“ปัญหาการฝึกอบรมด้านการสร้างและพัฒนาทีมงาน” (ทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ?)

ปัญหาการฝึกอบรมด้านการสร้างและพัฒนาทีมงาน” (ทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น ?)

มุมมองของ อาจารย์ ดร. ทนง  ทองเต็ม (081) 936-7548
E-mail : [email protected]

             คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ใน 3-5 ปีที่ผ่านมาการฝึกอบรมและสัมมนาในหัวข้อวิชา การสร้างและพัฒนาทีมงาน”  หรือ
หัวข้อวิชาอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น  Team Building, Miracle Team Work,  Synergy Team Work, Walk Rally for Team Development  ฯลฯ  เป็นที่นิยมในวงการเป็นอย่างมาก  ในขณะเดียวกัน คำถามที่มักจะตามมาเสมอก็คือ  ผลของการฝึกอบรมเป็นอย่างไร  เราได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่  ทำอย่างไรศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาจึงจะสามารถนำเสนอผลการประเมินเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากฝ่ายบริหารเพื่อที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณในโอกาสต่อไป

ในบทความนี้ขอนำเสนอข้อคิดมุมมองในฐานะที่เป็นนักฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอันอาจก่อให้เกิดข้อคิดเห็นในการนำไปประยุกต์ปรับใช้ของแต่ละสถานประกอบการ

             
สาเหตุหลักที่การฝึกอบรมด้านการสร้างและพัฒนาทีมงานไม่ค่อยประสบความสำเร็จอาจพิจารณาได้ดังนี้.-

             1.
โครงการฝึกอบรมไม่ได้กำหนดตัวแปรชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicator : KPI.) ไว้อย่างชัดเจน  ส่วนใหญ่จะเขียนในเชิงวัตถุประสงค์ที่เป็นเชิงคุณภาพเช่นเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ในการทำงานเป็นทีม   หรือเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกันในการสร้างและพัฒนาทีมงานอย่างมีประสิทธิผล

             
แนวทางแก้ไข   ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยการเขียนระบุ  KPI  ให้ชัดเจน เช่น  เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะสามารถ.-

  1. ทำแบบทดสอบการเรียนรู้ เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการฝึกอบรม (Pre  & Post  Test)  โดยมี Learning Improvement Ratio ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ตามเกณฑ์ของ The World Bank  และ  มีคะแนน Post Test ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
  2. ทุกครั้งที่เปลี่ยนฐานกิจกรรมการเรียนรู้  ต้องผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ (Team Leader)  ผู้ประเมินผล (Team Evaluator) และผู้นำทาง (Team Navigator) ในกรณีที่จัดเป็น Walk Rally  ทั้งนี้สมาชิกผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนต้องทำหน้าที่ให้ครบทั้ง 3 คุณลักษณะข้างต้นห้ามผูกขาดการเป็นผู้นำ
  3. เมื่อทำกิจกรรมหรือเกมการเรียนรู้ในการสร้างและพัฒนาทีมงานเสร็จเรียบร้อยจะต้องมีการประเมินสรุปผลการเรียนรู้ จำนวนอย่างน้อย 5 ข้อ (ตามแบบฟอร์มที่กำหนด)และนำไปเสนอต่อที่ประชุมใหญ่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนต้องจัดทำแผนปฏิบัติส่วนบุคคล (Participant Action Plan : PAPA)  เสนอแนวทางในการนำประสบการณ์เรียนรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงานอย่างน้อยคนละ 5 ข้อ ซึ่งสามารถปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 3-6 เดือนทั้งนี้ต้องเป็นเรื่องที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมและทีมงานสามารถทำได้จริงโดยมิใช่เป็นข้อเสนอแนะทางวิชาการ หรือที่เกี่ยวกับแนวนโยบายหรือการต้องใช้งบประมาณเป็น กรณีพิเศษ  แผนปฏิบัติส่วนบุคคลดังกล่าวจะใช้เป็นแนวทางในการติดตามผลการฝึกอบรม

             ที่กล่าวข้างต้นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นว่าถ้าเรามีการออกแบบโครงการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ มีการกำหนด KPI ไว้ในเบื้องต้นก็จะทำให้การฝึกอบรมมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน  ข้อคิดดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและยังไม่เห็นว่าบริษัทหรือสถานประกอบการใดได้ริเริ่มในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ขอเชิญชวนนักฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือท่านผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย

             2.
กิจกรรมหรือเกมที่ใช้ในการฝึกอบรมส่วนใหญ่เน้นความสนุกสนาน  (Recreation Games)  หรือเป็นเกมลูกเสือ เกมเด็กเล่น (Scout & Student Games)  ผู้จัดฝึกบอรม และ/หรือ นักฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควรจะตระหนักในปรัชญาที่ว่า  Training for Job, not for Joke.  ไม่มีโครงการฝึกอบรมใดที่ได้รับอนุมัติจากฝ่ายบริหาร ระบุว่าเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสนุกสนานมีแต่เน้นในเรื่องของการเสริมสร้างประสบการณ์เรียนรู้แต่เราก็ไปติดอยู่เพียงแค่ความสนุกสนานเป็นหลัก

