ชื่อเรื่อง แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกด
๙ มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
ผู้วิจัย นางสุมาลี ประสิทธิ์
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านแพงวิทยา อ. บ้านแพง จ.นครพนม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต ๒
ปีการศึกษา ๒๕๕๑
--------------------
บทคัดย่อ
การพัฒนาการเรียนรู้ความหมายของคำ การอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบ้านแพงวิทยา อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม
ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเนื่องจากได้ทราบสภาพปัจจุบันและปัญหา จึงได้ทำการวิจัย
โดยใช้แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกดที่ได้พัฒนาขึ้น
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยดีขึ้น
ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถอ่านและการเขียนภาษาไทยถูกต้อง ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนภาษาไทยเพิ่มขึ้น โดยทำการวิจัยกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
โรงเรียนบ้านแพงวิทยา อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบ้านนาทม อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม
จำนวน ๔๙ คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบ้านดงบัง อำเภอบึงโขงหลง
จังหวัดหนองคาย จำนวน ๓๕ คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบ้านท่าสีไค อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย จำนวน ๓๕ คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย
เชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีวิธีการตามวงจรของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ๔ ขั้นตอน คือขั้นวางแผน
ขั้นปฏิบัติการ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ
จากการวิจัยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ สูงขึ้น
นักเรียนมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ความหมายของคำการอ่านและการเขียนภาษาไทยดีขึ้น
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการเรียนรู้ความหมายคำการอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตรา โดยใช้แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกดที่สร้างขึ้น
ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในด้านการเรียนรู้ความหมายคำการอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตราได้สูงขึ้น รวมทั้งมีความสามารถในการเขียนสะกดคำภาษาไทยได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังสามารถนำแบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกดดังกล่าว ไปใช้แก้ปัญหาการเรียนรู้ความหมายของคำการอ่านและการเขียนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาได้
สภาพปัจจุบันและปัญหา
๑. ที่มาและความสำคัญ
ในปีการศึกษา ๒๕๕๐ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ขาดความสนใจในการเรียนภาษาไทย นักเรียนเข้าใจความหมาย และการออกเสียงไม่ถูกต้องโดยเฉพาะพื้นฐานการเรียนรู้คำ เช่น มาตราตัวสะกดแม่ต่าง ๆ ในภาษาไทย ขาดกระบวนการคิดที่จะนำไปสู่การประสมคำ
แบบยั่งยืน เมื่อพื้นฐานการเรียนรู้คำ ไม่ชัดเจนทำให้การออกเสียงคำที่นำไปสู่การอ่านไม่คล่องแคล่ว ความหมายของคำเปลี่ยนไป ผู้สอนจึงได้ทำการวิจัยในชั้นเรียนอย่างจริงจัง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น การสอนแบบกระบวนการพัฒนาซึ่งมีอยู่ ๖ ขั้นตอนดังนี้
๑. ครูตระหนักว่าเด็กทุกคนต้องมีการพัฒนา
๒. วิเคราะห์หาจุดที่ควรพัฒนา
๓. แสวงหาวิธีการใหม่ ๆ มาพัฒนา
๔. ลงมือปฏิบัติตามกิจกรรมพัฒนา
๕. ตรวจสอบผลที่เกิดจากการพัฒนา
๖. ภูมิใจในผลงานที่พัฒนา
๒. การใช้กระบวนการตามกฎของ (บลูม) มีแนวคิดว่าความสามารถของบุคคล มี ๓ ด้าน คือ
๒.๑ ด้านพุทธิพิสัยเป็นความสามารถทางสมองในการคิดที่จะทำในสิ่ง ต่าง ๆ มักเป็นเรื่องของความถนัด
๒.๒ ด้านจิตพิสัยเป็นเรื่องของความรู้สึกด้านจิตใจ อันได้แก่ความสนใจ ตั้งใจ เจตคติ ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม
๒.๓ ด้านทักษะพิสัย เป็นความสามารถในด้านการปฏิบัติ
๓. ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสกินเนอร์ แบ่งเป็น ๔ ประการ คือ
๓.๑ ให้ผู้เรียนเรียนไปทีละน้อยตามลำดับขั้น
๓.๒ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม
๓.๓ ให้ผู้เรียนทราบผลย้อนกลับทันที
๓.๔ ให้ผู้เรียนมีโอกาสได้รับการเสริมแรง
๔. การสอนแบบรอบรู้
๕. การสอนแบบทฤษฎีธรรมชาติ
๖. สอนแบบใช้กิจกรรมให้ตอบคำถาม
๗. สอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา
จุดมุ่งหมายของการวิจัย
๑. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกด ๙ มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐
๒. เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกด ๙ มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โดยใช้ผลการประเมิน
ก่อนเรียน - หลังเรียน
๓. เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ความหมายคำและเขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตรา
ได้ถูกต้อง
๔. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสูงขึ้น
ความสำคัญของการวิจัย
