มีคำถามเสมอมาว่าทำไมต้องมีการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์หรือ Humanized Health Care

          นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ เคยเขียนไว้ว่าการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์เป็นหนึ่งในหลายเรื่องของระบบสุขภาพที่ดำเนินงานไปพร้อมกัน ได้แก่ การพัฒนาและรับรองคุณภาพHA     การกระจายบุคลากรและทรัพยากรทางสุขภาพ    หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า    การจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย    การสื่อสารด้วยสันติวิธีในระบบสุขภาพ    การจัดการสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาวะ เป็นต้น  

ผมขออนุญาตขยายความต่อว่าการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์เป็นอีกกลไกหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือหรือช่วยเสริมให้แต่ละงานมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุดคือให้ผู้คนในระบบสุขภาพเข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางปัญญา

          นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์  ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ไว้ 3ประเด็นในที่ประชุมหรือข้อเขียนต่างกรรมต่างวาระ   ประเด็นแรกคือความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ควรหมายถึงตัวโรคภัยไข้เจ็บเพียงอย่างเดียว    แต่ให้หมายถึงความทุกข์ของผู้ป่วยด้วย  ประเด็นที่สองท่านเล่าเรื่ององค์รวมโดยยกตัวอย่างเรื่องส่วนประกอบของดอกไม้  เมื่อลูกสาวของท่านทำการบ้านดอกไม้ประกอบด้วยอะไร  คำตอบที่ได้คือดอกไม้ประกอบด้วยก้านดอก กลีบดอก เกสรตัวผู้  เกสรตัวเมีย ท่านได้ถามลูกสาวว่าแล้วความงามมิใช่ส่วนประกอบของดอกไม้หรือ   เรื่องเล่าของท่านนี้ปรากฏในนิตยสาร Way ฉบับหนึ่ง    ประเด็นที่สาม ท่านยกตัวอย่างเรื่องแพทย์ฟังเสียงหัวใจของผู้ป่วย   เมื่อผู้ป่วยพยายามจะพูดแต่แพทย์มักหยุดการพูดของผู้ป่วยเพื่อจะฟังเสียงหัวใจก่อน   กล่าวคือมนุษย์ทั้งคนกำลังจะพูดแต่แพทย์มักไม่ฟังและต้องการฟังเพียงอวัยวะชิ้นเดียวคือการเต้นของหัวใจ 

ทั้งสามประเด็นนี้ผมขออนุญาตขยายความต่อว่าแพทย์ที่ดีควรมีความสามารถที่จะเห็นผู้ป่วยครบทั้งคน    มีความสามารถสัมผัสความทุกข์ของผู้ป่วย   มีความสามารถบำบัดทุกข์หรือช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ในสมดุล    แม้ว่าโรคร้ายนั้นจะรักษาไม่หายก็ตาม

            นายแพทย์ประเวช  ตันติพิวัฒนสกุล เคยบรรยายเรื่องระดับชั้นของการทำงานของจิตใจและจิตวิญญาณในครั้งหนึ่ง    ซึ่งผมขออนุญาตตัดบางตอน   สรุปความและขยายความบางส่วน   จิตใจของคนเราทำงาน 3 ระดับ ดังที่เรียกว่า Ego Function ระดับแรกเรียกว่า Mental State คือสภาวะจิตใจหรืออารมณ์ในขณะใดขณะหนึ่ง  ระดับที่สองเรียกว่า Mental Capacity คือความสามารถในการควบคุมจิตใจหรืออารมณ์ของตนเอง ระดับที่สามเรียกว่า Mental Quality คือจิตใจที่เห็นประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน  การทำงานของจิตใจในระดับที่สูงกว่านี้น่าจะเป็นระดับของปัญญาหรือจิตวิญญาณคือระดับที่สี่ เรียกว่า Value หมายถึงจิตใจที่มองเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์รวมทั้งคุณค่าของตนเอง   และระดับที่ห้า เรียกว่า Freedom หมายถึงเสรีภาพทางจิตวิญญาณ 

            หากนำกรอบการทำงานของจิตใจนี้มาใช้กับการแพทย์   การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์น่าจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับได้ดังนี้คือ  

ผู้ให้บริการในระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์      คือผู้ที่ผ่านขั้นตอนของการ

พัฒนาจิต 4 ขั้นแรก    กล่าวคือขั้นที่ 1 มีจิตใจหรืออารมณ์อยู่ในสมดุล ไม่หงุดหงิดกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยโดยง่าย     ขั้นที่ 2 แม้ผู้ให้บริการจะเสียสมดุลในบางครั้ง เช่น อารมณ์ไม่ดี หรือ ไม่ชอบบุคลิกนิสัยบางประการของญาติหรือผู้ป่วย  แต่ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างดีที่สุดตามจริยธรรมวิชาชีพ  ขั้นที่ 3 สำคัญมากถึงมากที่สุดคือนายแพทย์รวมทั้งผู้ให้บริการใดๆควรเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน  ดังพระราชดำรัสที่ทุกคนทราบกันดีคือ

             ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง

          ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

          ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง

          ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

            เพียงยึดพระราชดำรัสไว้ให้มั่น   คิดถึงส่วนรวมก่อนส่วนตนและรักษาจริยธรรมวิชาชีพให้ดีที่สุด   ลาภ ยศ สรรเสริญจะมาถึงเองโดยไม่ต้องขวนขวายเลย   ขั้นที่ 4 คือนายแพทย์รวมทั้งผู้ให้บริการใดๆเป็นผู้ให้    ถ้าตระหนักว่าเราเป็นผู้ให้และการให้คือทาน  และทานคือพื้นฐานของการพัฒนาจิตดังที่เรียกว่า ทาน ศีล ภาวนา    ผู้ให้ก็ควรมีความสุขหรือที่เรียกว่ามีสุขภาวะ  ผู้ให้ควรมีความสุขจากการเป็นผู้ให้มิใช่มีความสุขจากการบริโภคแต่เพียงอย่างเดียว

            ส่วนขั้นที่ 5 คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ควรหมายถึงมนุษย์มีเสรีภาพทางจิตวิญญาณ   ไม่ยึดติดกับวัตถุหรือภาระของชีวิตประจำวันจนกระทั่งทำให้ไม่สามารถพัฒนาตนเองหรือก้าวข้ามพ้นตนเอง

นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์