             
แนวทางแก้ไข    ต้องมุ่งเน้นที่การใช้กิจกรรมหรือเกมเพื่อการเรียนรู้ทั้งนี้ในการตั้งฐานกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ (Learning Station) แต่ละฐานกิจกรรมต้องให้ชัดเจนในเรื่องของวัตถุประสงค์

และวางฐานกิจกรรมให้ครอบคลุมตอบโจทย์คำถามที่ว่า
  Team Work = Work System +
Human System
ใช้หลักการตีปัญหาแตก แยกปัญหาย่อย ซอยปัญหาให้เล็กโดยมีข้อแนะนำว่าแต่ละ

ฐานกิจกรรมต้องตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้คือ.-

  1. ฐานการเรียนรู้ในการกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ของทีมงาน (Goal Setting & Team Strategy)
  2. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของการเป็นผู้นำ (Leadership)
  3. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของการแก้ปัญหาและตัดสินใจ(Problem Solving & Decision Making)
  4. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร (Communication)
  5. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
  6. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของการเปิดเผยและไว้วางใจ(Trust & Openness)
  7. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของความพร้อมเพรียงสามัคคี (Unity)
  8. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของความสมานฉันท์ (Harmony)
  9. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของการเสียสละและความร่วมมือ (Cooperation and Sacrifice for Team)
  10. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของระบบงาน (Work System)
  11. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของความร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมใจ (Think Together, Work Together and Cooperative Mind)
  12. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของการประสานงาน (Coordination)
  13. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องของประเมินจุดอ่อน-จุดแข็งของทีมงาน (Strength & Weakness Point Evaluation)
  14. ฐานการเรียนรู้ในเรื่องการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

             จากข้อคิดดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าแต่ละฐานการเรียนรู้คือภาพสะท้อนขององค์ประกอบในการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั้นเองขอเรียนให้ทราบว่าหมดสมัยแล้วสำหรับการ ใช้เกมประเภทลมเพลมพัด รวมเหรียญ ปิดตาหาของเพราะทุกวันนี้บริษัทมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม และกลยุทธ์หลักเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและแสวงหาวิทยากรผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาช่วยในการดำเนินการฝึกอบรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

             3.
ขาดการประเมินผลและติดตามผลการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ  เราทุ่มเททรัพยากรและเวลาไปอย่างมากมายในการจัดฝึกอบรมการสร้างและพัฒนาทีมงานแต่กลับให้ความสำคัญในเรื่องของการประเมินผลและติดตามผลน้อยมาก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นในที่นี้ขอตั้งเป็นข้อสมมุติฐานว่าเพราะเป็นเรื่องที่ยากหาผู้ที่มีความรอบรู้อย่างแท้จริงได้น้อย  เคยทำกันมาอย่างไรก็ประเมินกันไปอย่างนั้นอยากจะทำให้ดีกว่าเดิมแต่ขาดองค์ความรู้และตัวอย่างที่ถูกต้อง  ภาระงานมากอยู่แล้วไม่มีเวลาจะทำเหตุผลคงมีแตกต่างกันออกไปตามนานาทัศนะและประสบการณ์ของแต่ละบุคคลแต่ละสถานประกอบการ  ผู้เขียนมีความเห็นว่า เราอย่าไปกลัวปัญหา  ปัญหาคือปัญญา  ปัญญาคือโอกาส โอกาสคือความสำเร็จ  หัวมีไว้ให้คิดแก้ปัญหาไม่ใช่มีไว้เพียงให้ผมขึ้นเท่านั้น

             
แนวทางการแก้ไขปัญหา    ต้องมุ่งเน้นปรับปรุงแก้ไขการประเมินผลและติดตามผล ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นโดยประเมินให้ครบทุกมิติ และใช้ระเบียบวิธีการวิจัยประเมินผล (Evaluation Research) ให้มากขึ้น เพื่อให้การประเมินผลและติดตามผลมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้นเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ในผลลัพธ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีข้อเสนอแนะในการใช้แม่แบบ OLE  ในการประเมินผล (OLE Evaluation Model) เพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้.-

             แม่แบบข้างต้นจะเป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิควิธีการถ่ายทอดที่เน้นการปฏิบัติได้จริงผสมกับการประเมินผลโดยใช้ CIPP Model By Stufflebeam  &  RLBR Model By Kirk Patrick สำหรับรายละเอียดของแต่ละเทคนิคนั้นขอเชิญนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ศึกษาเพิ่มเติมได้หรือหาก สนใจก็ขอให้ E-mail เข้ามาคุยกัน จะได้นำเสนอในรายละเอียดในโอกาสต่อไป