การนำขั้นการสอน 9 ขั้นของ Gange’ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ดังนี้
1. เร้าความสนใจ ( Gain Attention)
ก่อนที่จะเริ่มเรียนนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เรียนควรได้รับแรงกระตุ้น แรงจูงใจให้อยากที่จะเรียน ดังนั้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเริ่มต้นด้วยลักษณะของการใช้ภาพสี และเสียง หรือการประกอบกันหลาย ๆ อย่าง (Multimedia) โดยสิ่งที่สร้างขึ้นมาเน้นเกี่ยวกับเนื้อหา การเตรียมตัวและการกระตุ้นผู้เรียนในขั้นแรกนี้คือ Title นอกจากจะกระตุ้นความสนใจผู้เรียนแล้วควรจะได้รับการออกแบบเพื่อให้สายตาผู้เรียนอยู่ที่จอภาพไม่ใช่พะวงอยู่ที่แป้นพิมพ์หรือเมาส์
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)
การบอกวัตถุประสงค์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น นอกจากผู้เรียนจะได้รู้ล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหาแล้ว ยังเป็นการบอกผู้เรียนถึงเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วยและการที่ผู้เรียนทราบถึงโครงร่างของเนื้อหาอย่างกว้าง ๆ นี้เอง จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวคิดในรายละเอียดหรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้อง และสัมพันธ์กับเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ ซึ่งจะมีผลทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพขึ้นนอกจากจะส่งผลดีดังกล่าวแล้วการวิจัยยังพบว่าผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ต้องการเรียนจะสามารถจำและเข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่าอีกด้วย
3. ทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
ก่อนที่จะให้ความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน ซึ่งในส่วนของเนื้อหาและแนวคิดนั้น ๆ ผู้เรียนอาจจะไม่มีพื้นฐานมาก่อน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ออกแบบโปรแกรมควรจะต้องหาวิธีการประเมินความรู้เดิมในส่วนที่จำเป็นที่จะรับความรู้ใหม่ ทั้งนี้นอกจากเพื่อเตรียมตัวผู้เรียนให้พร้อมที่จะรับความรู้ใหม่แล้ว สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานมาแล้วยังเป็นการทบทวนหรือให้ผู้เรียนได้ย้อนไปคิดในสิ่งที่ตนรู้มาก่อน เพื่อช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่อีกด้วย ในขั้นทบทวนความรู้เดิมนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการทดสอบเสมอไป หากเป็นไปในรูปแบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดย้อนหลังถึงสิ่งที่ได้เรียนมาก่อนหน้านี้ การกระตุ้นดังกล่าวอาจแสดงด้วยคำพูด ( คำอ่าน ) หรือภาพ หรือเป็นการผสมผสานกันแล้วแต่ความเหมาะสม จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับเนื้อหาด้วย
4. การเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
การเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาประกอบกับคำพูดที่สั้น ง่ายและได้ใจความเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ภาพประกอบจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้น และความคงทนในการจำจะดีกว่าการใช้คำพูด หรือคำอ่านเพียงอย่างเดียว ภาพช่วยอธิบายส่วนที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการรับรู้ ในส่วนของเนื้อหาที่เสนอเป็นคำอ่านหรือคำอธิบายนั้น ในแต่ละกรอบความไม่ควรมีมากจนเกินไป เพราะนอกจากผู้เรียนอาจรู้สึกเบื่อที่ต้องนั่งอ่านเฉย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากกดเมาส์หรือกดคีย์บอร์ดแล้ว การบรรจุข้อความมาก ๆ และเบียดเสียดกันยังทำให้อ่านยากอีกด้วย
5. ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ผู้เรียนจะจำได้ดีหากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดี และสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิม หรือความรู้เดิมของผู้เรียน ทฤษฎีบางทฤษฎีได้กล่าวว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (meaningful Learning) นั้น ทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ การวิเคราะห์และตีความหมายเนื้อหาใหม่บนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิม หน้าที่ของผู้ออกแบบ CAI ในขั้นนี้คือพยายามหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่ นอกจากนั้นยังจะต้องพยายามหาวิถีทางที่จะทำให้การศึกษาความรู้ใหม่ของผู้เรียนนั้นมีความกระจ่างชัดเท่าที่จะทำได้ เทคนิคการใช้ภาพเปรียบเทียบ เทคนิคการใช้ตัวอย่าง และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง (Non – Example ) อาจช่วยให้ผู้เรียนแยกแยะและเข้าใจ Concept ต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น
6. กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses)
ทฤษฎีการเรียนรู้หลายทฤษฎีกล่าวว่า การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล หากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิดร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาการถามและการตอบย่อมจำได้ดีกว่าผู้เรียนที่เรียนโดยการอ่านหรือการคัดเลือกข้อความจากผู้อื่นเพียงอย่างเดียว คอมพิวเตอร์มีข้อได้เปรียบอุปกรณ์อื่น หรือสื่อการสอนอื่น ๆ ซึ่งจัดเป็นสื่อการสอนแบบ Non – interactive การเรียนจากคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมได้หลายลักษณะ แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็น การเลือกกิจกรรม และการโต้ตอบกับเครื่องก็สามารถทำได้ กิจกกรมเล่านี้ทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และเมื่อมีส่วนร่วมก็มีส่วนคิดการคิดนำหรือคิดตาม ย่อมมีส่วนผูกประสานให้โครงสร้างของการจำดีขึ้น
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
การวิจัยพบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น กระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนมากขึ้น ถ้าบทเรียนนั้นท้าทายผู้เล่นโดยการบอกจุดหมายที่ชัดเจนให้ Feedback เพื่อบอกว่าขณะผู้เรียนอยู่ตรงไหนห่างจากเป้าหมายเท่าใด การให้ Feedback เป็นภาพจะช่วยเร้าความสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าภาพนั้นเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ดี Feedback เป็นภาพ หรือ Visual Feedback นี้อาจมีผลเสียอยู่บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูว่าหากทำผิดมาก ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
8. บททดสอบความรู้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จัดเป็นบทเรียนโปรแกรม การทดสอบความรู้ใหม่ซึ่งอาจเป็นการทดสอบระหว่างเรียน หรือการทดสอบในช่วงท้ายของบทเรียนเป็นสิ่งจำเป็น การทดสอบดังกล่าวอาจเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบตนเอง การทดสอบเพื่อเก็บคะแนน หรือจะเป็นการทดสอบเพื่อวัดผู้เรียนผ่านเกณฑ์ต่ำสุด เพื่อจะศึกษาบทเรียนต่อไปหรือยัง การทดสอบดังกล่าวนอกจากจะเป็นการประเมินการเรียนแล้ว ยังมีผลในการจำระยะยาวของผู้เรียนอีกด้วย ข้อสอบจึงควรถามเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ในการเตรียมการสอนสำหรับชั้นเรียนปกติตามข้อเสนอแนะของ Gange’ นั้นในขั้นสุดท้ายนี้จะเป็นการสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนหรือซักถามปัญหาก่อนจบบทเรียน ในขั้นนี้เองผู้สอนจะได้แนะนำความรู้ใหม่ไปใช้หรืออาจจะแนะนำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
สรุปเทคนิคการออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น มีวิธีการนำเสนอหลายรูปแบบสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ สำหรับขั้นการสอน 9 ขั้น ของ Gange’ นั้น ควรจะมีการเร้าความสนใจ มีการบอกวัตถุประสงค์ ทบทวนความรู้เดิม นำเสนอเนื้อหาใหม่ กระตุ้นการตอบสนอง ให้ข้อมูลย้อนกลับ มีการทดสอบความรู้ และการจำการนำไปใช้ การออกแบบการสอนลักษณะนี้ ผู้สร้างสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งจะทำให้บทเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น