แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์(มสส.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ดำเนินงานพัฒนาการแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์หรือ Humanized Health Care(HHC) โดยคาดหวังว่า HHC จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทุกระดับ ผู้ป่วย และญาติมีความสุขมากกว่าแต่ก่อน
ดังที่ทราบกันว่าแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทุกระดับในโรงพยาบาลทำงานหนักเนื่องจากมีจำนวนผู้ป่วยมาก นอกจากมากแล้วยังคาดหวังสูงกว่าแต่ก่อน แม้ว่าการแพทย์แผนปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมากเช่นกันแต่ความก้าวหน้าส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางวิชาการ เทคนิค และเทคโนโลยี ในตอนแรกก็คิดว่าเมื่อการแพทย์ก้าวหน้า การดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยก็จะดีขึ้นด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าการแพทย์มีความเสี่ยง และมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หรือภาวะแทรกซ้อนได้เสมอๆ
สถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนว่าไม่มีใครในระบบสุขภาพมีความสุข แพทย์เป็นทุกข์เพราะทำงานหนักแล้วยังไม่ได้รับความเคารพนับถือ ผู้ป่วยและญาติทุกข์จากความเจ็บป่วยและทุกข์เพราะต้องเข้าโรงพยาบาล มีผู้กล่าวว่าทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้คนในระบบสุขภาพไม่มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ สุขภาวะทางจิตวิญญาณหมายถึงความสุขภายในซึ่งเกิดขึ้นได้แม้สภาพแวดล้อมยังคงเหมือนเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าผู้คนในระบบสุขภาพควรรู้วิธีที่จะมีความสุขได้ด้วยปัญญา
แพทย์ที่ทำเวชปฏิบัติเพื่อป้องกันการฟ้องร้องมักไม่มีความสุขเพราะการทำเวชปฏิบัติเช่นนั้นเหนื่อยยากและเป็นทุกข์ จึงว่าเป็นเพราะยังไม่รู้วิธีที่จะมีความสุขด้วยปัญญา ผู้ป่วยและญาติที่เรียกร้องมาก ไม่ให้เกียรติแพทย์ มักไม่มีความสุขเพราะการคาดหวังสูงไปจนถึงเอาแต่ได้มักนำมาซึ่งความไม่สมหวังแล้วเป็นทุกข์ จึงว่าเป็นเพราะยังไม่รู้วิธีที่จะมีความสุขด้วยปัญญาเช่นกัน
ว่ากันว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือความสุขด้วยปัญญานั้นเกิดขึ้นง่ายๆด้วยการให้หรือด้วยเมตตา นั่นคือแพทย์รู้จักให้ ผู้ป่วยและญาติก็รู้จักให้ด้วย หากระบบสุขภาพสามารถพัฒนาตนเองถึงจุดนี้ได้ ก็เป็นไปได้ว่าผู้คนในระบบจะมีความสุขมากขึ้น
อย่างไรก็ตามการพูดแต่เพียงง่ายๆว่าให้หรือมีเมตตานั้นก็ออกจะง่ายเกินไป จึงต้องมีเครื่องมือบางอย่างมาช่วยพัฒนาให้ระบบสุขภาพไปถึงตรงนั้น เครื่องมือหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์หรือ Humanized Health Care(HHC)
หากจะยกเหตุผลทางวิชาการว่าทำไมต้องมี HHC คำตอบหนึ่งคือเพราะจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยchronic diseaseมีจำนวนมากกว่าสมัยก่อนอย่างเห็นได้ชัด รักษาก็ไม่หาย ปลอบใจก็ไม่เป็น เอาใจมากก็ไม่ได้ มิหนำซ้ำผู้ป่วยยังต้องมาโรงพยาบาลสม่ำเสมอ พบกับระบบบริการที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน พบเทคนิคและเทคโนโลยีมากมายที่นำมาซึ่งความเจ็บและความทุกข์ และดูคล้ายๆจะไร้หัวใจ
