ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การเกษตรที่อาศัยความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงหรือพัฒนาพันธุ์ให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ สามารถทนต่อดินฟ้าอากาศได้ดีขึ้น ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้สูงขึ้น หรือมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นเพียงไรก็ตาม การศึกษาทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งนำไปสู่การทดสอบในโรงเรือนทดลอง และทดลองในระดับไร่นาในท้ายที่สุด ก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ทุกขั้นตอนของการศึกษามีแนวทางปฏิบัติที่ต้องสามารถอ้างอิงได้ตามมาตรฐานสากล และต้องดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่มีระบบการดูแลควบคุมอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีขั้นตอนการทำลายผลิตผล เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองในแต่ละขั้น โดยในระหว่างการศึกษาทดลองจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ถูกต้อง และโปร่งใส ให้ได้ผลสรุปของการศึกษาว่าพืชที่มีการพัฒนาพันธุ์นั้นๆ เหมาะสมหรือไม่ ในการที่จะส่งเสริมให้กับเกษตรกรนำไปปลูกในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้หากผลการศึกษาจากทุกขั้นตอน สรุปว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายไม่ว่าต่อสิ่งแวดล้อมและ/หรือ ต่อผู้บริโภคทั้งคนและสัตว์ ผลการศึกษานั้นก็จะถูกเก็บรวบรวมไว้ เพื่อเป็นพื้นฐานที่ใช้ปรับการศึกษาทดลองใหม่ต่อไป หลังทำลายผลิตภัณฑ์นั้นแล้ว
และถ้าผลการศึกษาสรุปว่าพืชที่ทำการทดลองมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับพืชที่เปรียบเทียบทั้งต่อสิ่งมีชีวิตทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาดังกล่าวก็จะถูกรวบรวมและนำเสนอต่อหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลในเรื่องความปลอดภัยต่อการเกษตร และสิ่งแวดล้อมต่อไป จนกว่าการประเมินความปลอดภัยจะผ่านการอนุมัติ ผลิตผลนั้นจึงจะสามารถผลิตออกไปในเชิงพานิชย์ได้
แต่ถ้าการประเมินโดยหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแล มีผลสรุปว่าไม่อนุมัติให้มีการเพาะปลูกเนื่องจากผลการศึกษาอาจมีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและ/หรือต่อผู้บริโภคทั้งคนและสัตว์ งานทดลองนั้นก็จะไม่สามารถนำไปขยายผลให้เกิดการผลิตในเชิงการค้าได้อีก
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นขั้นตอนของการศึกษา “ความปลอดภัยของพืชดัดแปรพันธุกรรม” ซึ่งต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถจะข้ามขั้นตอนได้ การศึกษาทดลองในระดับไร่นาจึงถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลการศึกษา และถึงแม้จะเรียกว่าแปลงทดลองไร่นา แต่ในความเป็นจริงแล้วขั้นตอนต่างๆ ก็จะได้รับการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้ควบคุม โดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิต และสิ่งแวดล้อมเป็นประการสำคัญ
จากการระบาดอย่างหนักของโรคไวรัสใบด่างในมะละกอซึ่งมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ จนทำให้สวนมะละกอต้องล่มสลายไปเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้มีการผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ การใช้ความรู้ทางด้านพันธุวิศวกรรมเพื่อดัดแปรมะละกอให้มีความต้านทานต่อโรคไวรัส ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้…
ในกรณีนี้ การศึกษาทดลองมีการดำเนินการโดยนักวิจัยไทย ทำการทดลองในพื้นที่สภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ใช้พืชที่เป็นพืชเศรษฐกิจและกำลังประสพปัญหาของไทย เกี่ยวข้องกับเกษตรกรไทยหมู่มาก และยังเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคคนไทยทั้งประเทศ แนวทางในการดำเนินการในเรื่องดัดแปรพันธุกรรมมะละกอจึงควรเร่งให้มีการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด
แต่จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ในเรื่องการทดลองพืชดัดแปรพันธุกรรมในแปลงไร่นา ทั้งๆ ที่มีเหตุผลประกอบมากมายถึงความจำเป็นต่างๆ ผลที่เกิดตามมาก็คือ เราไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพียงพอ เพื่อจะสรุปว่ามะละกอพันธุ์ที่ต้านทานไวรัสมีผลกระทบต่อ คน สัตว์ และ สิ่งแวดล้อมหรือไม่อย่างไร การศึกษาที่ทำกันมานานหลายปีจึงไม่สามารถสรุปได้ว่ามีผลอย่างไรในสภาพพื้นที่ปลูกจริง เนื่องจากยังขาดผลการศึกษาในขั้นตอนสุดท้าย… และก็ดูเหมือนว่าบุคคลบางกลุ่มจะไม่พยายามทำความเข้าใจในขั้นตอนของการทดลองเหล่านี้…แม้ว่าปัจจุบันจะมีการกล่าวกันตลอดเวลาว่า “เศรษฐกิจฐานความรู้” เป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาประเทศมากเพียงไร หรืออาจพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน มั่นคง จะต้องอาศัยรากฐานความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาวิจัยเพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ ได้อย่างมีเหตุและมีผล แต่ทว่าการแสดงออกกลับกลายเป็นตรงกันข้าม….จึงทำให้อดกังขาไม่ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา หรือว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ต้องการให้คนไทยลุกขึ้นยืนได้ด้วย “ลำแข้ง” ของเราเอง ..!
ที่มา:http://www.vcharkarn.com