อาสาไส้แห้ง
“อาสาไส้แห้ง” ฟังคำนี้แล้วอดนึกถึง สาละเปาที่ไม่มีไส้ ต้นไม้ที่แห้งเหี่ยว ดอกไม้ที่อับเฉา ชีวิตไม่มีรสชาติ ทำไมอะไรๆ ดูแย่ไปหมด มองโลกในแง่ร้ายไปไม่ ? ? ! ! ? ? ...
คิดว่ามองจากความเป็นจริงมากกว่า อาสาไส้แห้ง เป็นคนดีๆ นี่เอง แต่เป็นคนที่ต้องการการเติมเต็ม จากคนที่คิดเหมือนกัน มีใจที่คล้ายกัน เป็นสะลาเปารอไส้สารพัดไส้มาใส่ จะได้เป็นสาละเปาน่ากินอิ่มเอิบ เป็นต้นไม้ดอกไม้ ที่รอปุ๋ย รอการรดน้ำ พรวนดิน หากเป็นสาละเปาดีๆ ไม่ได้ก็ต้องผันตัวเองเป็นสาละเปาไม่มีไส้หรือไม่ก็เป็นขนมอื่นที่ไม่ต้องมีไส้ หากเป็นต้นไม้ดอกไม้ก็ต้องสังเคราะห์แสงเอง แต่นั่นแหละชีวิต ไม่มีใครดูแลก็ต้องดูแลตัวเองไป
.. เกิดมาจนต้องทำใจ ทำอะไรก็ลำบากน่ะ (บ่อยครั้งที่ชอบคิด) ต้องดันทุรัน ดิ้นรน จะทำอะไรต้องรอบคอบ ไม่รอบคอบคือพลาด ต้องคิดๆๆๆ
.. ก็ดีทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น โสมม สมบุกสมบัน ตะลุยตะแกง ปากกัดตีนถีบก็ต้องดิ้นรนสู้ต่อไป ...
จนทรัพย์ อย่าจนน้ำใจ ไม่เหือกแห้งแล้ว ชีวิตนี้ มีเพื่อนมากก็เพราะอาสานี่แหละ อย่าน้อยใจกับโชคชะตา อย่าคอยเพียงแค่วาสนา ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อาสาไส้แห้ง อยู่ลำพังไม่สับสน แต่ต้องดูแลผู้คน ไม่คิดว่าตัวเองจน แต่ไม่พอกิน ชีวิตไม่ขอร่ำรวยขอพอมีพอกินไม่ติดหนี้ใคร พอมีเหลือแบ่งปันผู้คน
อาสาไส้แห้ง เจ้าต้องอดทนต่อไป ดิ้นรนต่อสู้ อาสาเป็นสิ่งที่ดี ไส้แห้งนานๆ ไม่ดีเดี๋ยวกระเพาะถามหา หาทางออกน่ะคนดี เจ้าต้องขยัน เจ้าต้องมีพลัง เจ้าต้องเข้มแข็ง เพื่อตัวเจ้าเอง และเพื่อคนที่เจ้ารัก แม้เจ้าจะแอบเจ็บปวด แอบร้องไห้ไปบ้าง มันเป็นรสชาติของชีวิตที่คนสุขกายสบายใจ เขาไม่อาจรู้ได้ว่า คนไส้แห้งอย่างเจ้าคิดอะไรอยู่ เจ้าจงภูมิใจ แม้เจ้าไส้แห้ง เจ้ายังอุตสาห์มีน้ำใจมีใจอาสาเพื่อผู้คน
ก็ต้องหมั่นให้กำลังใจตัวเอง เพื่อเต็มเต็มพลัง ดั่ง ต้นไม้สังเคราะห์แสงเอง
สวัสดีเจ้าค่ะ
น้องจิมาไส้แห้งด้วยคนค่ะอิอิ บันทึกนี้เขียนได้ดีจังค่ะ ได้ข้อคิดดีๆ จะติดตามบันทึกต่อไปนะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---->น้องจิ ^_^