คุณหมอโกมาตรได้บรรยายทำนองว่าเวลาแพทย์ใช้หูฟังฟังเสียงหัวใจของผู้ป่วย ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งกลับชอบพูดหรือเล่านั่นเล่านี่ แพทย์ก็มักจะบอกให้เงียบเพื่อจะตั้งใจฟังเสียงหัวใจ อันที่จริงปรากฏการณ์เช่นนี้มีเหตุผลทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากเล่า อีกฝ่ายหนึ่งอยากฟัง ปัญหาคือคนที่อยากฟังไม่ต้องการฟังคนอยากเล่า เพียงต้องการฟังเสียง “อวัยวะ” ชิ้นเดียวที่เรียกว่าหัวใจเต้นอย่างไร แต่ไม่ต้องการฟังเสียง “มนุษย์” ทั้งคนที่กำลังอยากพูด แม้ว่าตัวอย่างนี้อาจจะสร้างข้อถกเถียงได้มาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “แยกส่วน” และ “องค์รวม” นั่นคืออวัยวะชิ้นเดียวย่อมบอกข้อมูลได้เท่าที่อวัยวะนั้นจะบอกแต่ไม่สามารถบรรยายความทุกข์ของคนทั้งคนได้แน่
หลายครั้งที่แพทย์อาจจะไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้แต่แพทย์ช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ป่วยได้แน่นอนแต่จะทำได้ต้องพัฒนาความสามารถที่จะไม่เห็นเพียงอวัยวะแต่เห็นคนทั้งคนให้ได้ก่อน
ศ.นพ.ฝน แสงสิงแก้ว (พ.ศ.2450-2523) บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ไทยเคยกล่าวว่า
“รักษาให้หาย ทำได้บางคราว
ช่วยให้ทุเลา ทำได้บ่อยกว่า
แต่การปลอบใจให้สบายใจขึ้นนั้น ทำได้ตลอดกาล”
มีเครื่องมือหลายชิ้นที่เชื่อว่าน่าจะพัฒนาความสามารถที่จะเห็นคนทั้งคนได้ และเห็นความทุกข์ของผู้ป่วยด้วย จากเวทีสัมมนาและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง HHC หลายครั้ง พอจะประมวลเครื่องมือได้ดังนี้
-จิตอาสาและการให้
-ทักษะการเขียนเรื่องเล่า(story telling)
-ทักษะการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือการเผชิญความตายอย่างสงบ
-ประวัติครูแพทย์ที่เป็นปูชนียบุคคล
-แบบฟอร์มที่สามารถช่วยให้สามารถบันทึกทุกข์ผู้ป่วย
-การจัดสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งสิ่งแวดล้อมทางสายตาหรือสิ่งแวดล้อมทางเสียง
-การจัดระบบงานที่คำนึงถึงความเท่าเทียมของบุคลากร
-โครงการที่พาแพทย์หรือนักศึกษาแพทย์ไปพบเห็นทุกข์ผู้ป่วยโดยตรง
-สื่อการ์ตูนที่ขับเน้นจริยธรรมทางการแพทย์
-ศิลปะบำบัด
-ดนตรีบำบัด
-หลักสูตรการเขียนบทกวีหรือนวนิยายสำหรับนักศึกษาแพทย์
-การบริหารกายที่เข้าถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เช่น การรำมวยจีน โยคะ
ฯลฯ
เครื่องมือเหล่านี้บ้างเป็นของใหม่ บ้างเป็นของที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้วแต่ถูกละเลย บ้างทำได้ง่าย บ้างทำได้ยาก แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ล้วนน่าริเริ่มและน่าทดลองสักครั้ง อย่าลืมว่าเหล่านี้คือเครื่องมือที่น่าเชื่อได้ว่าสามารถช่วยให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทุกระดับมีความสุข ความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ติดต่อได้(contagious) ผู้ป่วยและญาติก็จะมีความสุขด้วย
จิตอาสาและการให้เป็นกิจกรรมที่หลายโรงพยาบาลกำลังพัฒนา แรกเริ่มมักเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาจัดการงานอาสาสมัครในเขตโรงพยาบาล แต่เมื่อทำไปมักพบว่าแพทย์ พยาบาล และบุคลากรเองที่ชอบใช้เวลาว่างจากเวรมาช่วยงานอาสาสมัคร เพราะคนที่ทำจึงรู้ว่าความสุขง่ายๆเกิดจากการให้
