การบริหารแบบร่วมคิดร่วมทำ

ลักษณะของการบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำ

 

1.  การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำจะเกี่ยวข้องกับคนอยู่  2  กลุ่มใหญ่  คือ  (1)  กลุ่มกำหนดนโยบาย  (Policy  Group)  และ (2)  กลุ่มจัดทำแผนงาน / โครงการ

(Programme  Group)  ซึ่งทั้งสองกลุ่มจะต้องปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเหนียวแน่นและสอดประสานกัน

2.  การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำ  เป็นความร่วมมือช่วยเหลือและประสานสัมพันธ์กันระหว่างบุคลากรทั้งหมดของโรงเรียน  นักเรียนและชุมชน

3.  จุดเน้นของการบริหารแบบร่วมคิดร่วมทำ  เน้นการทำหน้าที่หลักของโรงเรียน  นั่นคือ  กิจกรรมการเรียนและกิจกรรมการสอน

4.  กลุ่มกำหนดนโยบาย (Policy  Group)  ซึ่งได้แก่คณะกรรมการบริหารโรงเรียน  จะทำหน้าที่สำคัญอยู่  4  ประการ

                4.1  กำหนดเป้าหมายและวิเคราะห์ปัญหา / ความต้องการ

                4.2  กำหนดนโยบาย

                4.3  ให้ความเห็นชอบในการจัดสรรงบประมาณ

                4.4  ประเมินผลสำเร็จของเป้าหมาย  นโยบาย  และการสนองตอบต่อปัญหา/ความต้องการ

5.  กลุ่ม / ทีมงานจัดทำแผนงาน / โครงการ (Programme  Group)  ซึ่งปกติจะประกอบไปด้วย  คณะครู อาจารย์  เจ้าหน้าที่  ซึ่งคณะ Policy  Group  เป็นผู้กำหนดขึ้น  มีหน้าที่จัดทำแผนงาน / โครงการที่สอดคล้องเป้าหมายและนโยบาย

6.  แผนงาน / โครงการที่จัดทำขึ้น  จะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการจัดสรรทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินงานตามแผน 

7.  การนำแผนงาน / โครงการไปปฏิบัติและการประเมินผลโครงการ  เป็นภารกิจสำคัญของทีมงานแผนงาน /โครงการ (Programme  Group) 

8.  มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มนโยบาย (Policy  Group )  กับกลุ่มแผนงาน /โครงการ (Programme  Group)   แต่ก็มีบางกิจกรรมที่สมาชิกบางคนอาจจะปฏิบัติงานอยู่ทั้งสองกลุ่ม  เช่น  สมาชิกฝ่ายแผนงาน /โครงการ  จะเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวสาร  (สารสนเทศ) แก่กลุ่มนโยบาย  เช่น  การเตรียมงบประมาณ  การเตรียมทางเลือกในการแก้ปัญหา / สนองความต้องการ  เป็นต้น

9.  กระบวนการบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำ  ประกอบไปด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

                                ขั้นที่  1  การกำหนดเป้าหมายและวิเคราะห์ปัญหา/ความต้องการ

                                                 ( Goal  setting  and  need  Identification)

                                ขั้นที่  2  การกำหนดนโยบาย  (Policy – Making)

                                ขั้นที่  3  การวางแผน  (Planning)

                                ขั้นที่  4  การกำหนดงบประมาณ  (Budgeting)

                                ขั้นที่  5  การนำแผนไปปฏิบัติ    (Implementing)

                                ขั้นที่  6  การประเมินผล  (Evaluating)

ผลดีของการบริหารจัดการโรงเรียนแบบร่วมคิดร่วมทำ

ประโยชน์ต่อนักเรียน

โดยหลักการ การบริหารจัดการโรงเรียนแบบร่วมคิดร่วมทำ นักเรียน เป็นบุคคลสำคัญหรือคือ หัวใจ ของการบริหาร  ดังนั้นหากกิจกรรมทีโรงเรียนจัดขึ้นจะต้องมีผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมต่อนักเรียน  การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำเป็นผลดีแก่นักเรียน 3 ประการ คือ

