะสมทำให้เกิดการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล”
รูปแบบของการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงเชิงรุก(Proactive) เป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงจากผู้อื่นซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์สถานการณ์ และแนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเตรียมการรองรับ ซึ่งถ้าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลในเชิงลบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็อาจบรรเทาเบาบางลง
การเปลี่ยนแปลงเชิงรับ(Reactive) เป็นการถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้อื่นตัวเองไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง หรือมีความคิดติดยึดในแนวทางเดิมๆมานาน ซึ่งอาจไปเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในแนวนี้ผลร้ายมักเกิดขึ้นต่อผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง
ช่วงของกระบวนการเปลี่ยนแปลง
ช่วงละลายพฤติกรรม (Unfreezing) เป็นความพยายามละลายระบบ หรือรูปแบบพฤติกรรมเดิม เปรียบเสมือนละลายน้ำแข็งให้เป็นน้ำ ทั้งนี้ จะต้องทำให้บุคคลรู้สึกมีความมั่นคง และหลีกเลี่ยงการคุกคาม หรือทำให้รู้สึกว่ามีความเสี่ยง โดยใช้วิธีการจูงใจทั้งเชิงบวกและลบในการบริหารงาน
ช่วงการเปลี่ยนแปลง(Changing) เป็นช่วงที่เป็นการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่จนนำไปสู่พฤติกรรมที่องค์การพึงปรารถนา โดยผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การสอนงาน การพัฒนา ฝึกอบรม ฯลฯ
ช่วงตกผลึกอีกครั้ง(Refreezing) เป็นช่วงที่พฤติกรรมใหม่ที่ได้จากการเรียนรู้เริ่มจะอยู่ตัวจึงต้องมีการเสริมแรงให้พฤติกรรมธำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยการจัดทำเป็นระบบ มาตรฐาน และมีกระตุ้นและจูงใจให้บุคคลปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการบริหารความเปลี่ยนแปลง
ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง(Change Agent) บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารคือการเป็นผู้นำสำหรับผู้ใต้บังคับบัญชากล่าวคือต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้น การแสดงบทบาทที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอคงต้อง ริเริ่มหรือกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นด้วย ต้องบริหารเชิงรุก หรือ Proactive การบริหารที่ต้องมีการคาดการณ์และว่างแผนไว้ล่วงหน้าอย่างเหมาะสมเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆที่ อาจเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับการบริหารเชิงรุกซึ่งอาจกล่าวได้ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นั่นเอง
- ต้องพิจารณาทบทวนองค์ประกอบหลัก 3 ประการในความรับผิดชอบ ได้แก่
1.โครงสร้างของการบริหาร (Structure)
ในองค์กรต่างๆย่อมมีการจัดหน่วยงานต่างๆที่ทำหน้าที่อันหลากหลายแตกต่างกัน การพิจารณาว่าหน่วย
งานดีควรเพิ่มบทบาทหน้าที่หรือลดบทบาท เป็นสิ่งที่ผู้นำต้องทบทวนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
2.กระบวนการในการทำงาน (Process)
วิธีการทำงานเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย หรือความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งการบงชี้ว่าองค์กรใดมีกระบวนการทำงานที่ดีในมีติของการเปลี่ยนแปลงคงต้องพิจาราณาว่ามีการคิดระบบใหม่ ๆ มาใช้หรือไม่ ซึ่งการคิดกระบวนการหรือวิธีการใหม่นั้น อาจแบ่งได้ 2 ประเภทคือ คิดกระบวนการใหม่ที่มีรากฐานมาจากกระบวนการเดิมๆอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน (Radical Change) จนไม่เหลือเค้าโครงเดิม
3.บุคลากร
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารการเปลี่ยนแปลงคือบุคลากรหรือคนที่ดำรงอยู่ในองค์กรซึ่งต้องมีการ สำรวจความพร้อม โดยต้องเริ่มจากสภาพปัจจุบันว่ามีวัฒนธรรมการทำงานเช่นไร มีความรู้ความสามารถ และ มีทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นๆหรือไม่อย่างไร ซึ่งคงต้องนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับภาวะที่ต้องการ เปลี่ยนแปลง โดยต้องหาช่องว่างเพื่อพัฒนาบุคลากรต่อไป
การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติซึ่งในทางพุทธศาสนากล่าวว่าสิ่งใดในโลกล้วนอนิจจัง คือความไม่เที่ยงยอมมีการเปลี่ยนแปลงดังนั้นการที่จะบริหารงานให้ได้รับประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงคงต้องมีความรู้และความเข้าใจต่อเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เพื่อความสำเร็จขององค์กรเอง
แหล่งที่มา: Team building THAi, Thailand's ultimate Team building Creative Activities Event & MICE Organizer experience ; Team building การบริหารการเปลี่ยนแปลงhttp://www.teambuildingthai.com/index.php?option=com_content&task=view&id=82&Itemid=1