ภาคเอกชนห่วงสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ 1-3 เดือน ฉุดจีดีพีโตแค่ 3.5-4% จากเดิมคาด 5-6% คลังยอมรับสภาพ เศรษฐกิจมีปัญหา ความเชื่อมั่นถดถอย ท่องเที่ยว การลงทุนซบเซา ด้าน สศค.ระบุต้องเกาะติดสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด หากการเมืองไม่นิ่งภาคเอกชนคงไม่กล้าลงทุน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชน 820 ตัวอย่าง เรื่อง "ทรรศนะต่อการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในปัจจุบัน" พบว่าปัญหาที่เอกชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขให้เร็วที่สุด คือ สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองถึง 17.3% รองลงมาคือ เศรษฐกิจชะลอตัว 15.9% อันดับ 3 คือ ราคาน้ำมัน 15.8%
เอกชนเห็นว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น กระทบทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งหากการชุมนุมยืดเยื้อนาน 1-3 เดือนอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้อาจจะขยายตัว 3.5-4% จากที่เคยประมาณการไว้ที่ 5-6%
นอกจากนี้ผลสำรวจความคิดเห็นของเอกชน 38.7% ต้องการให้รัฐบาลเจรจาคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็วที่สุด 30.4% ต้องการให้รัฐบาลยุบสภา 24% ให้รัฐบาลลาออก และ 6.9% ไม่มีความเห็นหากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืดเยื้อกว่า 1 เดือน เศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งเสียหายมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่นักธุรกิจกังวลมาที่สุดว่ายิ่งการชุมนุมยืดเยื้อเศรษฐกิจก็ยิ่งชะลอตัว ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีนี้ถือล่าช้าเกินไป และอาจไม่ได้ผล หากสถานการณ์การเมืองยังวุ่นวาย และไม่เป็นปกติ เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนต่างประเทศ ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมืองของไทย การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็อาจจะไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ สิ่งสำคัญคือ ต้องทำการเมืองให้นิ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจะได้ผล โดยเฉพาะ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเร่งการลงทุน
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมช.คลัง กล่าวยอมรับว่าขณะนี้ การลงทุน การท่องเที่ยวชะลอลงไปมาก รวมทั้งเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลออก เป็นเพราะการปรับพอร์ตการลงทุนออกไปหาตลาดที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าไทย แต่สถานการณ์ลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในประเทศไทย จึงเชื่อมั่นว่าเงินลงทุนจะกลับมาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม ยังเป็นห่วงปัญหาขาดสภาพคล่องเพราะการให้เครดิตในการซื้อสินค้าระหว่างผู้ประกอบการเริ่มลดลง การกู้เงินของเอกชนเริ่มมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะความเชื่อมั่นในบรรยากาศโดยรวมหายไป ทำให้การทำธุรกิจเริ่มตึงตัว "บรรยากาศลักษณะแบบนี้จะกินเวลาไปอีกนานนับปี จึงทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ช้า เศรษฐกิจไตรมาส 3 อาจ ขยายตัวได้ไม่เกิน 5% หลังจากไตรมาสแรกขยายตัว 6% ไตรมาส 2 ขยายตัว 5.3% ทำให้ตลอดทั้งปี 2551 เศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ไม่เกิน 6% เพราะรายได้หลักของประเทศขณะนี้มาจากการส่งออก ส่วนอีก 2 ด้านหลักสำคัญทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุนชะลอลงไป"
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดต่อไปอยู่ระหว่างหารือ ซึ่งนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังได้คิดไว้นานแล้ว โดยมีหลายทางเลือกซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา การออกมาตรการไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย สามารถประกาศใช้ได้ทันที
อนึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าจีดีพีในไตรมาส 2 ของปี 2551 ขยายตัวได้ 5.3% ต่ำกว่าไตรมาส 1 ที่อยู่ที่ 6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น คาดว่า ทั้งปีจะขยายตัวได้ 5.2-5.7% ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าจีดีพีทั้งปีจะขยายตัวได้ 5-6%
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ได้เสนอแผนกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐกับรมว.คลัง ไปแล้วคาดว่าจะดำเนินการได้ประมาณเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้ภาคเอกชนมั่นใจกล้าตัดสินใจลงทุนตามภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะคลี่คลายเร็วหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่ารัฐจะลงทุนไปแล้ว ภาคเอกชนก็อาจจะไม่ลงทุนตามถ้าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง "ไตรมาส 3 จีดีพีจะถึง 5% หรือไม่นั้นคงต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน รวมทั้งการส่งออกของประเทศ หากคลี่คลายเร็ว อาจกระทบต่อจีดีพีน้อยลง" นางพรรณีกล่าว
แนวหน้า เดลินิวส์ 9 กันยายน 2551