1)       การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำมุ่งเน้นประโยชน์ต่อนักเรียน การนำรูปแบบการบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำมาใช้อย่างประสบผลสำเร็จ ทำให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรทั้งมวล เช่น ครู อาจารย์ เวลา สถานที่ เครื่องอำนวยความสะดวก วัสดุ ครุภัณฑ์ เครื่องมือและบริการ ต่างๆ สะท้อนให้เห็นชัดเจนในการที่จะให้บรรลุกระบวนการเรียนการสอนและสนองเป้าหมายความต้องการของชุมชน รวมทั้งสังคมประเทศชาติ

2)       นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดทำนโยบายร่วมกับคณะกรรมการโรงเรียน รวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดทำโปรแกรมการเรียนต่างๆ ที่จะสนองความสนใจและความสามารถพิเศษของนักเรียน

3)       กระบวนการบริหารจัดการตามขั้นตอนต่างๆที่กำหนดขึ้นจะช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจด้านโปรแกรมการศึกษาของโรงเรียนแก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี ชุมชนรวมทั้งนักเรียนจะได้เอกสารนโยบาย แผนงาน/โครงการ งบประมาณและรายงานการประเมินผล

 

ประโยชน์ต่อครู-อาจารย์

ครู-อาจารย์เป็นกุญแจสำคัญผลสำเร็จของบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำเพราะครู-อาจารย์เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการกำหนดนโยบาย แผนงาน/โครงการการจัดทำแผนและปฏิบัติตามแผน

1   การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำเปิดโอกาสให้โอกาสให้ครู-อาจารย์ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

2   ครู-อาจารย์มีโอกาสใช้ความรู้ ความชำนาญในการมีส่วนร่วมกระบวนการตัดสินใจ

3   เนื่องจากการกำหนดนโยบายและการวางแผนชัดเจน ดังนั้นจึงไม่มีข้อสงสัยคลุมเครือตลอดจนข้อขัดแย้ง

4   ครู-อาจารย์ทุกคนเป็นทีมงานจึงพร้อมที่จะใช้ความรู้ ความสามารถกำลังกาย-ใจ ในการพิจารณาใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสาขา/วิชาตนเองถนัดและสนใจ

5   ครู-อาจารย์เข้าใจงาน/โครงการตลอดจนงบประมาณของเพื่อนร่วมงานซึ่งโดยปกติไม่ค่อยจะมีข้อมูลให้ทราบได้ โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่

6   ลดความขัดแย้งในระหว่างครู-อาจารย์ ทั้งนี้เพราะทุกคนมีโอกาสให้ความร่วมมือช่วยเหลือเปิดเผยและเปิดกว้าง ความขัดแย้งก็จะลดลงซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ครู-อาจารย์มีข้อมูลสารสนเทศแลกเปลี่ยนกันแลกะกัน

7   ครู-อาจารย์มีโอกาสจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับสภาพงานและกระจายอย่างทั่วถึงไปยังกิจกรรมต่างๆ

8   การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำ ถือว่าครู-อาจารย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการะบวนการเรียนรู้

9   การบริหารจัดการแบบร่วมคิดร่วมทำ เปิดโอกาสให้ครู-อาจารย์ได้รับผิดชอบในหน้าที่อย่างเต็มที่

 

บทบาทของผู้บริหารในการบริหารแบบร่วมคิดร่วมทำ

                ผู้บริหารต้องแสดงออกถึงภาวะผู้นำแบบร่วมคิดร่วมทำ”Collaborative  leadership ) อย่างชัดเจน นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงความเชื่อและการปฏิบัติที่เคยใช้อำนาจไปสู่การมีส่วนร่วม ในการจัดการเรื่องงาน และเรื่องคน  เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและใช้วิธีการเจรจาต่อรองมากกว่า การใช้วิธีการอำนาจบังคับ  ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในโรงเรียนจะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่มีบรรยากาศแบบร่วมคิดร่วมทำ ร่วมมือประสานงานให้มากที่สุด ลดการแข่งขัน  ลดความขัดแย้งระหว่างบุคคล  กลุ่มบุคคล  รวมทั้งองค์ให้น้อยที่สุด บรรยากาศดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้นั้นผู้บริหารโรงเรียนในฐานะผู้นำ มีส่วนผลักดันให้เป็นสัดส่วนที่สูงยิ่ง  ดังแผนภูมิที่แสดงให้เห็นระดับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในโรงเรียนซึ่งแต่ละระดับจะส่งผลต่อการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป