การที่จะต้องไปทำงาน ดูงาน เรียนรู้งาน คุมงาน ให้ดำเนินการ งานดำเนินไปได้ตามแผน ตามแปลน ที่ได้ตั้ง ได้หมายไว้ ทำให้เราเจอสิ่ง เจอ “คน” ที่ขัดใจ จนทำให้ฉันขาดปัญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความเมตตา...”
งานนี้ฉันมีช่าง มีคนที่จะมา “ช่วย” หลัก ๆ อยู่ ๗ คน เป็นผู้ชายหกคน และผู้หญิงหนึ่งคน
ในจำนวนผู้ชายหกคนนี้มีคนเป็นงานอยู่แค่สองคน ส่วนอีกสี่คนเพิ่งมาเริ่มทำงานกับฉันที่แรกและครั้งแรก

ในจำนวนสี่คนนี้เป็นครูที่ดี เพราะสี่คนนี้สอนให้ฉันรู้ข้อผิดพลาดและข้อขาดซึ่งเมตตา
ในระหว่างที่ฉันทำงานไป ฉันทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้ง “เครียด” เพราะฉันเห็นเขา มองเขา จับผิดเขา
เพราะเขาทำงานช้าบ้าง เล่นกันบ้าง ทำของเสียหายบ้าง ไม่รักษาของ ไม่ดูแลข้าวของ ทำงานไปคุยโทรศัพท์ไป สิ่งเหล่านี้คือข้อผิดพลาดของฉัน เพราะฉันมีจิตที่เพ่งโทษและคอยจับผิดผู้อื่น
แล้วยิ่งมาผนวกกับความรู้ที่ฉันเรียนมายิ่งนำพาให้จิตและใจฉันลงหุบเหว
ความรู้ในตำรา เรื่องการบริหารงาน บริหารคน บริหารเงิน ทำให้สมองฉันยิ่งคิด ยิ่งวิตก ยิ่งกังวล ในทุกย่างก้าวที่เขาทำผิด
งานยิ่งเร่ง ฉันยิ่งเครียด
เครียดเพราะไม่มีปัญญา ไม่รู้จักทบทวนชีวิตและความจริงที่เคยก้าวย่างผ่านมา
ชีวิตฉันก้าวมาได้ ยืนหยัดมาได้เพราะโอกาส
ฉันต้องให้โอกาสเขา
เขาเพิ่งมาทำงานได้เพียงสามอาทิตย์ แต่ฉันเองทำงานมา สอนหนังสือ สอนคนมานับหลายปี ฉันเองนี่ที่เป็นคนผิด
ผิดที่ไม่รู้จักใช้ปัญญา ผิดที่ไม่รู้จัก “ให้” โอกาส ผิดไม่รู้จักที่จะใช้คำพูดที่คอยให้กำลังใจ รู้จักใช้แต่คำพูดในเชิงตำหนิ ติเตือน ตัดทอนกำลังกายและกำลังใจ ตามประสานักธุรกิจที่ชีวิตมีแต่ “เงิน เงิน เงิน”
ใช้เงินเป็นเครื่องวัดงาน ใช้เงินเป็นเครื่องวัดคน และใช้เงินเป็นเครื่องวัด "ใจ"

งานนี้ งานที่นี่ เราจ้างเขาค่อนข้างแพง (แพงกว่าที่อื่น)
ถึงแม้ว่าเขาจะชาวไทยใหญ่ ที่ต้องระหกระเหเร่ร่อนรอนแรมมาอาศัยผืนแผ่นดินไทยทำงาน หาเงิน สู้ชีวิต คนอื่น ที่อื่นอาจจะกดค่าแรงเขา แต่เราก็ให้ค่าจ้างเขาเต็มที่ คือ ผู้ชายให้วันละ ๒๕๐ บาท ผู้หญิงให้วันละ ๒๐๐ บาท
ฉันเคยคิด เคยวิตกว่าทำไมให้มาก ให้เยอะ แต่ปัญญาน้อย ๆ อย่างฉันนั้นคิดไม่ออก คิดไม่ได้ ไปไม่ถึงเพราะฉันยังขาด “ความเมตตา...”
ทางออกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมาจบ มาจรดอยู่ตรงคำพูดท่านอาจารย์ที่ว่า
“ที่เราให้เขาทำงานนี้ ก็เพราะเขาไม่มีเงินจะซื้ออาหารให้ลูก ไม่มีเงินจะกินข้าว”
“คนเราถ้าไม่มีกิน ไม่มีอยู่ ก็ต้องไปลัก ไปขโมย ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมและคนอื่น”
เมื่อฉันโกรธ ฉันเครียด ฉันผิดพลาด ฉันจะหยิบยกคำพูดของท่านอาจารย์มาสอนใจของฉันเอง
สอนตน สอนใจ สอนจิตให้เกิดและมี “ปัญญา”
มีปัญญาในการที่จะไม่ทำร้ายตนเองด้วยการโกรธ การเครียด การที่มัวแต่จ้องจับผิดคนอื่น
มีปัญญาที่จะให้โอกาสบุคคลอื่น อย่างที่ฉันเคยได้รับโอกาสมาเสมอ ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มี ให้เกิด “ความเมตตา” กับคนทั้งหลายที่ต่างเกิดมาและได้มามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน...

มาอ่านและลงชื่อไว้ครับพระคุณเจ้า
นึกถึงพระคุณเจ้าเลยไปนั่งคิดมรรควิธีในการทำลาย อัสมิมานะ (Superiority) ผู้อื่น มาให้ทดลองใช้ครับกระผม
http://gotoknow.org/blog/babyr2r/209348