-จิตอาสาควรเป็นงานที่สร้างสุขได้ทันที ไม่ต้องรอค่าตอบแทน ไม่ต้องรอคำชื่นชม เป็นงานที่ทำแล้วผู้ทำเป็นผู้มีความสุขเอง
-จิตอาสาไม่ควรเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำแล้วยกให้อาสาสมัครทำ หรือทำไปทำมามีสภาพเป็นเสมือนแรงงานราคาถูก
-จิตอาสาควรเป็นงานที่อาสาสมัครคิดค้นและดำเนินการกันเอง
-จิตอาสาน่าจะเป็นงานที่ผู้ทำได้ใช้ลง “มือ” หรือใช้ “มือ” กระทำอะไรบางอย่างจริงๆ
-จิตอาสาอาจจะเป็นกลไกทางจิตชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อปัดเป่าความทุกข์ของอาสาสมัคร
(altruism)
แบบฟอร์มที่เราใช้ทำงานมักจะกำหนดวิธีคิดของเราด้วย เมื่อเราใช้แบบฟอร์มซักประวัติเพื่อให้ได้ข้อมูลอาการสำคัญและประวัติปัจจุบันอย่างเร็วที่สุด เพื่อจะได้วินิจฉัยและเริ่มต้นรักษา พอใช้กันมานานๆ แบบฟอร์มที่มีช่องให้กรอกเพียงหัวข้อนั้นๆก็จะกำหนดความคิดให้เราเร่งทำงานหาข้อมูลแต่ละเลยทุกข์ผู้ป่วย ทั้งที่การฟังความทุกข์ผู้ป่วยก็อาจจะเป็นหนทางรักษาที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้เทคนิคหรือเทคโนโลยีอื่นๆ
นักศึกษาแพทย์และแพทย์รุ่นใหม่เป็น generation ที่เติบโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น ยืนยันได้จากพฤติกรรมชอบอ่านการ์ตูนขณะอยู่เวรและกำลังรอคนไข้เข้ามา สื่อการ์ตูนจึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งนี้ยังไม่นับว่ามีการ์ตูนญี่ปุ่นชั้นดีที่เล่าเรื่องจริยธรรมการแพทย์หลายเรื่อง เช่น Black Jack, Dr.Noguchi หรือ Say Hello to Black Jack ที่เล่าเรื่องชีวิตแพทย์ฝึกหัดตรงๆ การ์ตูนเหล่านี้ล้วนมีภาคภาษาไทยและสามารถทดลองทำเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาได้
เครื่องมือเหล่านี้มีคุณลักษณะเฉพาะให้ค้นคว้าวิจัยได้ด้วย ใช้อย่างไรจึงจะดีมีประโยชน์ ใช้อย่างไรจึงไม่สูญเสียจุดเด่นของการแพทย์แผนปัจจุบันนั่นคือมีคุณภาพและมาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยงและช่วยลดการฟ้องร้อง
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์(มสส.) ได้รวบรวมประเด็นการพูดคุยเรื่องราวเหล่านี้และถอดบทเรียนเพื่อใช้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไป โรงพยาบาลที่มีเรื่องเล่าความสำเร็จ (success story) ในการจัดบริการที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ควรหาเวทีถ่ายทอดความสำเร็จนั้นให้เพื่อร่วมวิชาชีพได้ชื่นชม
ในสภาวะที่กลไกแก้ปัญหาใดๆของสังคมล้วนไม่ทำงาน การใช้อำนาจสั่งการให้
กระทำโครงการใดๆไม่ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดี การกดดันเพื่อเร่งรัดผลงานก็จะไม่ประสบความสำเร็จ “วิธีการเล่าเรื่องความสำเร็จและการจัดการความรู้จะเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยขับเคลื่อนให้ระบบสุขภาพพัฒนาไปในทิศทางที่ทำให้ทุกคนมีความสุขด้วยกันได้”
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์(มสส.) นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
สวัสดีค่ะ เห็นด้วยและช่วยกันสานต่อ งาน HHC ให้มากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