๑. ได้แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกดที่มีประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐
๒. นักเรียนสามารถเรียนรู้ความหมายคำและเขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตรา
ได้ถูกต้อง
๓. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสูงขึ้น
ขอบเขตของการวิจัย
จากปัญหาที่พบข้างต้นผู้สอนจึงได้ใช้ สาระที่ ๑ การอ่าน ม.ฐ. ๑.๑ มาตรฐานการเรียนรู้ที่ ๑ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังข้อ ๑ สาระการเรียนรู้ข้อ ๑.๑ การอ่านตามหลักเกณฑ์ การสะกดคำมาตราตัวสะกดแม่ ก กา แม่กก แม่กน แม่กด แม่กง แม่กบ แม่เกอว แม่กม
แม่เกย เนื้อหาเป็นบทร้อยกรองสอดแทรก แผนที่ความคิดดังนี้
๑. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่ ก กา ทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ฝึกการอ่าน
บทร้อยกรอง มีเนื้อหามาตราแม่ ก กา สอดแทรกแผนที่ความคิด สร้างคำใหม่ และ
ฝึกทักษะการนำคำในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา ไปใช้
๒. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่กก มีจุดเด่นตรงอ่านบทร้อยกรอง การแบ่งวรรคตอน สอดแทรกสาระเรื่องมาตราตัวสะกดแม่กก และการแจกลูก โดยใช้แผนที่ความคิด สร้างคำใหม่และการนำไปใช้ที่สำคัญนักเรียนสามารถทราบผลในทันที ผู้เรียนต้องมีคุณธรรมโดยไม่เปิดดูคำตอบ ซึ่งแต่ละแบบฝึกหัดแทรกไว้ครบ
๓. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่กน มีขั้นตอนการฝึกอ่านร้อยกรอง การแบ่งวรรคตอน การอ่าน ฝึกแจกลูกสะกดคำ โดยใช้ แผนที่ความคิด สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมไม่เปิดดูเฉลย
๔. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่กด มีขั้นตอนการฝึกอ่านร้อยกรอง การแบ่งวรรคตอน การอ่าน ฝึกแจกลูกสะกดคำโดยใช้ แผนที่ความคิด สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมไม่เปิดดูเฉลย
๕. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่กงมีจุดเด่นตรงอ่านบทร้อยกรอง แบ่งวรรคตอน สอดแทรกสาระเรื่องมาตราตัวสะกดแม่กง แจกลูกสะกดคำโดยใช้ แผนที่ความคิด
๖. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่กบฝึกอ่านบทร้อยกรอง แบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง ฝึกแจกลูกสะกดคำ โดยใช้ แผนที่ความคิด สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมไม่เปิดดูเฉลย
๗. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่ เกอว มีจุดเด่น คือ อ่านบทร้อยกรอง การแบ่งวรรคตอน สอดแทรกสาระเรื่องมาตราตัวสะกดแม่เกอว และการแจกลูกโดยใช้ แผนที่ความคิด สร้างคำใหม่จินตนาการแต่งทำนองด้วยตนเองอย่างอิสระ
๘. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่กม สอดแทรกสาระเรื่องมาตราตัวสะกดแม่กม แจกลูกสะกดคำโดยใช้ แผนที่ความคิด
๙. ร้อยกรองมาตราตัวสะกดแม่เกยฝึกอ่านบทร้อยกรองแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง ฝึกแจกลูกสะกด
ทั้ง ๙ มาตราตัวสะกดจะมีความสมบูรณ์ในการฝึกทักษะการอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน ผู้เรียนจะได้เรียนรู้แบบยั่งยืน
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการเรียนรู้ความหมายคำและเขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตรา โดยใช้แบบฝึกกิจกรรมเสริมทักษะภาษาไทยร้อยกรองมาตราตัวสะกดชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งมีวิธีการตามวงจรของการวิจัยเชิงปฏิบัตการ ๔ ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการ ขั้นสังเกต
และขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติ สรุปได้ดังนี้
๑. ขั้นวางแผน ประกอบด้วยการวิเคราะห์สภาพปัญหา ข้อมูลพื้นฐาน ศึกษาแนวคิด
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาไทยเรื่องเรียนรู้ความหมายคำและเขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตรา และการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
๒. ขั้นปฏิบัติการ ประกอบด้วยการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
และการจัดกิจกรรมตามรูปแบบการสอนที่กำหนด
๓. ขั้นสังเกต ประกอบด้วย การใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
และการตรวจผลงานนักเรียน การประเมินโดยใช้แบบสังเกตนิสัยที่ดีในการอ่านและ
การเขียน
๔. ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวิเคราะห์ วิจารณ์ อภิปราย
และเสนอแนะ นอกจากนี้แล้วยังต้องมีการประเมินผลและสรุปผลการวิจัย
การวิเคราะห์ข้อมูล
๑. ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ผลการเรียนการสอนภาษาไทย เรื่องเรียนรู้ความหมายคำและ
เขียนคำในมาตราตัวสะกด ๙ มาตรา ซึ่งประกอบด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนจากการตรวจผลงานนักเรียน โดยใช้วิธีการ
หาค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยโดยใช้
t–test
๒. ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นการแยกแยะข้อค้นพบจากการสะท้อนผลการปฏิบัติ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การทำกิจกรรมของนักเรียน และการสรุปผลการศึกษา แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ให้เห็นแนวทาง หรือรูปแบบการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหา
ในการวิจัยต่อไป
สรุปผลการวิจัย
เยี่ยม